วันที่ พุธ ธันวาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รมช พาณิชย์ เผยยอดจดทะเบียนพาณิชย์ ลดลง .... เวรกรรมมีความรู้แีค่นี้นะ


กรุงเทพฯ 10 ต.ค.-นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า

เดือนกันยายนที่ผ่านมา มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งจำนวน 5,622 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 หรือ 150 ราย

เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีมูลค่าทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ รวมทั้งสิ้น 18,330 ล้านบาท

โดยธุรกิจที่จดทะเบียนจัดตั้งสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ก่อสร้างอาคารทั่วไป อสังหาริมทรัพย์ ขายส่งเครื่องจักร

ตัวแทนธุรกิจท่องเที่ยว และขายส่งสินค้าทางเภสัชกรรมและเวชภัณฑ์

ส่งผลให้ในระยะ 9 เดือนแรก มีนิติบุคคลจัดตั้งใหม่รวม 54,737 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ17 หรือ 8,004 ราย

โดยคาดว่า การจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ของปี 2556 จะมีจำนวนสูงถึง 70,000 ราย

ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับแต่มีการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทเป็นต้นมา เป็นผลจากนโยบายของรัฐบาล

เพื่อสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ เท่าที่ติดตามการจัดตั้งธุรกิจประเภทส่งออก ในเดือนกันยายน มีการจัดตั้งใหม่ 295 ราย

แต่มีการจดทะเบียนเลิกกิจการเพียง 41 ราย ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มาจากไม่ได้มีการดำเนินกิจการ จึงเชื่อว่า

ผลกระทบต่อภาคธุรกิจจากปัญหาค่าเงินบาทกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว

ขณะที่ นิติบุคคลที่จดทะเบียนเลิกกิจการทั่วประเทศในเดือนกันยายน 2556 มีจำนวน 1,450ราย

เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 หรือ 68 ราย เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีห้างหุ้นส่วนบริษัทจำกัดดำเนินกิจการอยู่ทั่วประเทศ จำนวน 561,927  ราย

มีทุนจดทะเบียนรวมทั้งสิ้น 10.80  ล้านล้านบาท  แบ่งเป็น บริษัทจำกัด 381,796 ราย

บริษัทมหาชนจำกัด 1,034 ราย และห้างหุ้นส่วนจำกัดห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล  179,097  ราย

 อย่างไรก็ตาม นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมใน 28 จังหวัด

เพราะหากสถานการณ์รุนแรง และมีน้ำท่วมขังนาน จนเกิดผลกระทบต่อการยื่นจดทะเบียนนิติบุคคจัดตั้งใหม่

หรือการติดต่อกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะนำมาตรการที่เคยช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมเมื่อปี 2554 มาช่วยเหลือ

เช่น การผ่อนผันการยื่นงบการเงินประจำปีของธุรกิจที่มีรอบปีบัญชีอยู่ระหว่างเวลาที่เกิดอุทกภัย

และผ่อนผันระยะเวลาการยื่นจดทะเบียนนิติบุคคลที่ต้องยื่นภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด

ให้สามารถยื่นล่าช้าออกไปได้ตามความจำเป็นและสมควร แต่ขณะนี้ ในพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วม

แต่ยังมีผลกระทบต่อการให้บริการของกรมฯ แต่อย่างใด

สำหรับมาตรการผ่อนผันเพื่อลดภาระของภาคธุรกิจ ได้แก่ ผ่อนผันการแจ้งบัญชีหรือ

เอกสารประกอบการลงบัญชีที่สูญหาย หรือเสียหาย ซึ่งตามกฎหมายต้องแจ้งภายใน 15 วัน ให้สามารถยื่นล่าช้าได้

และสามารถใช้เป็นหลักฐานกรณีถูกเรียกตรวจสอบบัญชี. -สำนักข่าวไทย

ที่มา 

http://www.mcot.net/site/content?id=5256636f150ba02f7a00001d#.Uq3RidIW0m4

 

