วันที่ พฤหัสบดี มกราคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เวลาที่หายไป - บทที่ 9


ความจริงตั้งแต่เริ่มสงสัยเคน ทิพย์สุรางค์ก็คิดหาทางที่จะสืบพฤติกรรมต่างๆของเขา แต่ก็ค่อนข้างยากเพราะเธอไม่ค่อยได้เห็นเขาบ่อยนัก ต่อมาเธอนึกขึ้นได้ถึงกร ซึ่งเป็นเด็กชอบสอดรู้สอดเห็น เที่ยวรู้เรื่องของใครต่อใครเขาไปหมด เธอจึงคิดว่าอาจจะใช้เขาให้เป็นประโยชน์ได้ หลังๆนี้เธอจึงไม่ค่อยได้ห้ามกร ไม่ให้ไปข้องแวะกับชายหนุ่มผู้นั้น โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญ เพื่อที่เธอจะได้ล่วงรู้ถึงพฤติกรรมของเขา จากความช่างซักช่างถาม ช่างสังเกตและช่างเล่าของกร

ทิพย์สุรางค์รู้ว่าชายหนุ่มผู้นั้นไปทำงานทุกวัน เธอรู้จากหนานคำว่าเขาเรียนรู้งานต่างๆ ทั้งในไร่และโรงบ่มได้อย่างรวดเร็ว ดูเหมือนเขาจะพยายามทำงานอย่างหนัก เพื่อให้หนานคำพอใจเลิกระแวงสงสัยเขา เธอไม่รู้ว่าตอนนี้หนานคำคิดอย่างไรกับเคน ส่วนเธอนั้นยังไม่สามารถทำใจให้ยอมรับได้ ว่าเขาไม่มีเจตนาอื่นซุกซ่อนอยู่ เธอยังสงสัยเขาอยู่มิวาย ทิพย์สุรางค์ยังคลางแคลงใจในบุคลิกลักษณะ ที่ผิดแผกแตกต่างจากบริวารคนอื่นๆของเวียงพุกาม ท่าทางเขาเป็นคนมีการศึกษาไม่น้อย แล้วทำไมเขาจึงยอมทำงานราวกับคนงานไร้ฝีมือคนหนึ่ง ตอนนี้เขาก็อยู่ที่เวียงพุกามนี้ได้ประมาณสามเดือนแล้ว แต่ทำไมไม่มีใครมาตามหาเขา

เธอกะว่าเขาคงจะอายุประมาณ 27 หรือ 28 ปี อย่างน้อยถ้าพ่อแม่ของเขาไม่ติดตามหา เพราะเขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ภรรยาหรือคนรักของเขาเล่า เขาจะไม่มีใครสักคนเลยหรือ? ทิพย์สุรางค์คิดแต่จะหาทางจับผิดเคน ไม่ได้สังหรณ์ใจเลยแม้แต่น้อย ว่าความหวาดระแวงสงสัยของเธอในวันนี้ จะนำเธอเข้าไปพัวพันกับเขา ทำให้ชีวิตที่เรียบง่ายของเธอต้องสับสนวุ่นวาย อย่างคาดไม่ถึงในวันหนึ่งข้างหน้า

เวลาที่กรอยู่ที่เวียงพุกามใน ช่วงวันเสาร์อาทิตย์ เขามักจะหายตัวไปจากตึกใหญ่ ซึ่งทิพย์สุรางค์สงสัยว่าเขาคงไปประจ๋อประแจ๋อยู่กับชายหนุ่มผู้นั้น บางวันเขาไม่กลับมาทานอาหารกลางวัน ที่คำหล้าหรือศรีวรรณจัดเตรียมไว้ให้ในห้องแพนทรี่ด้วยซ้ำ เมื่อเธอซักถามตอนที่เขากลับมาแล้ว เด็กชายก็จะอ้างว่าเขาทานในโรงอาหารคนงานกับเคนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งแน่นอนที่เธอจะคาดโทษเขาเอาไว้ล่วงหน้าว่า ครั้งต่อไปถ้าเขาไม่กลับมาทานอาหารที่จัดเตรียมไว้ให้ และไม่บอกล่วงหน้าว่าจะไม่ทาน เธอก็จะสั่งศรีวรรณว่าไม่ต้องเตรียมอาหารเผื่อเขาอีกต่อไป

