วันที่ อังคาร ธันวาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พ่อท่านเคล้า ปญฺญาธโร วัดแดง จ.นครศรีธรรมราช ตอน ศิษย์พันธสีมาบนความร่วมสมัย


หากจะเปรียบ “ไสยศาสตร์” เป็นเหมือนสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง เรื่องราวของสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ต้องถือได้ว่ามีความน่าสนใจและน่าศึกษาเอามากๆ  เลยครับ เพราะในเรื่องของไสยศาสตร์ต้องว่ากันตั้งแต่เรื่องของความชอบ ความเชื่อ ความศรัทธาและความมุ่งมั่น ก่อนที่จะนำเข้ามาผนวกรวมกับเรื่องของคาถาอาคม/อำนาจพลังจิต และตกผลึกออกมาเป็นวิชาต่างๆ ที่มีลักษณะและคุณวิเศษเฉพาะตัวของแต่ละวิชา รวมไปถึงการถ่ายทอดวิชานั้นๆ มายังทายาทรุ่นต่อมา บางวิชาก็กระจุกอยู่แต่ในพื้นที่ บางวิชาก็กระจายออกสู่สายตาโลก

ปัญหาจึงมีอยู่ว่าในบรรดาทายาทผู้ได้รับการสืบทอดไปนั้น ผู้ใดสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตนและกับสังคมหมู่มาก

ว่ากันว่าในภาคใต้นั้นมีสำนักสอนวิชาไสยศาสตร์อยู่หลายสำนัก แต่ถ้าถือว่าเป็นหลักและตัดทอนประวัติเอาแค่ช่วงสมัยคุณทวดยังเป็นเด็กๆ  ละก็ สามารถแบ่งออกได้เป็นสองสายหลักครับ คือ “สายวิชาวัดเขาอ้อ” ที่นำโดยพระครูสังฆสังฆวิจารย์ฉัตรทันต์บรรพต (ทองเฒ่า) และ “สายวิชาวัดพันธสีมา” นำโดยพระอธิการชู พนธนโม (พ่อท่านชูเฒ่า)

ซึ่งหลักในการแบ่งนั้นตัวผมเองก็ไม่ทราบว่าเขาใช้หลักอะไรในการแบ่ง เพียงแต่เรื่องการแบ่งนี้อนุมานว่าน่าจะเป็นลักษณะของการทำความเข้าใจในกลุ่มผู้สนใจไสยศาสตร์ แต่ถ้าว่ากันแบบหยาบๆ ตามความเข้าใจของผมก็พอจะพูดได้ว่า 

“สายเขาอ้อ” มีต้นตออยู่ที่ ควนขนุน จังหวัดพัทลุง ส่วน “สายพันธสีมา” จะมีถิ่นฐานอยู่ที่ หัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราชครับ

เล่ากันว่า ..... หากเราเดินไปถามคนหัวไทรว่ารู้จักพ่อท่านชูเฒ่าไหม ? 

เขาว่าภาพที่เราจะได้เห็นคือ ชาวบ้านทุกคนต่างพนมมือยกขึ้นเหนือศีรษะก่อนตอบว่า  “เก่งสุดๆ”

ซึ่งอิทธิฤทธิ์ของพ่อท่านชูเฒ่ามีมากมายหลายเรื่อง เช่นย่อตัวลงไปสรงน้ำในกาได้ /  การใช้มือเปล่าตบไปที่โคนต้นไม้ทำให้โจรตกลงมา ฯลฯ ลูกศิษย์ที่สืบทอดวิชาจากพ่อท่านชูเฒ่าและมีชื่อเสียงโด่งดังมาจนถึงทุกวันนี้ก็เช่น พ่อท่านจับ วัดท่าลิพง พ่อท่านกล่ำ วัดหัวค่าย พ่อท่านหนูจันทร์ วัดพันธสีมา ฯลฯ โดยในจำนวนมวลหมู่ลูกศิษย์ของพ่อท่านชูเฒ่านั้น “พ่อท่านหนูจันทร์ ปุญญสุวรรณฺโณ” ดูเหมือนจะเป็นที่รู้จักแพร่หลายมากที่สุด

(พ่อท่านหนูจันทร์ ปุญญสุวรรณฺโณ)

