วันที่ อาทิตย์ สิงหาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

=== เตรียมใจ รับสภาพ กันได้แล้ว กับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ===


         **

"สมิทธ" เตือนโลกร้อนอีก 15 ปี ไม่สร้างเขื่อนอย่างอัศวินสีส้ม กรุงเทพฯ และปริมณฑลจมทะเล

แน่ เผย 5-10 ปีมีโอกาสเกิดสึนามิซ้ำ

(จากนสพ. ไทยโพส )5 สิงหาคม 2550

 

นักฟิสิกส์มหิดลชี้การปล่อยยานอวกาศส่งผลให้รังสีคอสมิกทะลุถึงโลกเพิ่มขึ้น กระทบ DNA มนุษย์ ไวรัสกลายพันธุ์ เกิดโรคใหม่
นายสมิทธ ธรรมสโรช ประธานอำนวยการศูนย์ภัยพิบัติแห่งชาติ เปิดเผยถึงภาวะโลกร้อนว่า ประเทศไทยประเทศเดียวไม่มีพลังเพียงพอแก้ไขให้โลกเย็นลงได้ เพราะตัวการหลักคือประเทศอุตสาหกรรมอย่าง สหรัฐอเมริกา, จีน, อินเดีย ที่ปล่อยก๊าซเสียสู่โลกวันละหมื่นตัน ขณะที่ประเทศไทยปล่อยก๊าซเสียทั้งปียังไม่เทียบเท่าประเทศดังกล่าว ซึ่งเป็นสิ่งที่ย้ำเตือนว่า ถึงรัฐบาลหรือประชาชนไทยจะตระหนัก และกระทำโดยรณรงค์ปิดไฟและงดใช้พลังงานเชื้อเพลิงต่างๆ ก็จะสูญเปล่าไม่ช่วยอะไรเลย

