วันที่ อาทิตย์ มกราคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

วันนี้ที่ฉันรู้สึกอยากเป็นฆาตกร


 (ภาพประกอบทั้งหมดในบทความนี้เป็นภาพจากอินเตอร์เน็ตทั้งสิ้น ไม่มีบุคคลใดในภาพที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ แต่บุคคลส่วนใหญ่ มีวัย รูปร่างและการแต่งกายคล้ายคลึงกับบุคคลในเหตุการณ์ของอิฉันค่ะ)

หนึ่งในหลาย ๆ อาชีพของฉันคือหน้าที่ “มัคคุเทศก์” ภาคภาษาอังกฤษ ซึ่งได้รับหน้าที่สวมบทบาทนำเที่ยว

คนเดินทางกลุ่มนี้เป็นญาติพี่น้องของบ่าวสาวชาวอินเดียที่แห่บินกันมาใช้ประเทศไทยเป็นสถานที่แต่งงานกันอย่างหรูหราในโรงแรมห้าดาวย่านถนนราชประสงค์

ฉันมีนักท่องเที่ยวทั้งหมด 24 คน เป็นแขกสตรีที่ใส่ชุดส่าหรีเสียครึ่งค่อนกลุ่ม มีเด็กน้อยตัวจิ๋ว 1 คนชื่อ “แซมเบา” ที่เหลือเป็นชายอินเดียที่ส่วนใหญ่ค่อนข้างหนักไปทางแก่รุ่นลุงและปู่ทั้งสิ้น

ฉันมีฝรั่งชาวอังกฤษ ฝรั่งเศส ที่มาร่วมงานแต่งนี้ด้วยอีก 4-5 คน เรียกได้ว่างานนี้ ใครใคร่อยากรู้ประวัติศาสตร์ไทยกับไกด์ก็ต้องฟัง ส่วนใครใคร่อยากคุยก็คุย ...พวกเขามีสิทธิ์คุยเพราะนี่คือทัวร์ส่วนตัวโดยเฉพาะของพวกเขาเท่านั้น

“รถออกเวลา 13.15 น.นะคะ” การบอกเช่นนี้กับเชื้อชาติอินเดีย นั้นหมายความว่าบ่ายโมง 15 คือเวลาเผาหลอก

ส่วนเผาจริงคือตอนใกล้ บ่ายสองโมงเข้าไปนั่นแหละ

++++++++++++++++++++++++++++++++

 

เมื่อรถบัสเคลื่อนตัว....ญาติผู้ใหญ่ชาวอินเดียก็เริ่มคุยแข่งกับไมโครโฟนของฉัน ประดุจดั่งพกไมค์ประจำตัวมาจากนิวเดลี

ฉันต้องแยกโสตประสาทตัวเองเพื่อพยายามจำให้ได้ว่า เรากำลังพูดอะไรอยู่ และ พยายามไม่เอาหูไปฟังคนที่แข่งพูดอยู่ในรถ

“พวกคุณจะต้องเดินทางโดยรถบัส แล้วต่อด้วยเรือนะคะ เพราะวันนี้เป็นวันพิเศษ (5 มค.57) ที่ไม่สะดวกในการเดินทางโดยถนนในย่านกรุงเก่าจริง ๆ แล้วคุณก็ต้องเตรียมตัวที่จะต่อสู้กับความร้อนของอากาศในเมืองไทยให้ได้นะคะ” ฉันเตือนแบบนี้ทุกครั้ง ในขณะที่นักท่องเที่ยวนั่งสบายใจภายในแอร์อันเย็นฉ่ำของเครื่องปรับอากาศ

เมื่อถึงท่าเรือ...หลายคนเดินต้วมเตี้ยมแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาวว่า พวกเขามีเวลาเที่ยวเหลือน้อยเต็มทน คนที่ใจเต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ นั้นคือ ตัวฉันเอง ที่ต้องเร่งแข่งกับเวลา และต้องพากลุ่มมนุษย์เต่าเหล่านี้เดินให้ถึงเรืออย่างทันการณ์