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าในสมัยที่พ่อท่านหนูจันทร์ยังมีชีวิตอยู่ ท่านมักจะได้รับนิมนต์เข้าร่วมพุทธาภิเษกวัตถุมงคลสำคัญๆ หลายพิธี หรือบางครั้งก็ถูกนิมนต์เข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลของพระเกจิอาจารย์สายเขาอ้อ นอกจากนี้พ่อท่านหนูจันทร์ยังได้ชื่อว่าเป็นพระที่มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา  เพราะในยามที่ท่านยังมีชีวิต ท่านมักจะได้รับนิมนต์ให้ไปจำพรรษาและสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับสถานที่ต่างๆ 

จริงอยู่ถึงวัตถุมงคลของท่านจะขึ้นชื่อทางด้านคงกระพันแต่ลึกๆ แล้ว แฝงไปด้วยคุณวิเศษทางด้านเมตตาอย่างที่สุดครับ

โดยส่วนตัวแล้วผมห่างจากพ่อท่านหนูจันทร์มาก  ผมรู้จักท่านจากการอ่านหนังสือพระเครื่องตอนสมัยที่ยังเด็กๆ ครับ  เท่าที่อ่านและพอจำได้คือท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่เก่งและได้รับนิมนต์เข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษกกับบรรดาพระเกจิอาจารย์รุ่นใหญ่ในสมัยนั้น เช่น พ่อท่านจันทร์ วัดทุ่งเฟื้อ พ่อท่านเขียว วัดหรงบน ฯลฯ เรื่องราวของท่านในความทรงจำของผมมีอยู่เท่านี้จริงๆ 

ถามต่อว่าจริงๆ แล้วผมสนใจในองค์ท่านไหม?

ตอบได้ชัดเจนครับว่าสนใจเอามากๆ

แต่ผมก็ต้องยอมรับสภาพ เพราะในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ผมเองก็ยังเป็นเด็กและไม่มีความพร้อมที่จะเดินทางไปกราบท่าน

จนเมื่อผมและเพื่อนๆ เดินทางลงไปกราบพระเกจิอาจารย์ในภาคใต้ ระหว่างการเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ ที่เข้าเขตบ้านเขาพระบาท เชียรใหญ่ เจ้าเพชรน้องชายตัวแสบได้เอ่ยชื่อของพ่อท่านหนูจันทร์ขึ้นมา  พร้อมกับชักชวนให้พวกเราเลี้ยวรถเข้ากราบนมัสการลูกศิษย์ของพ่อท่านหนูจันทร์  ซึ่งเขายืดอกรับประกันความเก๋าขั้นพื้นฐานว่า ท่านคือศิษย์หนึ่งเดียวที่ได้รับการสืบทอดวิชาสายวัดพันธสีมาจากพ่อท่านหนูจันทร์ไว้ทั้งหมด

สำหรับความเก่งเขาเล่าว่าวัตถุมงคลของท่านมีประสบการณ์มากมายในพื้นที่เรียกได้ว่าขลังอย่างไม่มีขีดจำกัด

ซึ่งคำว่า “ขลังไม่มีขีดจำกัด” นั้น แปลความหมายแบบง่ายๆ ว่า ยามเมื่อท่านหยิบจับ จีวร ชานหมาก ด้ายผูกข้อมือ หรืออะไรก็แล้วแต่ขึ้นมาเสกมาเป่า ของต่างๆ เหล่านั้นคือวัตถุมงคลชั้นดีที่สามารถปกป้องคุ้มครองชีวิตของผู้คนมาได้นักต่อนักแล้ว

เรื่องเล่ายังไม่ทันจบแต่รถมาหยุดจอดอยู่ที่หน้ากุฏิเจ้าของเรื่อง ท่านชื่อ “พระครูปัญญาธรานุวัตร” หรือ “พ่อท่านเคล้า ปญฺญาธโร” เจ้าอาวาสวัดแดง ตำบลเขาพระบาท อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราชครับ

ระหว่างนั่งรอพ่อท่านเคล้าปฏิบัติกิจของสงฆ์ เจ้าเพชรได้เล่าต่อว่าในช่วงบั้นปลายชีวิตของพ่อท่านหนูจันทร์ (พ.ศ.๒๕๑๖) ท่านได้มาจำพรรษา ณ วัดแดง ซึ่งในขณะนั้นพ่อท่านเคล้าเป็นเจ้าอาวาส เขาเล่าว่าตลอดระยะเวลา ๙ ปีที่พ่อท่านหนูจันทร์จำพรรษาเป็นมิ่งขวัญแก่ชาวบ้านวัดแดง ท่านก็ได้พระลูกมือระดับเจ้าอาวาสนี่แหละครับที่คอยปรนนิบัติรับใช้ หยิบจับ หยิบฉวย ตลอดจนเป็นผู้ดำเนินธุระในกิจต่างๆ ของท่าน

โดยในทุกวันหลังจากญาติโยมพากันกลับบ้านไปหมดแล้ว พ่อท่านหนูจันทร์ก็จะเรียกให้พ่อท่านเคล้าเข้าไปหาเพื่อถ่ายทอดวิชาอาคมต่างๆ ควบคู่ไปกับการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน

ความสัมพันธ์ระหว่าง “พระลูกวัด” ในฐานะ “ครู” กับ “เจ้าอาวาส” ในฐานะ “ลูกศิษย์” มาสิ้นสุดเมื่อพ่อท่านหนูจันทร์มรณภาพลงเมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๒๕ ซึ่งพ่อท่านเคล้าได้เป็นหัวเรียวหัวแรงในการบำเพ็ญกุศลและเก็บศพของพ่อท่านหนูจันทร์ไว้นานพอสมควร ถึงแม้ว่าวันเปิดหีบศพในอีก ๒ ปีถัดว่า ภาพที่ทุกคนประจักษ์คือสังขารของพ่อท่านหนูจันทร์ที่ไม่ได้เน่าเปื่อยไปตามกาลเวลา

แต่ด้วยคำพูดของพ่อท่านหนูจันทร์ที่ว่า “ห้ามเก็บศพ ให้ทุกคนช่วยเผาทำลายเมื่อถึงเวลาอันควร”  พ่อท่านเคล้าจึงมิได้ละเลยต่อคำสั่งเสียโดยท่านได้ดำเนินการฌาปนกิจศพตามความประสงค์ของพ่อท่านหนูจันทร์อย่างยิ่งใหญ่สมบารมีที่เมรุของวัดแดงแห่งนี้ครับ

พ่อท่านเคล้า เป็นพระรูปร่างสันทัดครับ มองจากสายตาแทบไม่น่าเชื่อว่าท่านจะมีวัยที่สูงถึงแปดสิบกว่าปี

โดยเฉพาะเวลาที่ยิ้มต้องบอกว่าเป็นการยิ้มที่พร้อมทั้งดวงตาและจิตใจครับ

คุณยายอายุ ๙๐ ปี ที่กำลังนั่งรอกราบพ่อท่านเคล้าเล่าว่า พ่อท่านเคล้าองค์นี้เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ท่าทางและความเมตตาของท่านที่พวกเราเห็นถ่ายทอดแบบอย่างมาจากพ่อท่านหนูจันทร์อย่างชัดเจน ตัวของคุณยายเองได้จัดพิธีบวชให้ลูกชายและหลายชายก็ได้พ่อท่านเคล้านี่แหละที่เป็นพระอุปัชฌาย์ ชาวบ้านในละแวกนี้ให้ความเคารพนับถือพ่อท่านเคล้าทุกคน

ซึ่งความเห็นของผู้เฒ่าข้างวัดวัย ๙๐ ทำให้พวกเรามั่นใจว่าพ่อท่านเคล้ามีดีมากกว่าที่พวกเราคิดไว้ การปลูกศรัทธาและผูกจิตใจผู้คนได้ตั้งแต่รุ่นปู่ยันหลานเป็นนัยบอกได้ว่าระดับของคุณธรรมและความเมตตาของท่านมีเกินมาตรฐานพระทั่วไป