พาณิชย์ เผยยอดจดทะเบียนธุรกิจใหม่พ.ย.ลด 16% ชี้การเมืองกระทบความมั่นใจลงทุน
 
 
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยถึงสถิติการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัททั่วประเทศเดือนพ.ย.56 ว่า
มีจำนวน 4,397 ราย ลดลง 865 ราย หรือลดลง 16% เมื่อเทียบกับเดือนต.ค.56 ซึ่งมีจำนวน 5,262 ราย
และลดลง 2,061 ราย หรือลดลง 32% เมื่อเทียบกับเดือนพ.ย.55 ซึ่งมีจำนวน 6,458 ราย 
          
 
ส่งผลทำให้ช่วง 11 เดือนแรกปีนี้ (ม.ค.-พ.ย.) มียอดจดทะเบียนทั้งสิ้น 64,396 ราย เพิ่มขึ้น 5,091 ราย
หรือเพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนสถิติทั้งปีคาดว่าจะมียอดจดทะเบียนราว 65,000 ราย
จากปีก่อนที่มียอดจด 63,000 ราย แต่ต่ำกว่าเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งจะมียอดจดเพิ่ม 70,000 ราย 
          
 
สำหรับสาเหตุที่ทำให้การจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลในเดือนพ.ย.56 ลดลง เป็นเพราะสถานการณ์ทางการเมือง
ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจในการลงทุนทำธุรกิจของผู้ประกอบการ นอกจากนี้
การจดทะเบียนผู้ค้าสลากที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เข้มงวดมาตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย.56
ที่ผู้จดทะเบียนต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชน และทะเบียนบ้านตัวจริง ทำให้การจดทะเบียนลดลง     
         
 
 ส่วนการจดทะเบียนเลิกนิติบุคคลในเดือนพ.ย.56 มีจำนวน 1,783 ราย เมื่อเทียบกับเดือนต.ค.56 เพิ่มขึ้น 202 ราย
หรือเพิ่มขึ้น 13% และเมื่อเทียบกับเดือนพ.ย.55 เพิ่มขึ้น 23 ราย หรือเพิ่มขึ้น 1%
สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการไม่ประกอบกิจการ ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจค้าสลาก ผลตอบแทนไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
ขาดทุน และปัญหาอื่นๆ เช่น หุ้นส่วนขัดแย้ง หุ้นส่วนมีปัญหาสุขภาพอีก แต่ยังไม่พบปัญหาการเมืองทำให้จดทะเบียนเลิก
          
 
รมช.พาณิชย์ ยังกล่าวถึงแนวโน้มการจดทะเบียนธุรกิจในปี 57 ว่า หากการเมืองเดินตามระบบได้
มีการปฏิบัติตามกติกา และโครงการบริหารจัดการน้ำ 350,000 ล้านบาท
และโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง 2 ล้านล้านบาท
มีความชัดเจนจะทำให้ภาคธุรกิจมีความเชื่อมั่นและมีการจดทะเบียนเพิ่มขึ้น
อีกทั้งในปี 57 เป็นปีสุดท้ายก่อนที่จะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 58
ก็ยิ่งเป็นปัจจัยบวกทำให้ภาคธุรกิจมีการขยายธุรกิจรองรับมากขึ้น
 
 
 ที่มา : News Center /  infoquest
ภาพ : VoiceTV 

by Boonyisa

16 ธันวาคม 2556 เวลา 15:53 น.