สำหรับชาย หนุ่มผู้นั้น ทิพย์สุรางค์รู้สึกว่าเขาพยายามหลบหน้าหลบตาเธอจนเห็นได้ชัด ถ้าบังเอิญเจอะเจอกันโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ เขาก็จะทำท่าสำรวมไม่มองหน้าเธอเลย ดังเช่นวันหนึ่งที่เธอเดินเล่นไปตามทางเดินเล็กๆที่คดเคี้ยวไปมา ระหว่างต้นไม้ใหญ่น้อยและกอดอกหญ้าหลากสี เธอได้ยินเสียงคนพูดคุยและหัวเราะกันอย่างเบิกบานใจ ห่างออกไปตรงที่เป็นทางโค้งลับตาจากที่เธอกำลังเดินอยู่ หญิงสาวเดินต่อไปเรื่อยๆ พอเลยโค้งก็เห็นกรและเคนนั่งอยู่ด้วยกัน เมื่อคนทั้งคู่ที่กำลังหัวเราะกันอยู่เหลือบเห็นเธอเข้า เสียงหัวเราะนั่นก็ขาดหายไปทันที กรกระโดดลุกขึ้นยืน ร้องทักเธอเก้อๆว่า “ อ้าว! คุณหนูนั่นเอง ”

เคนก็รีบยืนขึ้นเหมือนกัน เมื่อทิพย์สุรางค์มองดูเขาอย่างสำรวจตรวจตรา ก็พบว่าเขาก้มหน้าลงมองพื้น ไม่ได้เหลือบแลมาทางเธอเลย เธอสังเกตเห็นว่าเขาถืออะไรอย่างหนึ่งอยู่ในมือซึ่งกำไว้แน่น ส่วนมืออีกข้างถือมีดคัตเตอร์ค้างอยู่ เหมือนกำลังใช้มันเหลาหรือตัดอะไรสักอย่าง

กรซึ่งเห็นสายตาของทิพย์ สุรางค์ ที่จ้องเขม็งไปที่มือข้างที่กำเอาไว้ของเคน รู้ว่าเธอคงพยายามหาทางจับผิดชายหนุ่มผู้นั้นอีกแล้ว ก็รีบหันเหความสนใจของเธอทันที “ คุณหนูมาทำอะไรแถวนี้ฮะ ? อ๋อ...คงจะมาดูดอกหญ้านั่นเอง” เขาถามเองตอบเองเสร็จ “เลยไปทางโน้นแน่ะฮะ มีกอใหม่ๆบานเยอะแยะเลย มีสีแดงที่คุณหนูชอบด้วย ไปไหมฮะ ? เดี๋ยวผมจะพาไปดู ”

หญิงสาวมองตามมือของกรที่ชี้ออกไปไกลจากที่ตรง นั้น แล้วก็ยิ้มนิดๆอย่างรู้เท่าทัน เธอแน่ใจว่าผู้ชายสองคนนี่ต้องแอบมาทำอะไรสักอย่าง ที่ไม่ต้องการให้เธอรู้ ตาคมปลาบที่คอยจับผิดกรกับเคนของทิพย์สุรางค์ มองปราดไป ตรงที่เห็นคนทั้งสองนั่งหัวเราะหัวใคร่กันอยู่ แล้วก็เห็นกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าๆที่กางอยู่บนพื้นดิน มีเศษไม้เป็นฝอยบางๆกองอยู่

