วันที่ จันทร์ ธันวาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เมื่อในหลวงตรัสถึงที่มาของโครงการพระดาบส


เนื่องจากผมและลูกศิษย์วิทยากรกลุ่มหนึ่ง จะจัดงานทอล์คการกุศล

Give & Take ครั้งที่ ๘ ในวันอาทิตย์ที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ 

ที่โรงแรมสวิสโซเทล เลอคองคอร์ท ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

โดยจะนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด สมทบทุนมูลนิธิพระดาบส

เมื่อวันเสาร์ ๓๐ พ.ย.ที่ผ่านมา ผมจึงนัดพบกับคุณอักษรา พฤติสุนากร

หัวหน้าสำนักงานโรงเรียนพระดาบส ตอน ๑๐ โมงเช้า ที่มูลนิธิพระดาบส

เพื่อเข้าเยี่ยมชมและดูงานที่โรงเรียนพระดาบส

วันนั้นผมเดินทางไปกับอาจารย์สมพงษ์ เผือกเอี่ยม

ผมทำหน้าที่พูดคุยซักถามข้อมูลจากคุณอักษรา

ส่วนอาจารย์สมพงษ์ก็ช่วยผมถ่ายภาพ

เราสองคนจึงได้เห็นกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในวันนั้น

ที่สำคัญทางคุณอักษราก็ได้ให้หนังสือรายงานประจำปี พ.ศ.๒๕๕๒-๒๕๕๔

ของมูลนิธิพระดาบส และแผ่นพับแนะนำโรงเรียนพระดาบสในพระราชดำริ

มาให้ผมอ่านด้วย พออ่านจบก็ทำให้ผมได้เข้าใจที่มาที่ไป

และการดำเนินงานตลอดจนกิจกรรมของโรงเรียนพระดาบสมากยิ่งขึ้น

 

และเพื่อให้ลูกศิษย์และกัลยาณมิตรทุกท่านที่ไม่ได้มีโอกาสไปดูงานกับผมในวันนั้น

ได้รู้จักและเข้าใจที่มาของโครงการพระดาบส เอนทรี่นี้ผมจึงขอนำ

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ในโอกาสที่ประธานกรรมการหาทุนโครงการพระดาบส

นำคณะบุคคลเข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายเงิน

เพื่อโดยเสด็จพระราชกุศลสมทบทุนโครงการพระดาบส

ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐานเมื่อวันอังคารที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๒๔

(หน้า ๑-๓ รายงานประจำปี พ.ศ.๒๕๕๒-๒๕๕๔ ของมูลนิธิพระดาบส)

มาอัพเดทไว้ในบล็อกแห่งนี้ พร้อมภาพประกอบฝีมือการถ่าย

ของอาจารย์สมพงษ์ มาให้พวกเราได้อ่านดูกันครับ 

ต่อไปนี้คือ พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ...

"ขอขอบใจท่านที่สนใจโครงการพระดาบส

และได้บริจาคเงินเพื่อให้ดำเนินกิจการไปได้

โครงการพระดาบสนี้ได้ตั้งขึ้นมาก็โดยใส่ความคิดว่า

มีผู้ที่มีความรู้และอยากที่จะให้ความรู้นั้นแก่ผู้ที่อยากได้ความรู้

และการที่จะได้ความรู้เช่นนั้นก็มีวิธีอย่างหนึ่ง คือ ตั้งโรงเรียนขึ้น

ซึ่งเป็นสิ่งยาก เพราะว่าผู้ที่มีความรู้ และอยากจะถ่ายทอดความรู้นั้น

บางทีก็ไม่อยากจะเป็นครูตามโรงเรียน แต่ก็อยากที่จะสอนให้ความรู้

จึงเกิดความคิดใหม่ว่า ผู้ที่มีความรู้และถ้ามีใครอยากได้ก็จะถ่ายทอดให้

ก็เปรียบเสมือนคล้าย ๆ เป็นพระดาบสในสมัยโบราณที่มีผู้ไปบำเพ็ญพรต

หรือคนผู้ที่มีความสามารถไปอยู่ในป่าเป็นดาบสไป ผู้ที่อยากได้ความรู้

ก็ขวนขวายเข้าไปในป่า ไปหาดาบสไปหาฤษีและไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์