ที่มา 

http://news.voicetv.co.th/business/91261.html

ประโยชน์การจดทะเบียน

การจดทะเบียนพาณิชย์นั้นคือหลักฐานทางการค้า ที่จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับร้านค้าของเรา

ทำให้ลูกค้าของเรานั้นสามารถมั่นใจได้ว่าจะได้รับสินค้าและการบริการของเราจริงๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับร้านค้าออนไลน์ หรือร้านค้าที่มีการส่งของมาให้จากต่างจังหวัด

ซึ่งลูกค้าอาจไม่มีโอกาสได้พบหน้าเจ้าของร้านเลย แต่ถ้าพวกเขารับรู้ว่าร้านของเรามี

การจดทะเบียนพาณิชย์แล้วก็จะสร้างความน่าเขื่อถือได้มากขึ้น รวมถึงการจดทะเบียนพาณชย์นั้น

ยังช่วยให้เราสามารถใช้ประกอบใบ Statement ในการขอกู้ซื้อบ้าน ซื้อรถ

หรือหาเงินทุนต่างๆ ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

ประโยชน์ต่อประเทศ

การจดทะเบียนพาณิชย์นั้นยังสามารถทำประโยชน์ให้กับประเทศได้จากการที่รัฐบาลสามารถนำข้อมูลเหล่านี้

ไปจัดทำสถิติของธุรกิจแต่ละประเภทว่ามีจำนวนเท่าไร มีทำเลตั้งอยู่ที่ไหนเป็นส่วนใหญ่

เจ้าของหรือหุ้นส่วนเป็นคนสัญชาติอะไร มีทุนเท่าไร ซึ่งการจัดระเบียบข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เกิดความสะดวก

ในการติดต่อค้าขาย อีกทั้งยังช่วยให้รัฐบาลตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าควรควบคุมและส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจหรือ

อุตสาหกรรมประเภทไหนมากกว่า ถึงจะเกิดผลประโยชน์สูงสุดกับคนในประเทศ รวมถึงยังเป็นการช่วยลดงบประมาณ

ทั้งด้านการเงินและเวลาในการจัดทำแบบสำรวจที่จะต้องรวบรวมข้อมูลใหม่ๆ อยู่เสมอ

 

ซึ่งข้อมูลที่ได้เหล่านี้นอกจากจะเป็นผลประโยชน์สำหรับรัฐบาลแล้ว ยังสามารถใช้เป็นแหล่งข้อมูลชั้นดี

ในการตรวจดูรายละเอียดข้อมูลทางการค้าต่างๆ เพื่อดูแนวโน้มของธุรกิจว่าในขณะนี้ ธุรกิจใดที่กำลังเป็นที่นิยม

และตั้งอยู่ที่ไหนกันเยอะ เพื่อให้คนทั่วไปได้นำไปใช้ประกอบการตัดสินใจในการเริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายขึ้น

ธุรกิจที่ต้องจดทะเบียน

ตามกฏหมายแล้ว ผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบบุคคลธรรมดา หรือแบบนิติบุคคล

(ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน, บริษัทจำกัด) ถ้ามีประเภท หรือรายละเอียดการทำธุรกิจตรงตามรูปแบบด้านล่างนี้

จำเป็นต้องจดทะเบียนพาณิชย์

  1. การขาย หรือให้เช่า แผ่นซีดี แถบบันทึก วีดิทัศน์ แผ่นวีดิทัศน์ ดีวีดี หรือแผ่นวีดิทัศน์ระบบดิจิทัลเฉพาะที่เกี่ยวกับการบันเทิง
  2. การขายอัญมณี หรือเครื่องประดับซึ่งประดับด้วยอัญมณี
  3. การซื้อขายสินค้าหรือบริการ โดยวิธีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
  4. การบริการอินเทอร์เน็ต
  5. การให้เช่าพื้นที่ของเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย
  6. การบริการเป็นตลาดกลางในการซื้อขายสินค้าหรือบริการ โดยวิธีใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
  7. การผลิต รับจ้างผลิต แผ่นซีดี แถบบันทึก วีดิทัศน์ แผ่นวีดิทัศน์ ดีวีดี หรือแผ่นวีดิทัศน์ ระบบดิจิทัล เฉพาะที่เกี่ยวกับการบันเทิง
  8. การให้บริการเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อใช้อินเทอร์เน็ต
  9. การให้บริการฟังเพลง และร้องเพลงโดยคาราโอเกะ
  10. การให้บริการเครื่องเล่มเกมส์
  11. การให้บริการตู้เพลง
  12. โรงงานแปรสภาพ แกะสลัก และการทำหัตถกรรมจากงาช้าง การค้าปลีก การค้าส่งงาช้างและผลิตภัณฑ์จากงาช้าง

