วันที่ อังคาร ธันวาคม 2556

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

..........เดินทางใกล้ - ไกลทางเดิน...........




1.แม้ว่าหนังสือจะสามารถเปิดโลกทัศน์ต่อโลกนี้ได้อย่างไม่รู้จบ แต่สำหรับชีวิตวัยหนุ่ม การเดินทางเป็นตัวจุดประกายอะไรบางอย่างในชีวิตได้ดีกว่า นัยว่าหนังสือคือทฤษฎีและการเดินทางออกไปในโลกกว้างเป็นการปฏิบัติ หลายคนอ้างอิงทฤษฎีหรือแนวทางในหน้าหนังสือเพื่อใช้ประกอบการเดินทาง อาจจะเหมือนหรือแตกต่างกันบ้างตามแต่โลกในยุคนั้นๆ หรือตามแต่เหตุการณ์เฉพาะหน้า

สองวันที่ผ่านมาได้นั่งคุยกับน้องชายในร้านกาแฟละแวกบ้าน  น้องชายเอ่ยถึงสถานที่ท่องเที่ยวไกลๆ ละแวกทิเบต จีน ไปไกลถึงเส้นทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียสู่รัสเซีย ถึงกับเอ่ยปากชวนผมว่า เราไปด้วยกันไหม..ซักครั้ง

เหมือนความหลังตีกลับขณะที่ผมเริ่มฉวยเป้ออกเดินทางสำรวจที่นั่นที่นี่ ที่มีคนเคยไปมาแล้ว เขียนถึง อ่านเจอ หรือค้นพบในแผนที่ว่าน่าไป ตอนนั้นน้องชายผมยังอยู่ในวัยเรียน เพิ่งย่างออกจากวัยเด็กเดียงสา จำได้ว่าผมเคยเอ่ยปากชวนน้องชายไปน้ำตกในและแวกอยู่หนเดียว ในยุคที่ผมเริ่มหัดเขียนสารคดีท่องเที่ยว นอกจากนั้นแล้วไม่เคยเอ่ยปากชวนออกไปไหนด้วยกันทั้งในเส้นทางเถื่อนหรือเมืองไกลที่ไหน กระทั่งเราย้ายเข้ามาอยู่ในห้องเช่าห้องเล็กๆ ละแวกสุทธิสารสะพานควายด้วยกัน

ผมทำงาน – น้องชายผมเรียนหนังสือและใกล้จะจบในระดับการศึกษาหนึ่ง

ตอนนั้นผมเดินทางเกือบทุกเดือนน กับเพื่อนๆ ที่อยู่ด้วยกันและเพื่อนที่นัดพบกันที่ปลายทาง  เห็นการจัดเป้ เห็นผมทำงานเขียนด้วยเครื่องพิมพ์ดีดและคอมพิวเตอร์จอไว้ทุกข์  เห็นภาพสไลด์ที่ถ่ายจากกล้องกลไกปรับด้วยมือ ใส่กรอบฉายขึ้นข้างฝาห้อง พร้อมเพื่อนร่วมก๊วนเฮฮาประสาพี่ๆ มากหน้าหลายตา

วันหนึ่งเราก็ได้เดินทางด้วยกัน ในจำนวนคนที่พอดี ในเส้นทางเถื่อนที่ไม่ได้มีการสำรวจมาก่อน เส้นทางที่เราหลายคนเกือบเอาชีวิตไปทิ้งกลางสายน้ำเชี่ยวในป่าลึกที่ยากระบุพิกัดชัดเจน

หลายปีต่อมาผมหยุดนิ่ง – น้องชายผมยังเดินทาง มีกลุ่มเพื่อนๆ รุ่นน้องๆ ของพวกเราหลายคนตั้งกลุ่มกันขึ้นมา ไปไหนต่อไหนด้วยกัน ไปในที่ที่ผมเคยไปมาแล้ว และในที่ที่ผมยังไม่เคยไปมาก่อน

เราอาจเป็นตัวจุดประกายอะไรบางอย่างของคนที่ตามมาหรือมองเห็น ไม่ว่าสิ่งนั้นจะถูกธรรมนองคลองธรรมหรือนอกรีตนอกรอยโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม – ไม่รู้ว่าผมไปอ่านเจออะไรทำนองนี้ที่ไหน แต่เป็นจริงอย่างที่สุด

2. จริงๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องที่จะบอกว่า อยากหรือไม่อยากเดินทางในช่วงเวลานี้หรอกนะครับ แม้จะพร้อมด้วยปัจจัยเวลาหรือเงินทองก็ตาม(ซึ่งตอนนี้บอกได้เลยว่าไม่พร้อมด้วยประการทั้งปวง) แต่เรื่องของเรื่องก็คือ ความทะยานอยาก ความเย้ายวนที่เป็นเหมือนกำลังหลักในการฉุดตัวเองออกมาจากถิ่นเดิมที่คุ้นชินไปรับสิ่งใหม่ที่แปลกหูแปลกตาเหมือนในสมัยวัยหนุ่มมันหายไปแล้ว

ช่วงเวลานั้น ถ้าบอกว่าอยากไป หมายถึงต้องไปให้ได้ ต้องไปให้ถึง ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม วัยหนุ่มที่กระฉับกระเฉง เต็มไปด้วยไฟฝัน ส่วนจะได้อะไรมาหลังจากเดินทางครั้งนั้นๆ ก็อีกเรื่องหนึ่ง ทั้งประสบการณ์ ผิดหวัง สมหวัง ฯลฯ

แต่ห้วงยามนี้ด้วยวัยขนาดนี้ ความรู้สึกเกี่ยวกับการเดินทางกลับเฉยๆ นิ่งๆ ไม่เหลืออาการดิ้นรนเพื่อให้ได้มาซึ่งการเดินทางไปให้ถึงที่นั้นๆ หรือประเทศนั้นๆ ทวีปนั้นๆ อีกแล้ว อาจเรียกว่าหมดอารมณ์ หรือขี้เกียจก็ตามแต่จะนิยามให้  

ลึกๆ ในใจเหลือเพียงความรู้สึกในแต่ละที่ที่น่าสนใจเพียงว่า ชีวิตนี้ต้องได้ไปแน่นอน แต่จะด้วยวิธีการไหน – ไม่รู้ ,รู้เพียงว่าได้ไปแน่ๆ....แค่นั้น  ไม่เกี่ยวกับความลึกลับทางจิตอะไรนะครับ เป็นความรู้สึกล้วนๆ ไร้เหตุผลรองรับโดยสิ้นเชิง  
 
เมื่อได้ใช้ชีวิตนิ่งๆ ปล่อยเวลาไปรายวัน กลับค้นพบว่าการเดินทางอีกแบบหนึ่งน่าตื่นเต้นกว่า สนุกสนานและเต็มไปด้วยเรื่องราวรายละเอียดซับซ้อนมากกว่าหลายเท่าตัว นั่นคือการเดินทางเข้าหาชีวิตผู้คน

ระยะหลังๆ มานี้ผมกลายเป็นคนเงียบขรึม ไม่ค่อยพูด แม้จะมีถ้อยคำมากมาย แต่กลับปล่อยให้ความเงียบสื่อสารแทน  การอยู่กับตัวเองนานเกินไปอาจทำให้เสียงพูดในหัวหลุดออกมาจนกลายเป็นการพูดคนเดียว – วิกลจริต(ใกล้เคียง?) แต่การที่ผมได้พบผู้เฒ่าผู้แก่หลายคนที่ผ่านเวลามามาก มีเรื่องราวแอบอยู่ในเขาแต่ละคนนั้นมากมายล้นหลาม รอวันปลดปล่อยออกมา จะด้วยการพูดคุยด้วยสติสตังแบบคนธรรมดาหรืออยู่ในภาวะหลง หรือสมองเสื่อม หรือย้อนอดีตแบบคนแก่ทั่วไปก็แล้วแต่ มีรายละเอียดอันน่าตื่นเต้นพอๆ กับการเดินทางท่องโลกเลยทีเดียว

การพบคนเหล่านั้น ทำให้ผมกลายเป็นคนที่ต้องพูด พูดในสิ่งที่ผมอยากให้คนแก่เล่าเรื่อง เรื่องของคนแก่เป็นเรื่องของครูของโลกเป็นการเปิดอ่านหนังสือเสียงเล่มโตที่ไม่เคยซ้ำใครในแต่ละคน มากน้อยตามสภาพ,สุขภาพ

ที่น่าทึ่งคือหนังสือเสียงแต่ละเล่มมีบุคลิกลักษณะแตกต่างกันไปตามแต่ภูมิถิ่น การอ่านจึงต้องละเมียดละไมมากกว่าหนังสือที่เป็นกระดาษไร้ชีวิต