“นั่นอะไร? ” เธอชี้นิ้วไปที่กระดาษหนังสือพิมพ์แผ่นนั้น

สอง ชายมองตามมือเธอแล้วมองหน้ากัน กรซึ่งเห็นว่าอย่างไรเสียคุณหนูของเขาก็คงจะต้องรู้ให้ได้ ตัดสินใจตอบด้วยเสียงอ่อยๆว่า “ ไม่มีอะไรหรอกฮะ เคนเขาแค่จะทำเรือบตให้ผมเท่านั้น ” ว่าแล้วเขาก็รีบแกะมือข้างที่กำอยู่ของเคนออก แล้วดึงอะไรอย่างหนึ่งมาส่งให้เธอดูเป็นหลักฐาน

ทิพย์สุรางค์ไม่ได้ รับของชิ้นนั้นจากกร เธอเพียงแต่มองอยู่ห่างๆ รู้ว่ามันคือเศษไม้ชิ้นเล็กๆ ยาวประมาณสี่นิ้วและหนาประมาณนิ้วครึ่ง ส่วนหัวและส่วนท้ายตัน มีรอยเกลาด้วยมีดจนเรียบเสมอกัน ตรงกลางมีรอยเหมือนถูกเซาะหรือขูด จนเว้าลงไปเป็นแอ่ง เห็นแล้วเธอก็ขมวดคิ้ว “ นี่น่ะหรือเรือบดเรือบ้าอะไรของเธอ ? ฮึ นายกร ”

กร หน้าเสียเหลือบมองเคน เห็นเขาทำหน้าเฉยๆเหมือนไม่สะดุ้งสะเทือน กับคำวิจารณ์ของทิพย์สุรางค์ ในขณะที่ตัวเขาเองรู้สึกเดือดร้อนแทน เพราะเป็นคนคะยั้นคะยอชายหนุ่มให้ทำเรือลำนั้นให้เขา

“แล้วจะเอาไปแล่นลงแม่น้ำหรือทะเลที่ไหนกันล่ะ ? ” เธอถากถางต่อไป

“ คุณหนูก็ทราบไม่ใช่หรือฮะ ว่ามันเล็กนิดเดียวเอง จะเอาไปแล่นที่ไหนได้ ” เด็กชายโต้อย่างเคืองๆ “ เคนเขาบอกว่าน่าจะเอาเศษไม้มาขุดเป็นเรือจำลองได้ ผมก็เลยขอให้เขาลองทำให้ดู ไม่ใช่เรือจริงๆสักหน่อย แค่เรือของเล่นเท่านั้น ”

หญิงสาวชำเลืองดูนาฬิกาบนข้อมือแล้วก็ได้ เรื่องใหม่ ความจริงเธอไม่ได้เพียงแค่อยากรู้ความเป็นอยู่ และพฤติกรรมของชายนิรนามผู้นี้เท่านั้น แต่เธอยังรู้สึกขวางหูขวางตากร ที่คอยติดแจอยู่กับเขาอีกด้วย แม้ใจหนึ่งเธอจะอยากรู้เรื่องของเคนผ่านทางกรก็ตาม ก่อนหน้าที่เคนจะมาอยู่ที่เวียงพุกาม กรจะเห็นเธอเป็นที่พึ่งที่เดียวที่เขาต้องคอยประจบประแจงเอาใจอยู่ใกล้ๆ แต่ระยะหลังนี้เขาทำเหมือนไม่เห็นเธออยู่ในสายตา ทำให้ทิพย์สุรางค์หมั่นไส้ จนอยากจะหาเรื่องกรไปพร้อมๆกับเคนด้วย คราวนี้เมื่อนึกเรื่องใหม่ที่จะเล่นงานเคนได้แล้ว เธอก็มองหน้าแล้วพูดกับเขาโดยตรงเลย

“ นี่เพิ่งจะบ่ายสามโมงเท่านั้น ทำไมไม่อยู่ที่ที่ทำงาน นายเลิกงานห้าโมงเย็นไม่ใช่หรือ ขืนเถลไถลตามนายกรแบบนี้ คงจะต้องบอกหนานคำให้ตัดค่าแรงบ้างแล้วละ ”