ที่มา

http://incquity.com/articles/business-registration

 

การจดทะเบียนพาณิชย์หรือทะเบียนนิติบุคคล

การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะใหญ่ คือเมื่อจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจแล้ว จะมีสถานะเป็นบุคคลธรรมดากับนิติบุคคล

ลักษณะของธุรกิจที่จดทะเบียนเป็นบุคคลธรรมดา

  • เป็นการไปจดทะเบียนเพื่อแจ้งให้ได้รับรู้กันโดยทั่วไปว่าคุณได้เริ่มต้นประกอบกิจการอย่างถูกต้องและเปิดเผย มีหลักเแหล่งและสถานที่ตั้งของกิจการชัดเจน มีชื่อปรากฏอยู่ในระบบการค้าของประเทศโดยถูกต้อง
  • เรื่องภาระตามกฏหมาย การทำนิติกรรมสัญญา การชำระเงินภาษีเงินได้ ยังคงเป็นไปในนามของตัวคุณซี่งเป็นเจ้าของกิจการ
  • การไปจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจแบบนี้เราเรียกว่า จดทะเบียนพาณิชย์ หรือที่คุ้นเคยกันว่าทะเบียนการค้า
  • ขั้นตอนการยื่นจดทะเบียนพาณิชย์ก็ไม่ยุ่งยาก ใช้เวลาเพียงไม่เกินชั่วโมงกับค่าธรรมเนียมเพียง 50 บาท คุณที่อยู่ต่างจังหวัดสามารถไปยื่นจดทะเบียนพาณิชย์ได้ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดของจังหวัดที่ตั้งกิจการ (รวมไปถึงการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็คทรอนิกส์ด้วย๗

ลักษณะของธุรกิจที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล

  • เมื่อจัดตั้งกิจการแล้วในทางกฏหมายถือว่าตัวธุรกิจนั้นๆ แยกออกโดยเด็ดขาดกับความเป็นบุคคลธรรมดาของเจ้าของกิจการ การกระทำใดๆ เป็นไปในนามกิจการทั้งหมด เหมือนว่ากิจการนี้เป็นอีกหนึ่งบุคคลที่เกิดขึ้นมาตามกฏหมาย
  • ประเภทของการจัดตั้งธุรกิจใหม่ที่เป็นนิติบุคคล โดยส่วนใหญ่มี 2 ประเภท คือ บรษัทจำกัดกับห้างส่วนจำกัด
  • สถานที่ที่จะไปยื่นขอจดทะเบียนจำกัดและห้างหุ้นส่วนจำกัด ถ้าเป็นในเขตกรุงเทพมหานครก็ไปยื่นจดทะเบียนธุรกิจซึ่งมีอยู่ 7 สำหนักงาน หรือที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าถนนนนทบุรี 1 อ.เมือง จ.นนทบุรี ส่วนในต่างจังหวัดดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของกรมมพัฒนาธุรกิจการค้า (www.dbd.go.th)

กฎหมายควรรู้สำหรับ SMEs

แม้จะเป็นเรื่องน่าปวดหัวสักหน่อยเวลาที่คุณต้องศึกษาและเรียนรู้เรื่องข้อกฎหมายต่างๆ

แต่นี่คือความเป็นจริงของวิถีแห่งการเป็นผู้ประกอบการที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราขอแนะนำข้อมูลด้านกฎหมายที่คุณจำเป็นต้องรู้

