วันที่ พฤหัสบดี ธันวาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อุดมการณ์คือไฟ หัวใจคือฟืน (บันทึกมือเปล่ากับหัวใจบนชมัยมรุเชฐ)


 

 

.............................................................................................................. ฑีฆายุโก โหตุ มหาราชา

....................................................... ขอพระองค์ทรงพระเจริญ เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยสืบไป

 

..................................................................................................... ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

 

 

....................................................... ...........................................................................................

 

 

 


 

 

..... คิดกันจริงๆ หรือครับว่า .. แค่เพื่อเข้าไปถ่ายรูป นั่งพักกินข้าวที่ทำเนียบ

..... ใครซักคนจะยอมอดทนกินนอนตากแดดตากฝนอยู่ริมถนนเป็นแรมเดือน

 

 


 

 

..... เชื่อกันจริงๆ หรือครับว่า .. แค่ความต้องการเพียงเท่านั้น

..... จะเป็นแรงผลักดันให้ใครหลายๆ คน ยอมลุยก๊าซน้ำตา ฝ่าลวดหนาม

..... รื้อกำแพงคอนกรีต เพื่อที่จะข้ามสะพานชมัยมรุเชฐไปให้ได้

 

 


 

 

..... ผมเองบอกตรงๆ ว่า    ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับใครที่มองโลกสวย    เพราะตราบใดที่การเมืองยังไม่ได้เข้ามาสร้าง

ปัญหาโดยตรงให้กับชีวิตของเขา  พวกเขายังได้รับเงินเดือนเหมือนเดิม เงินในธนาคารยังถอนออกมาใช้ได้ สินค้าแม้

ราคาจะแพงแต่ก็ยังมีแรงซื้อหากันได้ ยังไม่มีใครต้องอดน้ำตายเหมือนในอาร์เจนติน่า     มันก็ไม่แปลกหรือผิดอะไรที่

ใครจะมองว่าปัญหาการเมืองไม่ใช่เรื่องของตัวเอง

 

 


 

 

..... แต่ .....

 

..... กับการที่คนกลุ่มหนึ่งมองเห็นว่าระบบการเมืองมีปัญหา และเลือกที่จะลงมือแก้ไขให้ถูกต้อง ก่อนบ้านเมืองจะเสีย

หายยับเยินไปมากกว่านี้   นั่นย่อมไม่ใช่สิ่งที่ใครสมควรนำมากล่าววาจากระทบกระแทกแดกดัน เพื่อแสดงความสูงส่ง

ในทัศนะคติของตนเอง ประหนึ่งว่าเข้าใจปรากฎการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นนี้ครบถ้วนสมบูรณ์เสียเต็มประดา    ด้วยเช่น

กันมิใช่หรือ

 

 


 

 

..... ในวันที่ไฟกองหนึ่งที่ถูกจุดขึ้นมา ...

..... หากเอาแต่จ้องพิจารณาเฉพาะ ‘เปลวไฟ’ แล้วตั้งคำถามกันแต่ว่า “ทำไมมันร้อนแรงขนาดนี้???”

..... เมื่อไหร่จะเข้าใจว่าไฟกองนี้ถูกจุดขึ้นมาเพื่อประโยชน์อะไร

 

..... ประกายไฟเล็กๆ จากใครคนหนึ่ง อย่างดีที่สุดก็ทำได้แค่ชักไฟใส่ฟืนซีกเล็กๆ ให้ลุกติดขึ้นมาเท่านั้น      แต่มันจะ

ไม่มีวันเป็นไฟกองใหญ่ที่ลุกโชนขึ้นมาได้เลยหากไร้ฟืนสุมใส่เพิ่มเติมเข้าไปอีก     ยิ่งเป็นฟืนที่ไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องเสีย

เวลาหา แต่มากันเองจนแน่นขนัด แถมด้วยคุณสมบัติที่ทั้งก๊าซน้ำตา กระสุนยาง หรือน้ำผสมสารเคมี ไม่สามารถหยุด

ฟืนเหล่านี้ไม่ให้ติดไฟได้    อย่าไปเสียเวลาคิดกันเลยครับ ว่าที่เป็นอย่างนั้นมีสาเหตุมาจากอิทธิพลทางความคิดของ

แกนนำ เพราะถ้าหากมวลชนไม่มี ‘ใจ’ โหยหาสิ่งที่ล้ำค่ายิ่งกว่าตัวเอง  จะแกนนำหน้าไหนก็ไม่มีวันสร้างปรากฏการณ์

เช่นนี้ขึ้นมาได้อย่างแน่นอน

 

 


 

 

..... ในแนวหน้า ...