ก็จะได้ศิลปวิทยาต่าง ๆ ที่ท่านเล่ากันในสมัยโบราณมีทั้งลูกกษัตริย์

หรือผู้ที่อยากขวนขวายหาความรู้ต่างๆ ก็เข้าไปในป่า

ไปเจอพระดาบสก็ฝากเนื้อฝากตัวกับพระดาบส บางทีเข้าไป

พระดาบสก็นั่งอยู่เฉยๆ ไม่พูดอะไร ผู้ที่เข้าไปก็ไม่ท้อใจก็เข้าไปอีก

ผู้ที่ขวนขวายนั้นจะต้องมีความเพียร ไปหาผลไม้ ไปหาสิ่งของ

ที่จำเป็นในการดำรงชีพ ไปถวายแก่พระดาบส

พระดาบสก็ยังอาจจะเฉยอยู่ แต่ผู้ที่อยากได้ความรู้นั้น

ถ้าอยากได้ความรู้จริงๆ ก็จะต้องมีความเพียรเข้าไป

และก็แสดงว่ามีความเพียรจริง มีความต้องการจริง

พระดาบสก็อาจจะตอบว่ารับ หรือไม่รับ บางทีพระดาบส

ก็ต้องสอบอีกที เอ้อ แกอยากได้ความรู้ก็ต้องไปภูเขาโน้น

ไปเอาใบไม้อย่างนั้นมาให้ ก็ต้องไปฝ่าอันตรายไป

ด้วยความเหน็ดเหนื่อยมาก แล้วก็กลับมา พระดาบสเห็นว่า

คนนี้มีความเพียร มีความต้องการที่จะได้ความรู้จริงๆ ก็รับเป็นลูกศิษย์

เมื่อรับเป็นลูกศิษย์แล้วพระดาบสก็ให้ความรู้ทั้งหลายอย่างเต็มที่

ส่วนผู้จะเรียนก็ใช้คำสมัยใหม่ว่าบริการ บริการก็บริการจากใคร

ก็จากในป่านั่นเองไปหาไม้ ไปหาผลไม้ ไปหาใบไม้

ไปหาสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตมาเลี้ยงกัน คือ หมายความว่า

