วันที่ อาทิตย์ สิงหาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บทความเทิดพระเกียรติ: ความทรงจำ...ค่ำนั้น ที่พระตำหนักภูพิงค์


บทความเทิดพระเกียรติ

ความทรงจำ...ค่ำนั้น ที่พระตำหนักภูพิงค์  

จาก นิตยสารหญิงไทย ฉบับที่ 628 ปีที่ 27 ปักษ์แรก เดือนธันวาคม พ.ศ. 2544
โดย ไพโรจน์ บุญผูก
ข้าราชการบำนาญสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี 
ศิลปินเพลงไทยเดิมรางวัลพิฆเนศวร์ทองพระราชทาน จากสมาคมดนตรี แห่งประเทศชาติ ปี 2539


        ปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. 2512 ข้าพเจ้ายังจดภาพในอดีตครั้งนั้นได้แม่นยำราวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันวาน ทั้งที่นับแต่วันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลายาวนานถึง สาบสิบกว่าปี

        ตอนนั้น ข้าพเจ้าเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ปีที่หนึ่ง เมื่อทางมหาวิทยาลัยแจ้งข่าวดีว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์จะเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานมาประทับ ณ พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์เพื่อเสด็จเยี่ยมเยียนพสกนิกรผู้ยากไร้ในภาคเหนือพวกเราต่างมายืนรอรับเสด็จหน้ามหาวิทยาลัยถือธงปลิวไสวทางหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ซึ่งในสมัยนั้นคนรุ่นใหม่ที่ไปเยือนเชียงใหม่ในวันนี้อาจไม่เชื่อว่าแถบถนนสายห้วยแก้วขึ้นดอยสุเทพนั้นเป็นทางฝุ่นลูกรังสีแดงขรุขระคละคลุ้งยามรถสัญจรไปมา

        รถขบวนพระที่นั่งชะลอความเร็วลงและขับเคลื่อนอย่างช้าๆ เมื่อมาถึงบริเวณหน้ามหาวิทยาลัย เพียงแค่ทรงโบกพระหัตถ์พระราชทานมาให้ พวกเราก็แสนอิ่มเอมใจยิ่งล้นแล้ว

        ข้าพเจ้าเข้าร่วมกิจกรรมกับชมรมดนตรีไทยและนาฏศิลป์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพราะมีรุ่นพี่เรียนมัธยมฯมาด้วยกันชักชวน และเมื่อมาพบคุณครูสอนดนตรี คือ ร.ทวิชิตและคุณครูอัญชัน ปิ่นทองซึ่งเป็นนักดนตรีในราชสำนักล้านนายุคพระราชชายาดารารัศมีและเจ้าราชบุตรเป็นลำดับ ครูเล่าเรื่องราวในราชสำนักที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้มาก่อน ทำให้ข้าพเจ้าสนุกกับการใกล้ชิดอยู่กับครูและเรียนรู้การขับร้องเพลงไทยเดิมและเพลงล้านนาอย่างมิเบื่อหน่าย

        วันหนึ่ง ข้าพเจ้าไปเยี่ยมครูที่บ้านริมแม่น้ำปิง ครูแนะนำให้ข้าพเจ้ากราบชายร่างท้วมสูงอายุคนหนึ่ง ซึ่งกำลังขยับสีซอสามสายงาช้างประดับมุกงามระยับตา

 “...กราบท่านซะ ลูก นี่น่ะ อาจารย์ภาวาส รองราชเลขาธิการเป็นเพื่อนเก่าแก่ร่วมวงดนตรีไทยกับครูมานานปี...”

ข้าพเจ้าก้มกราบตามที่ครูสั่งเพราะเรื่องไหว้สักการะนี่นักดนตรีไทยถือเป็นสิ่งสำคัญอยู่แล้วจึงไม่ขัดเขินกระไรนัก

        เป็นอันว่า วันนั้นได้ร่วมวงกันเป็นครั้งแรก ข้าพเจ้าทำหน้าที่นักร้องเลือกเพลงสามเส้าสองชั้นร้องคู่กับครูอัญชัญอย่างสนุกสนาน

 “...เป็นผู้หญิงแท้จริงแสนลำบาก (ครูร้อง) เป็นผู้ชายยิ่งยากลำบากกว่า (ข้าพเจ้าร้อง)...”

เอ๊ะ...ชักสนุกและเล่นกันได้ดีนี่นักศึกษาชุดนี้...อาจารย์ภาวาสเอ่ยชมพร้อมกล่าวต่อไปว่า

         “...เอายังงี้ ก็แล้วกัน ครูอัญชันและครูวิชิต นำคณะนักศึกษาวงดนตรีไทย มช.ชุดนี้แหละขึ้นเป็นบรรเลงถวายบนพระตำหนักภูพิงค์เพราะทรงมีพระราชอาคันตุกะที่พระราชทานเลี้ยงรับรองอยู่เสมอ...”

        หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน พวกเราได้รับแจ้งจากมหาวิทยาลัยให้นำวงดนตรีไทยขึ้นไปบรรเลง ณ พระตำหนักภูพิงค์ในยามค่ำ

        ทั้งอธิการบดีและนักศึกษาต่างตื่นเต้นกันยกใหญ่มีการประชุมคัดเลือกบุคคลและอาจารย์ผู้ควบคุมวงดนตรีไทยขึ้นไปอย่างครบครัน

        เช่นเคยข้าพเจ้าทำหน้าที่ผู้ขับร้อง และนักดนตรีทุกคนนั้น ในที่ประชุมกำหนดให้แต่งกายในชุดราชปะแตน ซึ่งทั้งเมืองเชียงใหม่ดูจะหายากมากในครั้งนั้น

        ข้าพเจ้าออกตระเวนหาถุงน่องขาวยาวถึงหัวเข่ากว่าจะได้แทบล้มประดาตาย โชคดีที่ได้ผ้าม่วงสีสวยจากรุ่นพี่ที่คณะคือ คุณสุวรีย์ ชินวัตร จากชินวัตรไหมไทยมาหนึ่งผืนเป็นอันหมดห่วงไปเรื่องเสื้อผ้า มายุ่งกันอีกทีตอนซ้อมขมวดนุ่งผ้าโจงกระเบนเหน็บบั้นเอวแล้วนั่งพับเพียบนี่ซีจดจำกันไปนานว่ารุงรังนัก ยิ่งถ้าต้องเข้าห้องน้ำแต่ละทีดูจะโกลาหลทีเดียว

        ถึงวันจริง ทุกคนยุ่งกับ เตรียมการกัน ไม่จบสิ้น โดยเฉพาะสุภาพสตรีที่สวมชุดไทยนี่ดูเป็นเรื่องพอๆ กับผู้ชายเหมือนกัน

        วางตัวนักดนตรีกันเรียบร้อยได้ครู(ปัจจุบันรองอธิบดีกรมศิลปากร) ขึ้นไปพร้อมกับท่านอธิการบดีและคุณครูวิชิตและ ครูอัญชัน ปิ่นทอง ถึงพระตำหนักภูพิงค์ได้เวลาโพล้เพล้ใกล้ค่ำ อาจารย์ภาวาสออกมารับคณะนักดนตรีไทยลัดเลาะฝ่าความหนาวเย็นยอดดอยภูพิงค์เข้าไปยังบริเวณพระตำหนักที่จะมีงานเลี้ยงพระราชทานแขกเมืองในค่ำนั้น

        พระตำหนักภูพิงค์นั้นห้องแต่ละห้องไม่ได้กว้างขวางเท่าใดนักเรียกว่า กะทัดรัดเสียส่วนใหญ่ ดังนั้นเมื่อตั้งวงดนตรีไทยซึ่งมีทั้งระนาดฆ้องกลองซอนานาชนิดก็เกือบครึ่งห้องเข้าไปแล้ว จึงเท่ากับเป็นโอกาสให้คณะนักดนตรีไทยได้เข้าเฝ้าฯอย่างใกล้ชิด

        ระหว่างที่แขกเมืองจากต่างประเทศเริ่มทยอยเข้ามา พวกเราก็เริ่มบรรเลงเพลงขับกล่อมที่เป็นเพลงบรรเลงส่วนใหญ่ จำได้ว่า หม่อมเจ้าวิภาวดี รังสิต ทรงรับแขกร่วมกับ หม่อมเจ้าภีเดชรัชนีและอาจารย์ภาวาส บุนนาค นั้นอำนวยการทั่วไปทั้งวงดนตรีและความเรียบร้อยอื่นใด

        เมื่อเสด็จออกมาถึงห้องรับรองเพลงสรรเสริญพระบารมีดังขึ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริธรเทพรัตนสุดาฯ(พระราชอิสริยยศในขณะนั้น) และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์อัครราชกุมารี

        เมื่อทุกพระองค์ประทับพระเก้าอี้ประจำโต๊ะเสวยแล้ว ครูบอกให้ข้าพเจ้าร้องเพลงราตรีประดับดาว พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 7 ซึ่งมีเนื้อเพลงน่าฟังว่า

                                         “...เอย...วันนี้ แสนสุดยินดี พระจันทร์เพ็ญ

                                ขอเชิญสายใจ เจ้าไปนั่งเล่น ลมพัดเย็นๆ

                                หอมกลิ่นมาลีเอย

                                หอมดอก ราตรี แม้ไม่สดสีหอมดีน่าดม

                                เหมือนงามน้ำใจแม้ไม่ขำคม กิริยาน่าชม สมใจจริงเอย...”