 

ณ ท่าเรือ...ป้า ๆ ส่าหรีแต่ละคน ต่างออกอาการทุรนทุรายเมื่อเห็นเรือ....เพราะไม่รู้จะลงอย่างไร

ฉันให้เลือกขึ้นทั้งหัวเรือและข้างเรือ แต่นางทั้งหลายก็ยัง ยักย้าย ส่ายไปมา เพราะหาจุดลงไม่ได้ที่

ฉันและเพื่อนร่วมงาน ยื่นมือไปให้ท่านยึดเกาะ แต่เขาก็แสดงความรังเกียจไม่ยอมให้เราจับตัว

การไม่ยอมให้เราจับตัว...มิใช่เป็นกับแค่คนคนเดียว หากแต่คนส่วนใหญ่ในกลุ่มทัวร์นี้ จะไม่ยอมให้เราแตะเนื้อต้องตัวเขาเลยทั้งสิ้น

“เฮ้ย.....สงสัยเขาจะเห็นเราเป็นจัณฑาลว่ะ”...ฉันพูดเสียดสีเล่นกับผู้ช่วยที่ไปด้วยกัน

จับตัวก็ไม่ยอม....บอกให้ลงก็ไม่ยอมลงเรือเพราะความกลัว

ฉันจึงบอกให้หล่อนนั่งลงกับพื้นแล้วเอาขาพาดเข้ามาในเรือก่อนก้าวเข้าไปอย่างมั่นคง

 

“Sit down….Sit down……Sit Down” ฉันจำได้ว่าพูดคำว่า Sit Down นับสิบ ๆ หน

ทั้งชายและหญิงต่างตะโกนอธิบายแข่งกับฉันในการพยายามให้คุณป้าวรรณะกษัตริย์ ได้จัดตรูดก้นลงไปในเรืออย่างเรียบร้อย

“ทุก ๆ คน หยุดพูดได้ไม๊คะ...ขอให้ฉันอธิบายคนเดียวเถอะ” ฉันเริ่มมีน้ำเสียงแข็งขึ้น

 

กว่าทุกอย่างจะลงตัว....”ใจ”ของฉันก็ขุ่นมัวไปแล้วครึ่งนึง

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 บนเรือที่ล่องอยู่ในเจ้าพระยา

 “ขณะนี้เรากำลังล่องเรือไปลงท่าเรือเพื่อเดินเท้าต่อไปยังพระราชวังและวัดพระแก้วนะคะ” เมื่อฉันพูดจบ มีป้าคนนึงถามว่า

 “นี่เรากำลังจะไปไหนกันเหรอ” คำถามที่น่าอึ้งเช่นนี้ ถือว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับการทำทัวร์ให้กับแขกชนชาตินี้จริง ๆ

ถามไม่ว่า...แต่ถามในประโยคที่เพิ่งพูดจบ...ฉันต้องแอบขบฟันกรอด ๆ ก่อนจะพยายามห้ามใจตอบไปอย่างเมตตา

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ณ ท่าช้าง

ฉันพากลุ่มนักท่องเที่ยวเดินผ่านชีวิตจริงของคนไทยในย่านนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าหากเป็นฝรั่งเขาคงจะถ่ายรูปกันด้วยความสนุกสนาน แต่นี่...กลุ่มคุณป้าส่าหรี วรรณะกษัตริย์ เธอทำท่าอึดอัดเอาส่าหรีปิดจมูกด้วยความรังเกียจตลาดเก่าตรงท่าช้าง

“นี่เธอพาฉันมาทำไมที่ตรงนี้....ทั้งสกปรกแล้วก็ร้อนด้วย” โอ้โห...อีป้า ไหนบ้านมรึงนั่งขี้กันตามข้างทางไง กะอีแค่นี้ทำเป็นรับไม่ได้นะ

ข้างในฉันเริ่มร้อนระอุ ด้วยต้องอดทนกับความเจ้ายศเจ้าอย่างของหล่อน ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ก้าวเข้าไปในพระราชวังด้วยซ้ำ

“เดินสิ...เดิน ๆ ๆ ๆ เดี๋ยววังก็ปิดกันพอดี” คุณป้าส่าหรีคนหนึ่งจิกฉัน....