เลี้ยงพระดาบสแล้วก็เลี้ยงตัวเองผู้ที่เป็นลูกศิษย์ด้วย

พระดาบสก็ให้ศิลปวิทยา ซึ่งคำนี้ก็คลุมทุกอย่าง

ศิลปวิทยานี้ก็เป็นศิลปศาสตร์ เป็นความรู้ทั้งเวทมนต์ด้วย

ทั้งในเรื่องความรู้สมัยใหม่เรียกว่าวิทยาศาสตร์ ทั้งวิทยาศาตร์

ทั้งศิลปะศาสตร์ ทั้งแพทยศาสตร์ ทั้งอื่น ๆ แม้พุทธศาสตร์

และการสู้รบเหมือนเข้าโรงเรียนทหารก็มีให้ทุกอย่างแล้วแต่ถนัด

เมื่อได้ความรู้พอแล้ว พระดาบสก็บอกว่าเดี๋ยวนี้มีความรู้ดีแล้ว

ก็ควรจะกลับไปบ้านไปเมืองไปทำประโยชน์ได้ท่าน

ดาบสก็ให้ลาไป เวลาเดินทางกลับก็อาจจะมีเรื่องราวต่าง ๆ

แต่ทุกบ้านทุกเมืองก็สามารถที่จะหาทางเดินไปได้

สำคัญอยู่ที่ว่าเวลาเข้าไปเรียนนั้น ผู้ที่จะเรียนก็ต้องอาศัยป่า

เพราะพระดาบสต้องอาศัยป่า

ในปัจจุบันนี้ ป่าหมดแล้วไม่ค่อยมี

ก็ไม่มีที่จะให้พระดาบสไปสถิตอยู่ด้วยหาที่ป่าจะไปอาศัยไม่ได้

คิดว่าถ้ามีกองทุนก็จะทำเป็นคล้าย ป่าสงเคราะห์

ผู้ที่อยากได้ความรู้ก็ทำอย่างเดิม ต้องเข้าไปหาครู

หรือพระดาบส และก็ปฏิบัติพระดาบส

ในที่นี้ก็ทั้งปฏิบัติพระดาบส และก็ทำความเรียบร้อย

สถานที่ที่เป็นที่เรียนอยู่ จึงตั้งหลักว่าผู้ที่จะเรียนอย่างนั้น

จะต้องช่วยในการรักษาบ้าน รักษาห้องเรียน

รักษาสิ่งที่เป็นอุปกรณ์ต่างๆ แต่ว่าการที่จะให้ลูกศิษย์เหล่านั้น

ไปหาสิ่งของมาเลี้ยงก็ไม่ได้ เพราะโดยมากลูกศิษย์เหล่านั้นก็เป็นคนจน 

ไม่มีเงินทอง ก็จะต้องมีป่าสงเคราะห์นี้ คืออาศัยท่านทั้งหลายนั่นเอง

เป็นป่าบริจาคเงิน บริจาคข้าว บริจาคสิ่งอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็น

ก็ให้ใช้ได้ ส่วนผู้เรียนก็ให้บริการในด้านทำงานบ้าน

แล้วก็เคารพนับถือครู ส่วนครูก็มีหน้าที่ที่จะบริหารกิจการการสอนให้ดี 

สั่งสอนในด้านวิชาการและสั่งสอนในด้านศีลธรรมจรรยาด้วย

ที่ปฏิบัติมาก็มีการให้ความรู้ในด้านการไฟฟ้า

ในด้านการช่าง ก็เรียบร้อยไปหลายคนแล้ว เพราะได้ความรู้นี้

นอกจากนั้นก็ได้ชักชวนให้ฟังพระธรรมเทศนาบ้าง 

ให้ได้สนใจเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ ด้วย

ฉะนั้นการที่องค์การนี้ดำเนินไปได้ก็ต้องอาศัยผู้ที่บริจาคเงิน

ที่ได้ช่วยให้อยู่ได้ และต้องอาศัยผู้ที่สนับสนุนความรู้ความเป็นครู

เมตตากรุณากับผู้ที่เป็นลูกศิษย์ ทำให้กิจการดำเนินไปได้ด้วยดี

ดำเนินไปอย่างสร้างสรรค์ทั้งในด้านหลักวิชาเฉพาะที่สอน

ทั้งในด้านความเป็นครู ทั้งในด้านศีลธรรมจรรยา

คือให้เป็นคนสุจริต ให้เป็นคนที่มีศีลธรรม

ฉะนั้น งานนี้ก็เป็นงานที่ลำบากและมักจะตั้งต้นด้วยความลำบาก

เพราะไม่เข้าใจในระเบียบของกระทรวงศึกษา

แต่ว่าทางกระทรวงศึกษาก็ได้กรุณาแล้วว่าให้ดำเนินงานไปได้

โดยที่เป็นโครงการพิเศษ ก็เป็นอันว่าเดี๋ยวนี้ใช้การได้แล้ว

แต่ก่อนนี้ก็เป็นโรงเรียนเถื่อน ผิดกฏหมาย

จึงต้องระมัดระวังมาก แม้จะได้ใบอนุญาตแล้ว

ก็ต้องดำเนินด้วยความระมัดระวัง ด้วยความตั้งใจที่ดี

ให้ถูกต้องตามจุดประสงค์ คือให้ความรู้ทั้งในด้านวิชาการ

ทั้งในทางความประพฤติให้ดี ฉะนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน

แม้ท่านทั้งหลายที่บริจาคเงินก็มีหน้าที่เกิดขึ้น

ไม่ใช่บริจาคเงินไปแล้วก็หมดหน้าที่ ความจริงถ้าบริจาคแล้วหมายความว่า 

ท่านทั้งหลายเข้าใจดีในจุดประสงค์ของงานเช่นนี้ จะต้องพยายาม

ที่จะต้องดูแลสอดส่องให้งานนี้ดำเนินไปด้วยดี โดยไม่มีที่ติ

ไม่มีที่จับผิดได้ ไม่มีที่จะบอกว่าผิดกฎหมาย หรือผิดศีลธรรม

ฉะนั้น อันนี้อาจจะเป็นการทวงหรือขออะไรมากเกินไป 

แต่ก็เชื่อว่าท่านทั้งหลายก็เข้าใจว่าตั้งแต่บริจาคเงินหรือทรัพย์แล้ว

ยังขอให้บริจาคจิตใจอีกด้วย คือว่าบริจาคทั้งทรัพย์ทั้งจิตใจด้วยกัน

ก็เป็นการบริจาคที่เต็มที่ครบถ้วน ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล

สำหรับบ้านเมือง เพราะว่าจะทำให้ครูหรือผู้ที่มีความรู้อื่น ๆ

มีกำลังใจที่จะปฏิบัติงานเช่นนี้ ในทำนองนี้อีกต่อไป

เพราะว่าในเมืองไทยมีคนที่มีความรู้มิใช่น้อย มีมาก

แต่ว่าบางทีก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไร เพราะว่าการสอนในโรงเรียน

ในวิทยาลัย ในมหาวิทยาลัย เป็นสิ่งที่ขัดข้อง

มีระเบียบการที่บีบหัวใจมากเหมือนกัน

แต่ถ้าทำแบบทำนองนี้ ก็จะทำให้คนที่มีความรู้ด้านวิชาการ

มีความรู้ในทางศีลธรรม ในทางชีวิต ก็จะขวนขวายในการ

ที่จะแผ่เมตตาต่อไป เป็นการสร้างสรรค์ให้ส่วนรวม

อยู่ดีกินดีมีความเรียบร้อย มีคนที่ไม่เป็นอันธพาล

เป็นคนที่มีจิตใจสูง ซึ่งเป็นเป้าหมายที่สำคัญของโครงการพระดาบส

ที่เลือกเอาคำพระดาบสนี้ก็เพราะว่าเห็นสภาพอย่างโบราณที่ว่าไว้ตอนต้น

แต่ยังมีว่าเพราะคำพระดาบส หรือพระฤษี ก็เป็นคนที่ควรบูชา

คนที่ควรยกย่องนับถือ ฉะนั้น  ก็เป็นกิจการที่ไปในทางเป็นมงคล

ไปในทางที่สูง ในทางที่เจริญ ทุกคนที่ได้สนใจในกิจการนี้และได้ช่วย

ก็ขอให้ช่วยกันคิด ช่วยให้ครบถ้วน ทั้งกำลังทรัพย์ ทั้งกำลังใจ

ทั้งความประพฤติที่เหมาะสมที่ดี จะทำให้โครงการพระดาบส

มีผลสำเร็จเต็มเปี่ยม ทำให้ส่วนรวมของสังคม

ซึ่งในปัจจุบันเป็นป่าคอนกรีต ให้ป่านี้ร่มเย็น

เพราะว่าเวลาพูดถึงป่าคอนกรีตโดยมากก็เป็นสิ่งที่น่ากลัวเหมือนป่าทึบ

และพร้อมกับเป็นเหมือนทะเลทราย และถ้าป่าคอนกรีตนี้มีบุคคลที่มีจิตใจที่ดี

ก็จะร่มเย็นและอยู่ได้แบบของเรา แบบไทยๆ ของเรา

จะทำให้บ้านเมืองมีความเจริญ มีความผาสุก มีความสุข

ก็ขอให้ท่านทั้งหลายได้ประสบความสำเร็จความเจริญ

ในกิจการต่างๆ ของท่าน มีกำลังกายกำลังใจสมบูรณ์

สิ่งใดพึงประสงค์ก็ขอให้ได้ตามที่ใจคิด"

ครั้งนี้ผมต้องการให้เพื่อน ๆ ได้รู้ที่มาของโครงการพระดาบสก่อน

แล้วเอนทรี่ถัดไปผมจะกลับมาเล่าให้ฟังว่า

ที่โรงเรียนพระดาบส มีการเรียนการสอนวิชาอะไร

ห้องเรียนมีหน้าตาแบบไหน และมีวิธีคัดเลือกนักเรียน

อย่างไร ?

โดย Pro.Trainer

 

กลับไปที่ www.oknation.net