พ่อท่านเคล้าคนพื้นเพเขาพระบาทครับ ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๔๗๕ ณ บ้านเลขที่ ๑๒๒ ม.๗ ตำบลเขาพระบาท อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ชื่อเดิมของท่านคือ “เคล้า ทองใสพร” โยมบิดามารดาชื่อ “นายขุก-นางหม้อ ทองใสพร” ท่านเล่าว่าชีวิตในวัยเด็กของท่านก็ไม่ได้แตกต่างจากคนทั่วไป คือเรียนหนังสือที่วัดแดงจนจบชั้นประถม ๔ และเมื่ออายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ท่านได้อุปสมบท ณ วัดแดง โดยมี “พระครูนันทกรวรสาร” เป็นพระอุปัชฌาย์ “พระอธิการประดับ จิตญาโณ” เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ “พระนิ่ม ผลณาโน” เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ภายหลังจากอุปสมบทท่านได้จำพรรษา ณ วัดแดง

ด้วยจิตใจที่ชื่นชอบพระธรรมคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ท่านจึงได้เริ่มต้นใช้ชีวิตของการเป็นนักบวชศึกษาและค้นคว้าถึงแก่นแท้ของคำสอนอยู่ภายในวัดแดงเป็นเวลาถึง ๑๐ พรรษา ก่อนที่จะโยกย้ายตัวเองเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมที่สำนักเรียนวัดคูหาสวรรค์ จังหวัดพัทลุง

ท่านเล่าว่าสมัยนั้นสำนักเรียนวัดคูหาสวรรค์ถือเป็นสำนักเรียนที่ใหญ่และมีมาตรฐาน ถนนทุกสายล้วนพุ่งตรงไปยังวัดแห่งนี้ ซึ่งท่านเองได้ใช้เวลาเล่าเรียนในสำนักเรียนแห่งนี้ถึง ๑๑ พรรษา โดยเริ่มตั้งแต่นักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอกและสอบได้เปรียญธรรม ๕ ประโยค

ได้ฟังแล้วก็ต้องยอมรับในสติปัญญาและความสามารถของท่านครับ...

การเป็นพระมหาเปรียญธรรม ๕ ประโยคในยุคสมัยของท่านกับยุคสมัยนี้ต่างกันมาก เพราะในสมัยนั้นกว่าจะได้ต้องเรียนและสอบให้ผ่านว่ากันปีต่อปี ตกเป็นตก ไม่เหมือนปัจจุบันที่มีอุปกรณ์และวิธีการเรียนแบบอุปถัมภ์ ประมาณว่าช่วยเหลือกันได้

ดังนั้นการเรียนนักธรรมบาลีของพ่อท่านเคล้าจึงเป็นเรื่องของการใช้ความสามารถและสติปัญญาอย่างแท้จริง ซึ่งก็สมแล้วครับกับที่ท่านได้รับฉายาทางพระว่า“ปญฺญาธโร” อันมีความหมายว่า “ผู้ทรงไว้ซึ่งปัญญา”

ท่านเล่าว่าแรกเริ่มเดิมทีไม่ได้มีความคิดที่จะศึกษาวิชาอาคมแต่อย่างใด จนเมื่อท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดแดงในปี ๒๕๑๔ ถัดจากนั้นอีกสองปี “พ่อท่านหนูจันทร์ ปุญญสุวรรณฺโณ” แห่งวัดพันธสีมา ซึ่งขณะนั้นชื่อเสียงของพ่อท่านเป็นที่เลื่องลือมากว่าเป็นพระผู้มีอาคมขลัง ได้เดินทางมาจำพรรษาที่วัดแดง

ท่านว่าเมื่อได้กราบพ่อท่านหนูจันทร์ครั้งแรกก็รู้สึกถึงบารมีและความเยือกเย็นที่แผ่ออกมา และเมื่อท่านได้เห็นว่าภายใต้ความมีชื่อเสียงของพ่อท่านหนูจันทร์นั้นไม่ได้มีผลต่ออุปนิสัยหรือวัตรปฏิบัติแต่อย่างใด

“พระอาจารย์ท่านเป็นพระที่มีจิตเมตตาอย่างที่สุด ตอนที่ท่านยังอยู่วัดพันธสีมาก็ได้ยินมาว่า ท่านได้เลี้ยงชะมดไว้โดยเอาผ้าจีวรมาผูกคอ ชะมดตัวนั้นไปกินไก่ของชาวบ้านเลยถูกซุ่มยิงแต่ยิงไม่ออก จึงได้มาฟ้องพระอาจารย์ ท่านได้เรียกชะมดให้เข้ามาหาบอกว่าอย่าไปยุ่งของเขา ชะมดตัวนั้นก็ไม่ได้ออกไปขโมยกินไก่ของชาวบ้านอีกเลย”