กร กับเคนมองหน้ากัน แล้วเคนก็ทำหน้าเฉยๆเหมือนเดิม เหมือนไม่ได้ยินคำพูดของทิพย์สุรางค์ ที่เขารู้ว่ากำลังหาเรื่องจับผิดเขาอยู่ แต่กรไม่ใช่เด็กที่จะหุบปากเฉยอยู่ได้

“ วันนี้วันอาทิตย์ เคนเขาหยุดวันอาทิตย์ฮะ ถ้าเป็นวันอื่นที่เขากำลังทำงานอยู่ ถึงผมชวนให้ตายเขาก็ไม่มากับผมหรอกฮะ ”

หญิง สาวเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่าจริงของกร วันนี้เป็นวันอาทิตย์ เธอรู้สึกเสียหน้าที่ว่าเขาผิดๆ แต่ก็โมโหกรที่ทำเหมือนบังอาจมาสั่งสอนเธอ จะหุบปากนิ่งทำไม่รู้ไม่ชี้บ้างไม่ได้หรืออย่างไร เธอก็เลยพาลใส่เด็กชายเสียเลย “ นี่นายกร ! ไม่ต้องพูดมาก กลับบ้านเลย กลับไปพร้อมกับฉันเดี๋ยวนี้! ”

เห็นกรทำท่าอิดออดไม่ยอมกลับง่ายๆตาม คำสั่ง ทิพย์สุรางค์ก็ยื่นมือไปบิดเนื้อที่ต้นแขนของเขาหนึ่งที ทำให้เด็กชายร้องออกมาด้วยความเจ็บ แล้วเลยยอมเดินตามเธอต้อยๆ ออกไปจากที่ตรงนั้นโดยดี หลังจากส่งเรือจำลองที่ยังทำไม่เสร็จคืนให้เคน

แล้ว อีกสองสามสัปดาห์ต่อมา ทิพย์สุรางค์ก็เห็นคู่กรณีทั้งสองของเธอ รวมหัวอยู่ด้วยกันอีกครั้งหนึ่ง วันนั้นชาคริต เพื่อนรุ่นน้องของวุฒิเลิศ ซึ่งเป็นบุตรชายของนักการเมืองท้องถิ่นผู้มีอิทธิพลสูงในจังหวัด ซึ่งเธอรู้ด้วยสัญชาติญาณและวาจาท่าทางของเขา ว่ากำลังพยายามจะทำให้เธอสนใจเขา แวะมาหาเธอที่เวียงพุกาม พร้อมด้วยช็อคโกแลตกล่องใหญ่เป็นของกำนัล หลังจากนั่งพูดคุยกันอยู่พักใหญ่ หญิงสาวก็ชวนเขาขึ้นไปดูไร่ยาสูบบนเนินเขา ดูไปเดินคุยกันไปพักหนึ่งก็ชวนกันกลับลงมา ทิพย์สุรางค์เป็นคนขับรถจิ๊ปคันโกโรโกโสของเธอ

เมื่อขับผ่านโรงบ่ม ใบยาไปได้ไม่ไกล ก็ถึงเรือนยาวที่พักของลูกจ้างชายโสด ถัดไปอีกหน่อยเป็นลานปูนที่สร้างไว้นานแล้ว ซึ่งบิดาของเธอคงตั้งใจให้เป็นที่เตะตะกร้อหรือเล่นบาสเก็ตบอล สำหรับลูกจ้างได้เล่นเพื่อออกกำลังกายหรือพักผ่อน เพราะมีแป้นโกลพร้อมตาข่ายอยู่สุดปลายลานแต่ละด้าน แต่เท่าที่รู้ ทิพย์สุรางค์ไม่เคยเห็นใครมาเล่นบาสเก็ตบอลที่นี่ พวกลูกจ้างมักจะใช้ลานนี้เป็นที่เตะตะกร้อกันมากกว่า