ภาษีอากรสำหรับธุรกิจ SMEs

  • ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

กิจการร้านค้าที่จดทะเบียนเป็นทะเบียนพาณิชย์ ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด. 94 ในครึ่งปีแรก และยื่น ภ.ง.ด. 90 อีกครั้งในครึ่งปีหลัง

  • ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ธุรกิจที่จดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดและบริษัทจำกัด ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด. 51 ในปีแรกเพื่อประมาณการรายได้

จากนั้นเมื่อสิ้นปีจะยื่นแบบ ภ.ง.ด. 52 พร้อมทั้งส่งงบดุล และมีการตรวจสอบบัญชี

  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ถ้าเป็นทเบียนพาณิชย์ที่มีรายได้ทั้งปีไม่ถึง 1,800,000 บาทต่อปีไม่ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่มก็ได้ แต่ถ้ามีรายได้เกิน

หรือเป็นธุรกิจที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล (ห้างหุ้นส่วนจำกัดและบริษัทจำกัด) ทุกรายต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม

โดยต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แบบ ภ.พ. 01) เพื่อจะสามารถคำนวนภาษีที่ต้องเสียจากภาษีขายหักภาษีซื้อ

  • การออกใบกำกับภาษี

ใบกำหับภาษีเป็นเอกสารที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องทำขึ้นและออกให้ผู้ซื้อทุกครั้ง

มีการขายสินค้าหรือมีการรับเงิน หรือในกรณีที่มีการส่งมอบสินค้า โดยแสดงมูลค่าของสินค้าหรือบริการนั้นๆ

และระบุจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากผู้ซื้อ โดยต้องส่งมอบใบกำกับภาษีตัวต้นฉบับให้ผู้ซื้อทันทีและ

เก็บตัวสำเนาไว้เป็นหลักฐาน

รูปแบบใบกำหับภาษีมี 2 แบบ คือ ใบกำกับภาา๊เต็มรูปแบบ และใบกำกับภาษีอย่างย่อ

 

กฎหมายแรงงาน

กฎหมายแรงงานถือเป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่ผู้ประกอบการ SMEs ควรต้องทำความเข้าใจ

ซึ่งรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายแรงงานที่คุณควรให้ความสนใจ ไดแก่

  • กฎหมายเกี่ยวกับการจ้างแรงงาน

มีประเด็นสำคัญที่คุณควรรู้คือ หลักเกณในการทำสัญญาจ้าง หน้าที่ของทั้งลูกจ้างและนายจ้าง การเลิกสัญญาจ้าง

  • สัญญาจ้าแรงงาน

มีการกำหนดคู่สัญญาเป็น 2 ฝ่ายคือ ฝ่ายเจ้าหนี้ ฝ่ายลูกหนี้ กำหนดถึงสิทธิหน้าที่ และการบอกเลิกสัญญา

การจ้างลูกจ้างมาทำการงานให้แก่ตนในลักษณะเป็นงานประจำ มีการจ่ายค่าจ้างเป็นรายระยะเวลาที่ชัดเจน

และนายจ้างมีอำหนาจบังคับบัญชา ซึ่งถือเป็นการจ้างแรงงานที่ไม่จำเป็นต้องสัญญา

เพียงแต่ทั้ง 2 ฝ่ายได้ตกลงกันก็เกิดสัญญาแล้ว

  • บทบาทและหน้าที่ของทั้งลูกจ้างและของนายจ้าง

หน้าที่ของลูกจ้าง

- ต้องทำงานด้วยตนเอง ให้คนอื่นมาทำแทนไม่ได้หากนายจ้างไม่ยินยอม

- ต้องทำงานตามที่ตนรับรองไว้ได้ โดยเฉพาะลูกจ้างประเภทผู้มีฝีมือพิเศษ

- ต้องเชื่อฟังและปฎิบัติตามคำสั่งนายจ้างหากเป็นเรื่องชอบโดยกฎหมาย ต้องซื่อสัตย์

และเก็บรักษาความลัดของนายจ้างได้

หน้าที่ของนายจ้าง

- ให้สินจ้างกับลูกจ้าง ซึ่งกำหนดการจ่ายอยู่ที่ตกลงกันไว้

- ออกหนังสือรับรองผลงาน และระยะเวลาที่ทำงานให้ลูกจ้าง

- หากลูกจ้างมาจากถิ่นอื่นและนายจ้างได้ออกค่าเดินทางให้เมื่อการจ้างจบลง นายจ้างก็ควรออกค่าเดินทางกลับให้ด้วย