พ่อท่านเคล้ายิ้มพร้อมกับชี้ให้พวกเราดูบริเวณที่ตั้งกุฏิของพ่อท่านหนูจันทร์ ก่อนจะเล่าถึงเหตุการณ์ที่ทำให้ท่านก้มลงกราบฝากตัวเป็นศิษย์อย่างหมดใจว่า

“พระอาจารย์ดำรงตนอย่างสมถะเรียบง่าย ไม่เคยสนใจเรื่องเงินทอง สมัยนั้นวัดยังคงเป็นป่าไม่โล่งเหมือนตอนนี้ กุฏิของพระอาจารย์เป็นกุฏิไม้เก่าๆ ไก่บ้าน ไก่ป่า กระรอก กระแต ไปอาศัยอยู่รอบๆ กุฏิของท่านเต็มไปหมด”

“มีอยู่วันหนึ่งพระอาจารย์ได้เอากล้วยมาตัดเป็นชิ้นๆ วางไว้บนมือ เหล่ามุดสัง (อีเห็น/ชะมด) เกือบสี่สิบตัว ต่างพากันเดินเข้าแถวมากินกล้วยบนฝ่ามือของท่าน”

ครับ นอกเหนือไปจากความตื่นเต้นที่พวกเราได้รับฟังเรื่องที่พ่อท่านเคล้าเล่าแล้ว โดยส่วนตัวผมอดคิดไม่ได้ว่าทุกวันนี้ที่ชาวบ้านเขาพระบาทพูดตรงกันว่าพ่อท่านเคล้าเป็นพระที่เปี่ยมเมตตา เป็นพระผู้มีแต่ให้ คงเป็นเพราะท่านได้รับการถ่ายทอดและการฝึกฝนอย่างเคร่งครัดมาจากพ่อท่านหนูจันทร์นี่เอง

เพราะพ่อท่านเคล้าเองก็พูดเสมอๆ ว่าในการอบรมสั่งสอน ถ่ายทอดวิชาความรู้ นอกจากบิดา มารดา ซึ่งเป็นผู้มีพระคุณอันสูงสุด เพราะเป็นผู้ที่ให้กำเนิดแล้ว ก็มีพ่อท่านหนูจันทร์นี่แหละที่ท่านยึดถือเป็นแบบอย่าง

“ชีวิตฉันก็มีพ่อท่านหนูจันทร์ องค์เดียวที่ฉันได้ศึกษาเล่าเรียนมา”

ฟังแล้วได้ใจครับ อย่างที่ชาวบ้านเขาว่าพ่อท่านเคล้านี่แหละคือผู้ที่สืบทอดวิชาอาคมและบุคลิกลักษณะของพ่อท่านหนูจันทร์อย่างแท้จริง ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ในแต่ละวันจะมีผู้คนแวะเวียนเข้ามาคุยกับท่านอย่างสม่ำเสมอ

ไม่ว่าจะนัดล่วงหน้าหรือจะมาแบบฉาบฉวย แต่ท่านก็พร้อมที่จะคุย พร้อมที่จะสงเคราะห์

อย่างวันนี้ที่พวกเรามา ท่านก็มีแขกกลุ่มเล็กๆ นั่งคุยอยู่ ครั้งแรกตั้งใจว่าจะนั่งคอยข้างนอก แต่เมื่อเห็นท่านยิ้มและกวักมือเรียกให้เข้าไปข้างใน พวกเราก็ไม่ขัดศรัทธาครับ เพราะการได้ฟังเรื่องที่คนอื่นคุยถือเป็นการเพิ่มพูนความรู้แบบพิเศษ

จากที่ฟังผมว่าพ่อท่านเคล้าเป็นพระที่เปี่ยมปัญญาครับ ท่านมีวิธีการพูดหรือสอนแบบธรรมดาๆ แต่ทะลวงใจจริงๆ ท่านสามารถวิเคราะห์ขีดความสามารถของแต่ละคนได้ว่าจะต้องสงเคราะห์ไปในแนวทางไหน