แต่วันนี้ทิพย์ สุรางค์เห็นคนกลุ่มหนึ่ง กำลังเล่นบาสเก็ตบอลกันอยู่ คนที่เล่นกันอยู่นั้นแบ่งออกเป็นสองทีม ทีมละห้าคน มีพวกลูกหลานคนงานนั่งบ้างยืนบ้าง ส่งเสียงเชียร์กันอึงคะนึง ตอนแรกเธอจะขับรถผ่านไปอยู่แล้ว พอดีชาคริตร้องบอกว่า “คุณกรอยู่ตรงโน้นแน่ะ ”

หญิงสาวก็เลยหยุดรถมองตามมือเขาไป เธอเห็นกรยืนอยู่ริมลานนอกเส้น ที่ขีดเป็นกรอบสนามเอาไว้ สวมหมวกหน้าตาประหลาดไว้บนศรีษะ ในมือมีกิ่งไม้ขนาดไม่ยาวนักคอยโบกให้ผู้เล่น ส่วนในปากก็มีนกหวีดคาบอยู่

“สงสัยคุณกรจะเป็นกรรมการ ” ชาคริตพูดหัวเราะๆ แล้วเขาก็กระโดดลงจากรถ หันมาถามเธอว่า “ ไม่ลงไปดูเขาเล่นกันหน่อยหรือฮะ ”
ทิพย์สุรางค์ส่ายหน้าปฎิเสธ “ ไม่ละ ฉันนั่งดูอยู่ในรถนี่ก็ได้ ”

ชาคริต เข้าใจว่าหญิงสาวคงขยาดแสงแดดตอนบ่ายที่ยังแผดกล้าอยู่ ก็เลยเลิกคะยั้นคะยอ เดินตรงเข้าไปหยุดอยู่ใกล้ๆกร ตาก็มองดูผู้เล่นซึ่งเล่นกันได้ดีพอสมควรอย่างสนใจ แล้วเขาก็เห็นชายแปลกหน้าที่ทิพย์สุรางค์เคยเล่าให้ฟัง บอกว่าชื่อเคนแล้วยังสั่งให้ไหว้เขาด้วย แต่ชาคริตจำได้ว่าผู้ชายคนนั้นไม่ได้ยกมือขึ้นไหว้เขา แต่กลับก้มศรีษะให้เขาอย่างสุภาพแทน ซึ่งทำให้เขารู้สึกแปลกใจเล็กน้อย

ชาคริต เห็นชายหนุ่มผู้นั้น ซึ่งขณะนี้หน้าตาเนื้อตัวเต็มไปด้วยเหงื่อ สวมเสื้อกล้ามเก่าๆสีน้ำเงิน ที่เปิดเปลือยช่วงไหล่จนมองเห็นมัดกล้าม ที่ใหญ่งามสมตัวบนต้นแขนของเขา กางเกงขาสั้นเก่าๆชายรุ่ยร่ายที่เขาใส่อยู่ ยาวเลยเข่าลงไปหลายนิ้ว สวมรองเท้าผ้าใบเก่าๆสีขาว เขากำลังเดาะลูกบอลในมือลงบนพื้นเป็นจังหวะ แล้วพาลูกบอลหลบหลีกฝ่ายตรงข้าม อย่างแคล่วคล่องว่องไว เข้าไปชู๊ตลูกใต้แป้นโกล บอลลูกนั้นถูกชู๊ดลงไปในโกลได้อย่างสวยงามแม่นยำ กรรมการกรยกกิ่งไม้ในมือขึ้นสูง เป็นสัญญาณว่าลูกลงไปแล้ว พร้อมกับตะโกนโหวกเหวกขานแต้ม ให้คนงานผู้หญิงคนหนึ่งบันทึกลงในเศษกระดาษ