"อีก 15-20 ปี ผมรับประกันได้เลย กรุงเทพฯ, นนทบุรี, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร, สมุทรสงคราม จะเกิดน้ำท่วมเนื่องจากดินทรุดตัว น้ำทะเลสูงขึ้น ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรทำเดี๋ยวนี้ไม่ใช่มัวแต่ทะเลาะกัน นั่นคือการสร้างเขื่อนป้องกันน้ำทะเลหนุนอย่างประเทศเนเธอร์แลนด์ ในบริเวณรอบปากอ่าวไทย และปากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลลงทะเลทั้ง 2 ฝั่ง ซึ่งประเทศใกล้เคียงอย่างสิงคโปร์ได้ลงมือทำแล้ว" นายสมิทธระบุ
ประธานศูนย์ฯ กล่าวต่อไปว่า ระหว่าง 5-10 ปีข้างหน้า มีโอกาสที่ประเทศไทยจะเกิดสึนามิอีกครั้งในบริเวณชายฝั่งทะเลด้านทะเลอันดามัน เนื่องจากอยู่ใกล้กับรอยเลื่อนของเปลือกโลกที่เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง บริเวณเกาะสุมาตราที่ทอดยาวไปถึงประเทศพม่า ซึ่งวันนี้ก็เกิดแผ่นดินไหวบริเวณหมู่เกาะนิโคบา วัดแรงสั่นสะเทือนได้ 5 ริกเตอร์ แต่ก็ไม่เกิดคลื่นสึนามิ ขณะที่การเกิดคลื่นยักษ์ดังกล่าวจะต้องเกิดแรงสั่นสะเทือนเกิน 7.5 ริกเตอร์ขึ้นไป
นายสมิทธกล่าวด้วยว่า ในช่วงดังกล่าวตนยังเป็นห่วงว่าอาจเกิดคลื่นสึนามิในฝั่งอ่าวไทย ซึ่งได้รับอิทธิพลจากประเทศฟิลิปปินส์ ที่ยังมีภูเขาไฟหลายลูกที่มีโอกาสระเบิดรุนแรงอยู่
"ไม่มีใครสามารถป้องกันและเดาได้ว่า จะเกิดแผ่นดินไหวตรงไหนและเวลาไหน ผมเคยออกมาเตือนหลายครั้ง แต่ก็มีคนออกมาโจมตีว่าบ้ากับสิ่งผมศึกษามาตลอด 25 ปี"
เขาบอกว่า สิ่งที่กระทำได้คือต้องป้องกันให้ประชาชนหนีให้ทัน ซึ่งได้ติดตั้งสัญญาณเตือนภัยใน 79 จุด 6 จังหวัดเดิมที่เกิดสึนามิ พร้อมทั้งฝึกซ้อมมาแล้วและได้รับคำชมจากองค์กรระหว่างประเทศ 40 แห่งที่เข้าร่วมสังเกตการณ์ว่าได้ผลถึง 85% ดังนั้น หากจะแก้ไขอย่างจริงจังควรติดตั้งสัญญาณเตือนภัยให้ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงต่างๆ ทั่วประเทศ
ขณะที่ความเคลื่อนไหวของนักวิชาการ นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา อนุกรรมการว่าด้วยสนธิสัญญาการเปลี่ยนแปลงภูมิศาสตร์ องค์การสหประชาชาติ กล่าวว่า มีแนวโน้มสถานการณ์โลกร้อนจะเกิดขึ้นแล้วเพราะอุณหภูมิสูงขึ้น และอากาศแปรปรวน ซึ่งปัญหาดังกล่าวอาจส่งผลให้ทั่วโลกพบสถานการณ์แตกต่างกันไป ทั้งนี้ ประเทศไทยอาจจะเกิดปัญหาน้ำท่วมจากฝนตกหนักและน้ำทะเลหนุน บางพื้นที่อาจจะประสบปัญหาแล้งหนัก ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ และเกิดโรคระบาดอย่างรุนแรง ดังนั้น สิ่งที่ควรรับมือคือทำความเข้าใจและเรียนรู้ เพื่อจะได้รับมือกับปัญหาและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที ส่วนการลดปริมาณก๊าชพิษที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศที่รณรงค์กันอยู่ทั่วโลก ไม่ใช่แนวทางป้องกัน แต่เป็นการชะลอปัญหาให้เข้ามาช้าลงเท่านั้น
นายอานนท์กล่าวด้วยว่า การเกิดสึนามิในบริเวณฝั่งอันดามันของไทยสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ดังนั้นต้องเตรียมพร้อมรับมือทุกวัน โดยวิธีที่ดีที่สุดขณะนี้คือ การติดสัญญาณเตือนภัยอพยพคนหนี ส่วนบริเวณทะเลอ่าวไทย ตนวิเคราะห์ว่าไม่น่าจะเกิดสึนามิได้ เพราะท้องทะเลตื้นและแตกต่างจากทะเลอันดามันที่ลึก ซึ่งสึนามิสามารถเดินทางได้
ด้าน ศ.ดร.เปี่ยมศักดิ์ เมนะเศวต คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แถลงข่าวว่า กรณีสมาคมธรณีศาสตร์แห่งเอเชียและโอเชียเนีย จัดประชุมวิชาการนานาชาติ (AsiaOceania Geosciences Society) ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 30 ก.ค.-4 ส.ค.ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 1,100 คน จาก 40 ประเทศ เช่น ญี่ปุ่น, เกาหลี, จีน, สหรัฐอเมริกา เพื่อพูดคุยในหัวข้อเกี่ยวกับชั้นบรรยากาศ, อุทกวิทยา, สมุทรศาสตร์, ดาราศาสตร์, ธรณีภาค ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่างๆ ซึ่งรวมถึงภาวะโลกร้อนและสึนามิ
ศ.ดร.เปี่ยมศักดิ์กล่าวต่อไปว่า ในเรื่องภาวะโลกร้อนมีการพูดถึงกันมาก และทุกคนยอมรับว่าภาวะโลกร้อนเริ่มขึ้นจริงๆ แล้ว โดยมีตัวบ่งชี้คือ อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่สูงขึ้น 0.4 องศาเซลเซียส และระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 10 เซนติเมตรในรอบ 100 ปี ซึ่งยืนยันโดยสถาบันสมุทรศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับ
"ที่มีการทำนายว่า ในอนาคตภาวะโลกร้อนจะทำให้เกิดภัยพิบัติต่างๆ เช่น เกิดน้ำท่วมใหญ่เพราะอุณหภูมิโลกสูงขึ้นถึง 10 องศา รวมทั้งทำให้ภัยธรรมชาติอย่าง เฮอร์ริเคน ไต้ฝุ่น เกิดบ่อยและรุนแรงขึ้นนั้น เป็นแค่การคาดการณ์ส่วนบุคคลที่ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุน และยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะเกิดขั้นจริงๆ หรือไม่ เพราะยังมีอีกหลายปัจจัยในเรื่องภาวะโลกร้อนที่ยังไม่ได้วิจัย"
ดร.เครือวัลย์ จันทร์แก้ว อาจารย์ประจำภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเสริมว่า ได้ศึกษาพบหลักฐานทางธรณีวิทยาว่า ก่อนเกิดสึนามิครั้งใหญ่เมื่อปลายปี 2547 เคยเกิดสึนามิครั้งใหญ่ในประเทศไทยเมื่อ 600 ปีที่แล้ว และจากการวิจัยของประเทศสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ถึงโอกาสในการเกิดสึนามิครั้งใหญ่ซ้ำนั้น พบว่าในสหรัฐเกิดสึนามิใหญ่ซ้ำหลังจาก 700 ปีผ่านไป ส่วนญี่ปุ่นพบ 500 ปีผ่านไป
"ไม่มีสิ่งใดยืนยันว่าใน 5-10 ปีนี้จะไม่เกิดสึนามิใหญ่ซ้ำอีกในประเทศไทย เพราะฉะนั้นควรมีการเตรียมพร้อมรับสึนามิ ด้วยการเตรียมแผนและซ้อมการรับมือภัยพิบัติ รวมทั้งวางแผนการใช้ประโยชน์พื้นที่ริมชายฝั่งให้เหมาะสมด้วย" ดร.เครือวัลย์กล่าว
ศ.ดร.เดวิด รูฟโฟโล ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเสริมว่า ทางคณะได้ศึกษารังสี Cosmic Ray ซึ่งเป็นอนุภาคจากอวกาศ พบว่าชั้นบรรยากาศที่บางลง และการปล่อยดาวเทียมขึ้นไปในอวกาศจำนวนมาก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของปริมาณรังสี Cosmic Ray ที่ส่องมาถึงโลกในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ซึ่งรังสี Cosmic Ray จะส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลง DNA ของมนุษย์ และทำให้เกิดการกลายพันธุ์ของไวรัส โดยไม่แน่ใจว่าการเกิดโรคใหม่ๆ นั้นมาจากการกลายพันธุ์ของไวรัสหรือไม่.
กองบรรณาธิการ
***


โดย ป้าไม่อยู่ปู่เข้าเวบ

 

กลับไปที่ www.oknation.net