วันที่ พุธ ธันวาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

“ปฏิวัติประชาชน” ความเสี่ยงจากมาตรา 7 @satien_nna


       ในที่สุด “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ก็ประกาศออกมาว่าบันไดที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองตามแนวทางของมวลมหาประชาชนคือการใช้มาตรา 3 และ มาตรา 7 แห่งรัฐธรรมนูญ

         “เมื่อระบอบทักษิณหมดอำนาจ อำนาจก็จะกลับคืนสู่ประชาชน ตามบทบัญญัติ มาตรา 3 จากนั้น ประชาชนจะได้รวมกันเลือกตัวแทนจากสาขาอาชีพ เป็นสภาประชาชน ที่กำหนดนโยบาย ทำหน้าที่สภานิติบัญญัติ เพื่อการเปลี่ยนแปลง ตรากฎหมายเลือกตั้ง ตรากฎหมายต้านทุจริต สภาประชาชนเป็นผู้เลือกคนดี ที่ไม่ใช่คนพรรคการเมืองเป็นนายกฯ และ ครม.ชั่วคราว ตามบทบัญญัติ มาตรา 7

          จากนั้นรัฐบาลภาคประชาชนจะทำตามแนวนโยบายสภาประชาชนให้เสร็จโดยเร็ว เช่น การกระจายอำนาจการปกครองทุกจังหวัด การปฏิรูปโครงสร้างตำรวจ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย จะดำเนินการให้มีการเลือกตั้งตามประชาธิปไตย ทั้งรัฐบาลประชาชน สภาประชาชนจะกลับบ้าน เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไป”

         คำประกาศนี้ไม่ใช่อยู่ๆ ก็ลอยออกมา แต่มันถูกกลั่นกรองมาเป็นอย่างดีจาก “วอร์รูมพิเศษ” ที่ประกอบขึ้นด้วยนักกฏหมายชั้นหัวกะทิหลายต่อหลายคนมีทั้งที่ปรากฎตัวบนเวทีราชดำเนินและซ่อนตัวอยู่บนหอคอย บางคนมีตำแหน่งเป็นถึงคณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันการศึกษาชื่อดัง

        เนติบริการมวลมหาประชาชน ที่เคลื่อนไหวอยู่เบื้องหลัง ประดุจตะเกียงส่องทางของกำนันสุเทพ ทำให้เขามั่นใจเหลือเกินว่าภารกิจการเปลี่ยนบ้านแปลงเมืองครั้งนี้มีฐานทางวิชาการรองรับ

        “วอร์รูมพิเศษ” ก๊วนนี้ออกแบบไว้ตั้งแต่ออกสตาร์ทว่าการขับเคลื่อนครั้งนี้ต้องดันสุดซอย จนเกิดภาวะ “สูญญากาศทางการเมือง” เพื่อเปิดประตูให้ใช้มาตรา 7 ที่บัญญัติว่า “ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

      เมื่อมีการวางเป้าถึงห้วง “สูญญากาศทางการเมือง” จึงเป็นที่มาของการเคลื่อนไหวอย่างบ้าระห่ำ บุกยึดสถานที่ราชการ หลายต่อหลายแห่ง บีบให้ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ต้องลาออก กดดันองค์กรอิสระให้ฟันส.ส.ของพรรคเพื่อไทย เพื่อให้รัฐสภาเกิดภาวะง่อยเปลี้ยเสียขา ตามมาด้วยคำประกาศสุดซอยไม่เอาทั้ง “ลาออก” และ “ยุบสภา” คือทำทุกอย่างให้เกิดบ้านเมืองเดินเข้าสู่ความตีบตันหาทางออกไม่เจอ

         และเมื่อนั้นจะเป็นหนทางให้มาตรา 7 มีลมหายใจขึ้นมา

       ตามแผนที่กุนซือราชดำเนินอยากให้เกิดคือให้มวลมหาประชาชนเคลื่อนไหวกดดันจนนายกฯ หาทางออกไม่เจอ บริหารประเทศไม่ได้กลไกราชการล่มสลาย จนต้องยุบสภา และลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งจะส่งผลให้ครม.ต้องหลุดตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ บีบให้นายกรัฐมนตรีถวายคืนอำนาจอธิปไตยกลับไปยังพระมหากษัตริย์ ตามมาตรา 3 ก่อนจะถ่ายโอนกลับมายังประชาชนอีกที