        ข้าพระเจ้าลอบมองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ฯทรงเคาะพระหัตถ์ตามทำนองเพลงแม้จะทรงมีพระราชปฏิสันถารกับแขกเมืองก็ตาม นั่นหมายถึงทรงมีพระอารมณ์ศิลปินในพระราชหฤทัยอยู่เต็มเปี่ยม สมเด็จพระนางเจ้าฯนั้นทรงแย้มพระสรวลมายังวงดนตรีบ่งบอกถึงความพอพระทัยอย่างชัดแจ้ง

        นักดนตรีบรรเลงกันอย่างสุดกำลังเสียงคงดังกึกก้องในห้องที่ไม่กว้างขวางนัก ข้าพเจ้าแอบเห็นอีกละที่ในหลวงทรงหันมาแย้มพระสรวลพร้อมกับใช้พระหัตถ์ชี้อุดที่พระกรรณให้รับรู้ว่าเราบรรเลงเสียงดังมาก ข้าพเจ้าแอบกระซิบครูเบาๆ พร้อมกับค่อยๆ บอกบรรดานักดนตรีทั้งหลายที่กำลังหวดระนาดกราดเสียงฆ้องกันอย่างก้มหน้าก้มตาให้ผ่อนเพลาเสียงลงและเงยหน้ามองไปที่ในหลวงอีกพบว่าทรงพยักพระพักตร์ แย้มพระสรวลเล็กน้อยหากเป็นคำสามัญชนที่ข้าพเจ้าเข้าใจเอาเองตอนนั้นว่า “ดีแล้ว”

        อาจารย์ภาวาสคลานเข้าไปกราบบังคมทูลเชิญ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดาฯมาทรงซออู้ ข้าพเจ้าเห็น “ทูลกระหม่อมน้อย” ที่อาจารย์เรียกถวายความเคารพทั้งสองพระองค์แล้วจึงประทับนั่งบนพรมร่วมกับวงดนตรีไทยของนักศึกษา มช. ตอนนั้นหากจำไม่ผิดทรงศึกษาอยู่ในชั้น ม.ศ.2 โรงเรียนจิตรลดา จึงยังทรงพระเยาว์กว่าดนตรีทั้งหลายและทรงเริ่มหัดดนตรีไทยจากอาจารย์ภาวาสและคุณหญิงไพฑูรย์ กิติวรรณ เพลงที่ทรงครั้งแรกร่วมกับวงเราคือ “เพลงนกเขาขะแมร์” ข้าพเจ้าขับร้องด้วยบทที่ว่า

                                         “พิศดูหมู่วิหคผกผิน โบกบินร่อนร้องก้องขรม

                                นกแก้วสาลิกาน่าชม เสียงระงมพรอดเพรียกเรียกกัน”

        เนื่องจากทรงหัดซออู้ในระยะเริ่มต้นจึงทรงเกือบทำให้ทั้งวงต้องรั้งรอจังหวะให้เข้ากับพระองค์ซึ่งนึกถึงครั้งนั้นและปัจจุบัน ข้าพเจ้าชื่นชมในพระวิริยะอุตสาหะในการฝึกฝนจนทรงบรรเลงเครื่องดนตรีได้นานาชนิดและทรงเชี่ยวชาญด้านดนตรีไทยล้ำหน้าเกินนักดนตรีวงนั้นอย่างลิบลับในทุกวันนี้

        เวลาต่อมาไม่นาน สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จมาประทับบนพื้นหน้าวงดนตรีไทยอีกพระองค์หนึ่ง ชมว่า “พวกหนูเล่นได้เพลงเพราะจังเลย” พร้อมกันนั้นทรงเอ่ยด้วยความห่วงใยว่า “ให้เขาจัดอาหารไว้สำหรับพวกหนูแล้วนะจ๊ะพร้อมกันนั้นทรงตรัสว่า “อยากฟังเพลงลาวดวงเดือน ลาวดำเนินทรายและตับวิวาห์พระสมุทร” ข้าพเจ้าก็ร้องเพลงดังกล่าวตามที่ทรงมีพระประสงค์มาเกือบครบ ทรงเอ่ยชมการร้องเพลงของข้าพเจ้าซึ่งยังจดจำได้แม่นยำด้วยความปลาบปลื้มปิติมาถึงกระทั่งทุกวันนี้ว่า

         “...หนู...นี่ร้องเพลงเพราะจนเห็นพระจันทร์กลางวัน”

ดูซิทรงเปรียบเทียบได้อย่างชัดเจนและใช้ภาษาที่ไพเราะอย่างที่ข้าพเจ้าไม่คาดคิดมาก่อน

        ทรงขอเพลงตับวิวาห์พระสมุทรพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่หกโดยทรงเกริ่นบทที่ว่า “ขอเพลงอันโดรเมดา” พร้อมนั้นทรงผินพระพักตร์ไปยังสมเด็จพระเจ้าลูกเอเจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดาฯ ว่า “...แม่น้อย ไหนมาร้องเพลงให้แม่ฟังบ้างดีกว่านะ เห็นว่าเรียนขับร้องเพลงไทยด้วยมิใช่หรือ...”