ชาคริต ยืนดูอยู่อีกครู่หนึ่งก็ถึงเวลาพักครึ่ง แล้วเขาก็เตรียมจะเดินกลับไปหาทิพย์สุรางค์ที่คอยอยู่ในรถ แต่กรหันมาเห็นเขาเข้าเสียก่อน เด็กชายทำหน้าตกใจ “ อ้าว..คุณชาคริต! มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงฮะ ? ”

กรเหลียวหน้าเหลียวหลังล่อกแล่ก เพราะแน่ใจว่าชายหนุ่มคนนี้คงไม่ได้มาคนเดียว แล้วก็ตามที่เขาคาด เขาเหลียวไปเห็นทิพย์สุรางค์ในรถที่จอดอยู่ใกล้ๆ เมื่อเห็นตาที่จ้องเขม็งมาของเธอเด็กชายก็หน้าเสีย ความที่เคยกลัวกันมาตลอด ทำให้เขาวิตกว่าเย็นนี้เมื่อกลับไปที่ตึกแล้ว เธอจะบ่นจะว่าอะไรเขาอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่นกรู้อย่างกรก็มีวิธีเอาตัวรอด หรือผ่อนหนักเป็นเบาได้เสมอนั่นแหละ เขารีบกระวีกระวาดเดินตามชาคริตเข้าไปที่รถจิ๊ปคันนั้น ทำหน้าทำตาเหมือนดีใจที่ได้พบเธอ

“ โอ๊ย!! ดีจังเลย คุณหนูอุตส่าห์มาเชียร์พวกเราถึงที่นี่ พวกนั้นรู้เข้าคงดีใจกันใหญ่เลย ” เขาพยายามเอาคนเล่นทั้งสิบคนมาอ้าง

ทิพย์ สุรางค์รู้ว่ากรกำลังพยายามกลบเกลื่อน ด้วยการยกยอความสำคัญของเธอ เพื่อให้เธอหลงเชื่อแล้วไม่เอาเรื่องเขา ถึงอย่างไรเธอก็ไม่คิดจะบ่นว่าหาเรื่องเขาต่อหน้าชาคริตหรอก เธอคิดอยู่ในใจว่ารอให้แขกของเธอกลับไปเสียก่อนเถิด

คืนนั้นหลัง จากรับประทานอาหารค่ำ กับคุณดนัยและทิพย์สุรางค์และนั่งคุยกันต่ออีกพักใหญ่แล้ว ชาคริตก็ลากลับไปด้วยรถคันหรู ที่มีคนขับพร้อมของเขา หญิงสาวรอจนแน่ใจว่า กรอาบน้ำทำอะไรส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยเพื่อเตรียมเข้านอนแล้ว ก็เดินกรายไปที่ห้องของเขา เคาะสองทีแล้วเปิดประตูเข้าไป เด็กชายนอนอยู่บนเตียง มีผ้าห่มคลุมอยู่ตั้งแต่ศรีษะจรดปลายเท้า เธอรู้ว่าเขาเพิ่งขึ้นเตียง ยังไม่ทันหลับ เหมือนที่เขาต้องการให้เธอคิดว่าเขาหลับแล้ว

ทิพย์สุรางค์นั่งลงบน เก้าอี้ที่อยู่ใกล้เตียงเล็กๆของเขา ขณะนั้นเวลาเพิ่งจะสองทุ่มครึ่ง ปกติกรจะเข้านอนประมาณสามทุ่ม หญิงสาวนั่งเงียบๆคอยดูว่ากรจะทำอย่างไรต่อไป ในที่สุดเมื่อสิบห้านาทีผ่านไป เด็กชายซึ่งทนอดอู้อยู่ใต้โปงผ้าห่มต่อไปไม่ไหว เลิกผ้าห่มออกจากตัว ผลุดลุกขึ้นนั่ง แล้วทำไม่รู้ไม่ชี้ทักเธอว่า