 

..... น้องๆ อาชีวะที่เราเคยเห็นพวกเขาเป็นแค่ “นักเลงในเครื่องแบบ”  แต่ในวันที่ “ชาติ”  ถูกนำมาวางไว้กลางหัวใจ

พวกเขาก็หันกลับมาจับมือร่วมใจกันทำหน้าที่คุ้มกันพี่น้องประชาชนที่มาร่วมชุมนุมอย่างแข็งขัน ท่ามกลางหมอกควัน

ก๊าซน้ำตาและกระสุนยางอย่างไม่ย่อท้อ (โดยเฉพาะในเช้าวันที่ 2 ธันวาคม ต่อเนื่องจนถึงเช้าวันที่ 3 ธันวาคม ที่พวก

เขาทำหน้าที่สกัดกั้นตำรวจกันทั้งวันทั้งคืน   ชนิดที่ว่า พี่ชัย BG Chai manu กับพี่อัฐ BG คมฉาน ตะวันฉาย 2 บล็อก

เกอร์ OKnation ที่ปักหลักพักค้างเกาะติดสถานการณ์บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐมาตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม เอ่ยปากออก

มาตรงกันว่า “ใจน้องๆ มันน่านับถือจริงๆ”)

 

 


 

 


 

 

..... ถัดมาจากแนวหน้า ...

 

..... พี่น้องประชาชนอีกเป็นจำนวนมาก   ยืนกระจายกันเพื่อคอยสกัดก๊าซน้ำตาของตำรวจที่ยิงเข้ามา      ด้วยการนำ

กระสอบป่านชุบน้ำที่ปูเตรียมไว้บนพื้น         เข้าไปคลุมกระป๋องก๊าซน้ำตาก่อนที่มันจะแตกกระจายละอองออกมา ซึ่ง

ก๊าซน้ำตาหลายลูกไม่ได้ถูกยิงมาในวิธีโค้ง แต่ถูกยิงมาในแนวระนาบพื้น  (เช่นที่นำมาใช้เป็นภาพประกอบ ก๊าซน้ำตา

ลูกนี้ถูกยิงมาในระดับอก    แต่โชคดีที่พี่ผู้ชายที่ยืนเยื้องไปทางซ้ายมือด้านหน้าผมยกแขนขึ้นมากันมันไว้ได้ทันท่วงที

จึงไม่เป็นอะไรมาก)

 

 


 

 


 

 

..... ตลอดวันที่ตำรวจใช้ก๊าซน้ำตากับผู้ชุมนุม   ผู้คนจะหมุนสับสลับเปลี่ยนกันเข้าไปทำหน้าที่ทดแทนกันตลอดเวลา

ไม่มีว่างเว้น     ใครทนความแสบระคายผิวจากก๊าซน้ำตาไม่ไหว เดินออกมาจะมีประชาชนที่เข้ามาทำหน้าที่พยาบาล

อาสา ยืนคอยให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นกับทุกๆ คน   ในขณะที่คนอื่นๆ ซึ่งร่างกายพร้อมกว่า จะเดินสวนเข้าไปรับ

หน้าที่แทนโดยไม่ต้องบอกกล่าวอะไรต่อกัน

 

 


 

 

..... ในบริเวณหน้าโรงอาหารของโรงเรียนราชวินิต     พี่ผู้หญิงท่านหนึ่ง (ขออนุญาตไม่ลงภาพของพี่ผู้หญิงท่านนี้นะ

ครับ เพราะเกรงว่าอาจส่งผลกระทบถึงท่านได้)        ทันทีที่ทราบข่าวการเคลื่อนมวลชนจากเวทีราชดำเนิน ท่านก็รีบ

จัดแจงเตรียมอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้นต่างๆ ตามกำลังที่ท่านจะสามารถจัดหามาได้          แล้วรีบดำเนินการขอ

อนุญาต ผอ.โรงเรียนราชวินิต เพื่อใช้สถานที่ตั้งศูนย์พยาบาลขึ้นทันที  (ซึ่งตามที่พี่ผู้หญิงท่านนี้บอกกับผม ท่าน ผอ.