        เป็นอันว่า “ทูลกระหม่อมน้อย” และข้าพเจ้าได้ร่วมกันขับร้องถวายสมเด็จฯ ปรากฏว่าเพลงนี้ยาวมากถึง 45 นาที เล่นไปได้หน่อยเดียวก็ได้เป็นเวลาสมควรที่ราชอาคันตุกะจะต้องกลับแล้ว

        สมเด็จพระนางเจ้าฯแย้มพระสรวลแล้วตรัสว่า “เดี๋ยวเล่นเพลงสรรเสริญพระบารมีส่งแขกแล้ว พวกหนูอย่าเพิ่งกลับนะ จะออกมาฟังเพลงใหม่”

        เมื่อได้เวลาเพลงสรรเสริญพระบารมีบรรเลงขึ้นทุกพระองค์เสด็จพระราชดำเนินเข้าพระราชฐาน อีกราว 15 นาทีทุกพระองค์เสด็จฯ ออกมาอีกครั้ง คราวนี้นักดนตรีทั้งหลายได้เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิดทุกพระองค์ ระหว่างบรรเลงทรงโปรดให้มหาดเล็กนำเทปมาอัดไว้อีก ซึ่งบรรดานักดนตรีทั้งหลายก็เกร็งกันมากยิ่งอัดยิ่งผิด ในหลวงทรงแย้มพระสรวลพร้อมกับตรัสด้วยพระมหากรุณาว่า “คราวหน้าให้ขึ้นมาคืนวันศุกร์จะได้ตื่นสายวันรุ่งขึ้นได้เพราะไม่ติดการเรียน” และจากนั้นคณะของเราก็ได้มีโอกาสขึ้นไปบรรเลงดนตรีไทยบ่อยครั้งเนื่องจากในระยะนั้นยังไม่มีวิทยาลัยนาฏศิลป์ที่เชียงใหม่และในครั้งต่อมาจึงจัดให้มีการฟ้อนรำชุดต่างๆ เพื่อทอดพระเนตรด้วย

        เวลาล่วงเลยจนค่อนรุ่งแต่ไม่มีผู้ใดง่วงนอนเลยแม้แต่คนเดียว ในหลวงทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโดยรับสั่งให้ช่างภาพมาฉายภาพทุกพระองค์ร่วมกับนักดนตรีไทยวงนี้เป็นที่ระลึกพร้อมกับพระราชทานไปยังมหาวิทยาลัยซึ่งทุกคนยังเก็บรักษาไว้ดียิ่งตราบกระทั่งทุกวันนี้

        หลังจากรับพระราชทานอาหารเลี้ยงยามดึกแล้ว ขบวนรถยนต์ทยอยลงจากพระตำหนักภูพิงค์สู่ห้วยแก้วอันเป็นที่พำนักของนักศึกษาชาว มช.

        เมื่อถึงพระธาตุดอยสุเทพข้าพเจ้า ยกมือพนมไว้ขอพระบารมีแห่งพระบรมธาตุได้ดลบันดาลอภิบาล ในหลวงและพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนานสถิตสถาพรเป็นร่มโพธิ์ทองของปวงชนชาวไทยไปตราบนานเท่านาน

(และนี่...คือ...ความทรงจำล้ำค่าที่ยังตราตรึงในดวงใจของข้าพเจ้าอยู่มิเลือนหายแม้วันเวลาจะล่วงเลยผ่านพ้นมาเป็นเวลาถึง 32 ปี...แล้วก็ตาม)

หมายเหตุ  (คีตพจน์)  ในบทความนี้มีการอ้างถึงชื่อบุคคลท่าหนึ่งซึ่งมีสกุลว่า  "ชินวัตร"  อยากขอความกรุณาจากท่านผู้อ่านอย่าได้มีอคติแต่ประการใด  บุคคลดังกล่าวนั้นเป็นเพียงบุคคลหนึ่งที่ได้ให้การสนับสนุนการดนตรีไทยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในขณะนั้นเท่านั้น  มิได้มีจุดประสงค์แอบแฝงแต่อย่างใด  อย่างได้วิพากษ์ในทางการเมืองเลย   ขอบคุณครับ

โดย คีตพจน์

 

กลับไปที่ www.oknation.net