“ อ้าว คุณหนูนี่เอง นึกว่าศรีวรรณหรือคำหล้าเสียอีก ”
“ แล้วไง ? ” ทิพย์สุรางค์เลิกคิ้ว ถามเขาด้วยเสียงเรียบๆ
“ คุณหนูมีอะไรจะใช้ผมหรือฮะ ? ” กรตีหน้าซื่อ
“ เปล่า ไม่มีอะไรนี่ ”

เมื่อ เห็นทิพย์สุรางค์ทำหน้าเฉยๆ เหมือนจะบอกว่าไม่ได้มาเอาเรื่อง กรก็รู้สึกใจชื้นขึ้นจนกล้าชวนเธอคุย “ คุณหนูเห็นเคนตอนที่เล่นบาสไหมฮะ ? เขาเล่นเก่งมากเลย ”

หญิงสาวได้ทีก็เลยซักไซ้กรทางอ้อมว่า “ ใครเป็นต้นคิดให้เล่นบาสเก็ตบอลกันล่ะ เธอหรือ ? ”

“ อํอ เปล่าฮะ ไม่ใช่ผมเลย เคนต่างหาก เขาเห็นสนามมันว่างไม่ค่อยมีใครใช้ นานๆจึงจะเตะตะกร้อกันสักที เขาก็เลยชวนพวกนั้นเล่นเพื่อออกกำลังกัน ” เด็กชายรีบอธิบายอย่างกระตือรือร้น

“ คนงานพวกนั้นเล่นเป็นหรือ ฉันยังไม่เคยเห็นพวกเขาเล่นบาสเก็ตบอล กันมาก่อนเลยนี่ ”

“ ก็เคนสิฮะ เขาเที่ยวชักชวนใครต่อใครมา แล้วก็สอนวิธีเล่นให้ สอนกันมาเกือบเดือนแล้วละฮะ แข่งกันมาสองครั้งแล้วด้วย ทีนี้เลยสนุกกันใหญ่ พอเลิกงานก็ซ้อมกันเกือบทุกวันเลย ”

“ แล้วเธอล่ะ ไม่ได้เล่นกับเขาด้วยหรอกหรือ ? ” เธอซักต่อไป

“ ความจริงผมก็อยากเล่นเหมือนกันแหละ แต่เคนสิฮะ เขาบอกว่าตัวผมยังเล็กอยู่ ต้องรอให้สูงกว่านี้อีกสักหน่อย คุณหนูไม่เห็นหรือฮะว่าพวกที่เล่นๆกันอยู่น่ะ แต่ละคนก็ตัวใหญ่ๆสูงๆกันทั้งนั้นเลย เคนน่ะสูงที่สุดอยู่แล้ว ”

กรอธิบายอย่างมีความสุข รู้สึกดีใจที่ทิพย์สุรางค์ให้ความสนใจ ไม่ดุว่าเขา อย่างที่เขากลัวล่วงหน้าเอาไว้ก่อน

“ ฉันเห็นเธอทำท่าเหมือนเป็นกรรมการ เธอรู้กฏเกณฑ์การเล่นแล้วหรือ ? ”
“ ฮะ เคนให้ผมเป็นกรรมการ แต่ก่อนจะเป็นได้เขาต้องสอนผมเยอะเลย แล้วยังให้ผมจดกติกาต่างๆเอาไว้ด้วย ทุกครั้งก่อนจะเล่นกัน เขาก็จะสอบดูว่าผมเข้าใจกติกาการเล่นมากน้อยแค่ไหน เขาก็จะถามแล้วให้ผมตอบ เขาสอนเก่งมากทำให้ผมไม่งงเลย ”

“ เอาลูกบาสมาจากไหนล่ะ ฉันจำได้นี่ว่าเราไม่มีลูกบาส ” ทิพย์สุรางค์ซักอย่างใจเย็น
“ เคนเขาฝากเงินให้ผมไปซื้อ ที่ร้านขายเครื่องกีฬาใกล้โรงเรียนฮะ ”