        จากนั้นมาตรา 7 จะมารับไม้ต่อ เมื่ออำนาจอธิปไตยที่จะถูกถ่ายโอนกลับมาจากพระมหากษัตริย์ ก็จะเป็นหน้าที่ของผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ที่เหลืออยู่ในตำแหน่งเช่นประธานศาล องค์กรอิสระ หรือประธานวุฒิสภา จะเป็นผู้เสนอทูลเกล้าทูลกระหม่อมขอนายกรัฐมนตรีพระราชทานเพื่อสถาปนา “สภาประชาชน” ขึ้นมาเพื่อปฏิรูปประเทศไทยก่อนที่จะกลับเข้าสู่การเลือกตั้งอาจจะใช้เวลาทำงานอย่างน้อย 3 ปี

      

        แหล่งข่าววงในจากราชดำเนิน แจ้งว่าแกนนำมีความมั่นใจว่าจะขับเคลื่อนไปสู่การจัดตั้งสภาประชาชน ได้โดยหวังว่าจะให้เป็นเหมือนโมเดล “สภาสนามม้า” ในปี 2517 เกิดขึ้นหลังจากที่นักศึกษาประชาชนหลายแสนคนออกมาเดินขบวนต่อต้านรัฐบาลในที่สุดนายกรัฐมนตรีสมัยนั้นจอมพลถนอม กิตติขจร ต้องหนีออกจากประเทศไทย

        ในครั้งนั้นนายสัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินกระบวนการจัดตั้งสภาประชาชนขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ ถูกเรียกว่า “สภาสนามม้า” เพราะใช้สนามม้านางเลิ้งเป็นสถานที่จัดการประชุม โดยเชิญประชาชนทุกสาขาอาชีพจำนวน 2,347 คน ต่อมาคัดเลือกให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติเพียง 299 คน

        อย่างไรก็ตาม “โรดแมพ” ที่กำนันสุเทพ และวอร์รูมได้ออกแบบไว้นั้น แม้จะมีความเป็นไปได้ในทางกฎหมายแต่ในสภาพความจริงมันไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ

        ก่อนที่จะมีการรัฐประหาร 2549 “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ก็เคยคิดจะใช้ไม้นี้เล่นงานรัฐบาลทักษิณ มารอบหนึ่งแล้วแต่ไม่สำเร็จ

   

       กล่าวคือขับเคลื่อนมวลชนไปบุกยึดสถานที่ราชการ หลายแห่ง หวังจะพังกลไกการบริหารบ้านเมืองให้พังพินาศ เพื่อเปิดทางใช้มาตรา 7 ขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน แต่ความฝันต้องดับสูญไปเพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสว่านายกรัฐมนตรีพระราชนั้นนั้นไม่ถูกต้องตามหลักประชาธิปไตย

         การจะนำโมเดลมาตรา 7 ขึ้นมาปัดฝุ่นเพื่อล้มระบอบทักษิณ เปิดทางสู่การจัดตั้ง “สภาประชาชน” จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่เต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม

        เพราะจะเจอแรงต้านมหาศาล จากข้อกล่าวหาดึงในหลวงให้ลงมาพัวพันความขัดแย้งทางการเมือง แถมยังเสี่ยงที่จะนำบ้านเมืองไปสู่สงครามระหว่างประชาชนด้วยกันเองอีกด้วย

        อย่าลืมว่าสภาพสังคมไทยวันนี้มันไม่เหมือนเมื่อปี 2516 ที่มีประชาชนอยู่ฝ่ายเดียว ยังไม่แตกออกเป็นขั้วเป็นสีเหมือนวันนี้ ในเหตุการณ์ 14 ตุลา เมื่อรัฐถอยออกจากอำนาจ เกิดสูญญาศ ประชาชนสามารถสมานพลังกันฟื้นฟูประชาธิปไตยในบ้านเมืองได้ไม่ยากเย็น เพราะทุกฝ่ายร่วมมือกันเป็นอย่างดี

   

        แต่สังคมไทยวันนี้ประชาชนแตกแยกออกเป็นอย่างน้อย 2 กลุ่ม การลุกขึ้นมาปฏิวัติประชาชนของฝ่ายหนึ่งก็จะถูกต่อต้านจากอีกฝ่ายหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้อย่างแน่นอน

       กว่าจะปฏิวัติประชาชนได้สำเร็จ ก็ต้องผ่านการนองเลือดครั้งใหญ่ในแผ่นดินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถามว่าสังคมไทยพร้อมจะเดินเข้าไปสู่จุดนั้นหรือไม่?

 

โดย เชลยเนชั่น

 

กลับไปที่ www.oknation.net