ฉันจัดให้ โดยการเดินไว ๆ ตามคำเรียกร้อง

“นี่เธอ...เดินไวขนาดนี้ ฉันก็เหงื่อแตกนะสิ ร้อนจะตายอยู่แล้ว สามีฉันก็เป็นโรคหอบหืดด้วย” คุณป้าอีกคนตะโกนใส่หน้าจนฉันอยากจะหัวเราะให้เป็นภาษาฮินดู

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

วัดพระแก้ว สวยน่าประทับใจ แต่ก็ไม่สามารถทำให้ใครลืมได้ว่า อากาศมันร้อนอบอ้าวแค่ไหน

“โอ๊ย...มันร้อนมาก ๆ เลยนะเนี่ย แล้วดูเธอสิ เธอใส่ทั้งหมวก แล้วก็กางร่ม แต่ดูฉันสิ ฉันร้อนจะตายแล้วเห็นไม๊เนี่ย” คุณป้าส่าหรีตะโกนโวยวายต่อหน้าทุกคน

ในใจฉันนึกว่า...นี่กรูถือร่มก็ผิดด้วยเหรอ อีป้าหมาบ้า

“ถ้าเธอร้อนนัก ก็เอาร่มฉันไปถือสิ ฉันไม่กางก็ได้ ฉันให้คุณยืม” ฉันยื่นร่มของตัวเองให้หล่อน

ฉันจะทำเช่นนั้นไป แต่ข้างในมันเริ่มโกรธจนแทบไม่อยากทน

อีป้าส่าหรีไม่ยอมรับไว้ หากแต่ยังโวยวายไปตลอดเวลา

ฉันกล้ำกลืนฝืนทน...มากถึงมากที่สุด

จนทุกอย่างก็บรรลุล่วงไปจนถึงท้ายสุด

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

บริเวณหน้าวัง (ตรงข้ามม.ศิลปากร)

“ฉันจะไม่เดินไปไหนทั้งสิ้น ฉันจะนั่งรถตุ๊ก ๆ เท่านั้น” อีป้าส่าหรี 3 คน ยืนกรานว่าจะไม่ยอมเดินไปท่าช้าง ซึ่งอยู่ห่างจากตรงจุดที่ยืนเพียง 200 เมตรเท่านั้น

ถ้าเป็นคุณ...จะทำอย่างไร

สำหรับฉัน...สิ่งแรกที่ต้องทำคือทำใจ ฉันพยายามจัดการกับอารมณ์ของตัวเองให้อยู่หมัด

เมื่อใจตัวเองสงบ...ก็ยอมจบลงด้วยการจัดราชรถให้มาเกยอย่างที่ตั้งใจหวังแม่นางทั้งสามค่ะ

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

บนรถบัสในตอนขากลับโรงแรม

“จากนี้ไป..เราจะนั่งรถกลับไปยังโรงแรม ซึ่งคาดว่ารถไม่น่าจะติดค่ะ” ฉันประกาศให้ทุกคนบนรถทราบ

“ไม่ ๆ ๆ ....เราจะไม่แวะจอดที่ไหนเป็นอันขาด เราจะกลับโรงแรมเท่านั้น” เสียงอีป้าส่าหรีพูดแทรกขึ้นมาในขณะนั้น

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เฮ้อ....อยากฆ่าคนอินเดียว่ะ วันนี้

 

Credit picture: http://www.losangelesindianwedding.com/, http://dennisbalam.blogspot.com/2011/06/indian-wedding-photographer.html , http://www.mitchaoprayatravel.com/

โดย tanthainium

 

กลับไปที่ www.oknation.net