แล้วเด็กชายก็มองหน้าทิพย์สุรางค์ ชักสงสัยกับคำถามของเธอ หญิงสาวซึ่งเข้าใจสีหน้ากังขาของกรดี ทำเป็นพูดเฉไฉไปว่า

“ที่ ถามเพราะฉันนึกว่าเธอเอาเงินส่วนตัวออกไป เงินที่ให้ทุกอาทิตย์น่ะให้ไว้เผื่อเธอจะอยากได้อะไรเล็กๆน้อยๆ จะได้ไม่ต้องวิ่งมาขอฉันทุกครั้ง ถ้าเธอเป็นคนออกเงินซื้อฉันจะได้ใช้คืนให้ การเล่นกีฬามีประโยชน์กับคนงานของเราทุกคน เราก็จะเป็นคนออกเงินให้ ถ้าเธอไม่ได้เป็นคนออกเงินก็แล้วไป ”

พอจบประโยคเธอก็ลุกขึ้นเดิน เพื่อออกไปจากห้อง เพราะรู้ข้อมูลที่ต้องการเพียงพอแล้ว แต่กรซึ่งกำลังดีใจรีบร้องถามตามหลังเธอไปว่า “ แต่เคนเขาเป็นคนออกเงินไป คุณหนูจะใช้เงินคืนให้เขาใช่ไหมฮะ ? ”

หญิงสาวหยุดเดิน หันมามองกรแล้วตอบว่า “ เรื่องอะไรจะต้องใช้คืนให้เขาล่ะ เขาอยากทำหน้าใหญ่ใจโต หาคะแนนเสียงจากเธอและพวกคนงาน ก็ปล่อยให้เขาจ่ายไปสิ ”

กรรู้สึกผิดหวังกับคำตอบแบบไม่แยแส หรือคล้ายๆสมน้ำหน้าเคนของเธอ เขาพยายามอธิบายว่า “ เคนเขาคงมีเงินไม่เท่าไรหรอกฮะ ก็เขาเป็นแค่คนงาน ได้ค่าแรงวันละร้อยกว่าบาทเท่านั้น คุณหนูก็น่าจะช่วยเขาบ้าง เมื่อกี้คุณหนูบอกเองไม่ใช่หรือฮะ ว่าการเล่นกีฬาเป็นประโยชน์กับคนงานของเรา เราก็ควรจะเป็นคนออกเงินค่าใช้จ่าย ไม่ใช่หรือครับ? ”

ทิพย์สุรางค์ฟังคำพูดคล้ายๆกล่าวหาเธอของกรแล้ว ก็ทำตาเขียวใส่เขา
“ นี่ ไม่ต้องมาทำเจ้ากี้เจ้าการแทนเขา เขาอาจจะได้ค่าแรงไม่มากก็จริง แต่เขาก็กินอยู่กับเราเหมือนคนงานคนอื่นๆ ไม่เห็นต้องใช้จ่ายอะไรเลยนี่ ”

คราว นี้เสียงของกรอ่อนลงเมื่อแย้งว่า “ แต่เขาก็คงต้องซื้อหาอะไรส่วนตัวบ้างละครับ เช่นสะบู่ ยาสีฟัน มีดโกนหนวด แล้วก็เสื้อผ้า อะไรต่ออะไรอีกเยอะแยะ ”

คำจาระไนของ เด็กชายไม่ทำให้ทิพย์สุรางค์ใจอ่อน เธอตัดบทที่ทำให้กรเงียบเสียงไปทันทีว่า “ถ้าสงสารเขานัก กลัวเขาจะไม่มีเงินใช้ เธอก็เอาเงินเก็บของเธอไปใช้คืนเขาแทนสิ” แล้วเธอก็เดินออกไปจากห้อง ปล่อยให้เด็กชายทำตาประหลับประเหลือกมองตามหลังไป

โดย ม่อนหินไหล

 

กลับไปที่ www.oknation.net