บางคนก็ตั้งใจมาคุยเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้

บางคนก็ตั้งใจมาคุยเพื่อหาโชคลาภ

บางคนก็ตั้งใจมาคุยเพียงต้องการเครื่องรางของขลัง

แต่สิ่งที่ทุกคนได้รับกลับไปคือจุดยืนและแนวความคิดในแบบของท่าน

“ในเรื่องเครื่องรางของขลัง ไม่มีอะไรมากหรอก ขอแค่มีความเชื่อมั่นและศรัทธาอย่างแท้จริง ของจึงจะบังเกิดผล”

ท่านหัวเราะก่อนพูดต่อว่า

 “ทุกวันนี้คนเราสนใจแต่เรื่องของวัตถุ ของจริง ของแท้คือธรรมะกลับไม่ชอบ”

น้ำเสียงสุภาพของท่านช่วยไขความกระจ่างให้พวกเราทันที มิน่าเล่าภายในบริเวณวัดถึงมีการติดคำสอนธรรมะไว้ตามจุดต่างๆ เต็มไปหมด เช่น “รวยเพราะทำ จำเพราะเรียน เตียนเพราะถาง ไม่ถางไม่เตียน ไม่เรียนไม่จำ ไม่ทำไม่รวย ฯลฯ

ครั้นจะมองหาตู้เพื่อบูชาวัตถุมงคลแบบวัดบางแห่งกลับไม่มี ที่พอจะหาติดไม้ติดมือกลับไปได้บ้าง คงเป็นพวกตะกรุดหรือเชือกสามสี ซึ่งจากการได้ยินประสบการณ์ที่คุณลุงกำลังเล่าให้พ่อท่านเคล้าฟังแล้ว ทำเอาพวกเราอดใจไม่ไหวต้องรีบแบบมือขอเชือกสามสีกันชุลมุน

ถึงวัตถุประสงค์ที่ท่านทำเพื่อไว้ใช้ผูกคอรถแต่พวกเราก็เชื่อมั่นว่าแขวนไว้ที่คอของเรา พุทธคุณก็ไม่น่าจะต่างกัน

จะว่าไปแล้วการได้นั่งฟังผู้คนที่เข้ามาคุยกับพ่อท่านเคล้ามันก็ได้ประโยชน์ดีครับ ถึงแม้เราจะไม่ได้มีส่วนออกความคิดเห็น แต่ก็ยังได้ของขลังติดมือกันบ้าง ซึ่งในวันนี้ดูทีท่าว่าพ่อท่านเคล้าจะยังติดพันและสงเคราะห์ผู้คนที่แวะเวียนมาหาท่านอีกหลายคน พวกเราจึงได้กราบลาท่านออกมาก่อน เพราะทุกคนมีความเห็นตรงกันว่าตะกรุดและเชือกสามสีที่เห็นวางอยู่ข้างๆ ท่านได้หมดลงแล้ว

ครับ นครศรีธรรมราช เมืองที่เต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นไอแห่งพระพุทธศาสนา จากอดีตมีพระเกจิอาจารย์ที่ทรงคุณวิเศษมากมายก่อเกิดขึ้นที่เมืองแห่งนี้ อย่างเช่น“พ่อท่านหนูจันทร์ ปุญญสุวรรณฺโณ” แห่งวัดพันธสีมา

จริงอยู่ถึงพวกเราจะไม่สามารถพบเจอตัวตนของท่านในช่วงที่ท่านยังมีชีวิต แต่การได้พูดคุยและสัมผัสกับลูกศิษย์ที่ยึดถือและเชื่อมั่นในแนวทางของท่าน ทำให้พวกเรามั่นใจว่า กิตติคุณอันวิเศษของท่านที่กลายมาเป็นตำนาน จะต้องถูกเล่าขานไปพร้อมๆ กับเรื่องราวของ “พระครูปัญญาธรานุวัตร” หรือ “พ่อท่านเคล้า ปญฺญาธโร” ในฐานะทายาทสายวิชาวัดพันธสีมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน......สวัสดีครับ

 

 

 

ขอขอบคุณ คุณเพชร  สำหรับข้อมูล คุณพรชนก สุขพงษ์ไทยสำหรับภาพถ่าย เพื่อนต่อกับคำแนะนำ คุณสมบูรณ์ ร้านนายฮ้อ สระบุรี สำหรับกำลังใจที่มีให้เสมอมาครับ 

 

โดย ศิษย์กวง

 

กลับไปที่ www.oknation.net