3. หลายวันก่อนได้ไปเจอคนแก่คนหนึ่งเชี่ยวชาญพิเศษเรื่องการซ่อมจักรเย็บผ้าได้อย่างเยี่ยมยอดในวัยอายุ 90 ปี ก่อนหน้านี้ไปเจอคนทำอาชีพอื่นๆ ซึ่งใช้เวลาในการดำรงชีวิตตามปกติ ไม่ได้วิเศษวิโสอะไร  แค่ใช่ชีวิตตามธรรมดามาก แต่ในสายตาของผมเป็นเรื่องที่แสนมหัศจรรย์ที่คนๆ หนึ่งเรียนรู้เรื่องราวหลายๆ เรื่องหรือเรื่องเดียว สั่งสมประสบการณ์จนเชี่ยวชาญชำนาญการ จะด้วยความหลงใหลหรือด้วยความจำเป็นก็ว่ากันไปนการเลี้ยงชพกตม    

นี่เป็นสิ่งที่น่าเดินทางเข้ามาหามากที่สุดในชีวิตของผมในช่วงอายุนี้ 

ด้วยความรู้สึกว่าเสียดายเรื่องราว,วิชาชีพของพวกเขา ถ้าหากมันจะหายไปพร้อมกับชีวิตแตกดับ อยากเข้าไปเรียนรู้ทุกเรื่องราวทุกผู้คนแต่ละคน ที่ได้พานพบเข้ามาในชีวิต   ไม่ได้อยากเอามาเป็นอาชีพหรืออะไร แค่เสียดายว่ามันเป็นเรื่องมหัศจรรย์มากที่คนๆ หนึ่งสามารถทำอะไรได้หลายๆ อย่าง แค่นั้นเอง

ซึ่งอะไรหลายๆ อย่างหรืออย่างเดียวที่คนๆ หนึ่งทำนั้นสามารถขับเคลื่อนสังคมได้ในวงกว้างออกไป เป็นโซ่ที่เชื่อมร้อยต่อกันจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง จากคนหนึ่งไปสู่คนอีกหลายคนอย่างคาดไม่ถึง

เช่น คนซ่อมจักรเย็บผ้าคนหนึ่ง อาจทำให้ช่างเย็บผ้าได้ผลงาน ทำงานได้สวยงาม ได้ดั่งใจ หล่อเลี้ยงชีวิตได้ เพื่อส่งต่อผลงานให้กับอีกครอบครัวหนึ่งซึ่งได้เสื้อผ้าที่สวยงาม เป็นฟันเฟืองของสังคม ของชุมชน  เป็นอะไรบางอย่าง เกี่ยวเนื่องต่อสายเป็นหนึ่งเดียวกัน  ถ้าหากเราผูกเส้นด้าย ต่อๆ กันจากจุดไปยังอีกจุด เส้นด้ายพวกนี้อาจพันกันยุ่งเหยิง วุ่นวาย หรือกลับกันอาจจะเป็นระเบียบสวยงามอย่างน่ามหัศจรรย์ก็ได้ – ใครจะรู้  

ครับ...นี่คือเรื่องที่ผมอยากเดินทาง – คือจริงๆ แล้ว อยากเดินเข้าไปหาชีวิตของพวกเขาเหล่านั้น จะด้วยความฉาบฉวยหรือละเอียดละออ ก็ว่ากันไปตามจริต สำหรับคนบางคน ยิ่งเดินช้ายิ่งเก็บรายละเอียดได้มาก ใครบางคน เคยว่าไว้ ซึ่งแน่นอนมันเป็นจริงเสมอ

อย่างที่บอก, ถ้าจะถามว่าอยากเดินทางไหม? ก็ยังอยากอยู่ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้อง ไปให้ได้หรือไปให้ถึง ทุกวันนี้แค่ขับเคลื่อนที่ชีวิตจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง  จากวันหนึ่งไปยังอีกวันหรืออีกปี มองเห็นต้นไม้เติบโต ใบไม้ร่วงหล่นย่อยสลาย จับเจ่ามองเวลาที่เปลี่ยนไปแต่ละนาที –  นี่นับเป็นการเดินทางอย่างหนึ่งได้หรือเปล่า

หรือการมองแบบนี้ เป็นการมองในมุมที่หม่นเศร้าของคนไร้โอกาสในการเดินทางที่เป็นรูปธรรมจริงๆ  ทำนององุ่นเปรี้ยว ใช่ไหม?

– ไม่ใช่คำถาม ดังนั้น จึงไม่มีคำตอบ

โดย สายลมลอย

 

กลับไปที่ www.oknation.net