ยกเว้นว่าลูกจ้างได้ทำผิดต่อนายจ้าง

  • กฎหมายประกันสังคม

เมื่อคุณจัดตั้งธุรกิจ (ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล) คุณต้องไปขึ้นทะเบียนประกันสังคม

นายจ้างและลูกจ้าง ที่สำนักงานประกันสังคมในพื้นที่จังหวัดที่กิจการตั้งอยู่ และมีหน้าที่ในการนำส่งเงิน

สมทบกองทุนประกันสังคม โดยเงินที่นำส่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ในส่วนของลูกจ้าง (ทุกคน)

โดยหักนำส่งในอัตราร้อยละ 5 ของเิงินเดือน (สูงสุดไม่เกิน 750 บาท) และในส่วนที่สอง

คือส่วนที่นายจ้างต้องจ่ายสมทบเป็นจะนวนเท่ากับจำนวนของเงินสมทบในส่วนของลูกจ้าง

ข้อมูลเพิ่มเติดูได้จากเว็บไซต์กระทรวงแรงงาน www.mol.go.th และ เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th

ที่มา

http://www.home-chocolate.com/content/55-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%A2%E0%B9%8C

ผมละสงสัยจริงๆ ว่าจะมาแถลงอะไรกันนักหนา เรื่องตัวเลขการจดทะเบียน  

ดูเหมือนจะโยงเอาเป็นเรื่องการเมืองไปหมด

ถ้าการเมืองดี คนจะมาจดทะเบียนจำนวนมาก เพราะเศรษฐกิจจะโต

 ถ้าไม่ดี คนไม่มาจดทะเบียน หรือจะจดลดลง

เขาคงไม่รู้หรอกว่า จดทะเบียนการค้า ไม่ถึง 3 ปี  ธนาคารไม่ให้กู้หรอกต้องจดแล้วครบ 3 ปี และมีงบการเงินแสดง 

ผลประกอบการ 3 ปี ธนาคารถึงจะพิจารณาการให้สินเชื่อ  

แล้ว ทุนจดทะเบียนละ ไม่กล้าประกาศหรือว่าเขามีเงินมาลงทุน

เท่าไหร่ ถึง 1 ล้านบาทหรือไม่ การที่เอาเงินมาลงทุนจะแสดงว่า เขาจะมี idea ในการประกอบธุรกิจระดับไหน

บริษัทใหญ่ๆ เปิดบริษัทใหม่เพื่อรองรับการขยายตัว หรือเปิดบริษัทลูกรองรับ  

ทิ้งเงินทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาทแน่นอน

และชำระเต็มจำนวน มีเหมือนกันทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท ชำระแค่ 5 ล้านบาท

ถ้าบริษัทมั่นคงจะชำระเต็มจำนวน

ยิ่งมีการจดทะเบียนแบบ On - Line เพื่อแสดงตัวตนในการซื้อขายแบบ

E- commerce มันก็ทำให้การจดทะเบียนง่ายขึ้น

และรวดเร็วขึ้น ค่าจดทะเบียน 50 บาทเองนะ  ทำได้แค่นี้เองหรือ ณัฐวุฒิ ....... 

ค่าใช้จ่ายที่เรียกว่าค่าธรรมเนียมก็ไม่แพงเลย

http://www.dbd.go.th/ewt_news.php?nid=4981&filename=index

แถลงยังแถลงไม่เป็นเลย ........ รมช 

 

 

 

โดย 4BANK

 

กลับไปที่ www.oknation.net