น่ารักมาก นอกจากจะให้ใช้สถานที่แล้ว ตัวท่านเองยังลงมาช่วยขนอุปกรณ์ต่างๆ ด้วยตัวเองอีกด้วย)

 

 


 

 

..... โดยในช่วงต้นจะมีเพียงท่านกับคนในครอบครัวช่วยกันทำเท่านั้น      ก่อนที่จะมีผู้อาสาทยอยเข้ามาช่วยงานเป็น

จำนวนมาก    รวมถึงอุปกรณ์ของใช้จำเป็นต่างๆ สำหรับการช่วยเหลือเบื้องต้น  ที่มีผู้ร่วมบริจาคเข้ามาอย่างมากมาย

ด้วยเช่นกัน

 

 


 

 

..... ที่ตรงนี้จึงเป็นศูนย์พยาบาลอาสาของประชาชน ที่นอกจากตั้งใจที่จะคอยช่วยเหลือผู้ร่วมชุมนุมแล้ว  ยังช่วยแบ่ง

เบาภาระให้กับชมรมแพทย์ชนบทที่คอยให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์แก่ผู้ชุมนุมไปในขณะเดียวกันด้วย

 

 


 

 

..... นอกจากนี้พื้นที่โดยรอบของการชุมนุม ยังมีน้ำใจและความช่วยเหลือต่างๆ หลั่งไหลกันเข้ามาอย่างมากมาย เป็น

ความช่วยเหลือที่ผู้ให้ไม่เคยสนใจที่จะบอกชื่อแซ่  ทั้งอาหาร และอุปกรณ์จำเป็น  ไม่ว่าจะเป็นแว่นกันน้ำ  หน้ากากปิด

จมูก  เสื้อกันฝน  ถุงพลาสติก ถุงมือ หมวกนิรภัย ผ้าขนหนู ฯลฯ        ทุกอย่างไม่มีสติ๊กเกอร์ติดเอาไว้ว่าบริจาคมาให้

โดยใคร เหมือนอย่างที่นักการเมืองนิยมนำมาใช้ในการหาเสียง (ทั้งๆ ที่เงินในการจัดซื้อ มันก็คือเงินภาษีของเรา)

 

..... พวกเขาเพียงแค่ขับรถเข้ามา   ขนของลง     จากนั้นก็เรียกเชิญชวนด้วยรอยยิ้ม เรียกให้ผู้ชุมนุมเข้ามาหยิบไปรับ

ประทาน หรือนำไปใช้กัน

 

 


 

 


 

 

..... อะไรที่บรรจุลงกล่อง หรือใส่ถุงได้ พวกเขาจะเดินตากแดดถือมันเข้าไปแจกจ่ายให้กับผู้ชุมนุมด้านใน   เพื่อให้ได้

รับกันอย่างทั่วถึง

 

 


 

 

..... ในการชุมนุมเพื่อขับไล่ระบอบทักษิณให้พ้นไปจากประเทศไทย  โดยประชาชนสองมือเปล่าในเสื้อกันฝน  กับลม

หายใจที่หุ้มไว้ด้วยผ้าปิดจมูก

 

..... "อุดมการณ์" เป็นแค่ไฟ ที่ลุกไหม้จาก "หัวใจ" ที่เป็นดังฟืน .. เท่านั้นล่ะครับ

 

..... และน้ำใจระหว่างผู้ร่วมอุดมการณ์เดียวกัน ที่ช่วยเหลือแบ่งปันหมั่นเติมให้แก่กันและกัน

..... ต่างคนต่างทำในสิ่งที่ตนเองสามารถทำได้ โดยไม่ต้องให้ใครมาร้องขอ หรือบอกกล่าว

 

..... นี่ต่างหากล่ะครับ .. คือสิ่งที่ทำให้ฟืนไฟกองนี้ลุกโชติช่วงอยู่ตลอดเวลา โดยไม่มีทีท่าว่าจะมอดดับลง

..... หาใช่เพราะ "คนจุดไฟ" อย่างที่ใครหลายคนนิยมหล่นข้อสงสัยออกมา

 

 

 

 

 

พรายพิลาศ

๕ ธันวาคม ๒๕๕๖

 

 

 

 

 

บทเพลงพระราชนิพนธ์ “ความฝันอันสูงสุด”

 

 

 

 

 

 

โดย พรายพิลาศ

 

กลับไปที่ www.oknation.net