วันที่ พฤหัสบดี มกราคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อย่าปล่อยให้เด็กๆ ติดแท็บเล็ตนะครับ อันตรายต่อพัฒนาการและการเรียนรู้


เด็กวัย 2 ขวบ สามารถเปิด youtube ดูการ์ตูน ดูคลิปได้ด้วยตนเอง มัน "ง่าย" ที่เด็กจะใช้งาน และก็ "สบาย" สำหรับพ่อแม่ที่ไม่อยากถูกกวนใจจากลูกๆ  แต่นี่คือภัยเงียบที่พ่อแม่ไม่รู้ตัว

ถึงแม้ว่า โดยส่วนตัว ผมจะใช้อุปกรณ์ประเภท PDA (personal device assistant) ที่สามารถออนไลน์ได้ หลายประเภท มีทั้งโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ที่ใช้ระบบแอนดรอยด์ ไอแผดมินิ  แท็บเล็ตจาก iOS apple,  fonepad แท็บเล็ต แอนดรอยด์   Microsoft Surface  แท็บเล็ตผสานกับเน็ตบุ้ค ของ ไมโครซอฟต์ ที่ใช้ Windows RT แต่รู้สึกขัดใจทุกครั้งที่เห็นพ่อแม่ปล่อยให้ลูกหมกมุ่นอยู่กับอุปกรณ์พวกนี้ 

ที่เห็นใช้กันอย่างแพร่หลายมี  2 จำพวกใหญ่ๆ ไม่สมาร์ทโฟนก็แท็บเล็ต  เด็กเล็กๆก่อนปฐมวัย ก็เล่นเกมส์ ดูการ์ตูนใน youtube เด็ก ประถมปลาย – มัธยมปลาย มีเพื่อน เริ่มติด social network ได้แก่ line, facebook

แท็บเล็ตจอ 7 นิ้ว เด็กใช้แล้วติดมือ ดูการ์ตูน เล่นเกมส์ ตั้งแต่ตื่นจนหลับ หรือไปไหนๆกับพ่อแม่ก็เอาแท็บเล็ตไปด้วย และเล่นทุกที่ทุกเวลา  

ช่วงระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ผมมีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่อเด็กติดแท็บเล็ต หลายเคส  สาเหตุคือ การไม่รู้ของพ่อแม่ และการปล่อยให้เด็กๆอยู่กับเกมส์โดยที่พ่อแม่ก็ไม่รู้ว่า นี่คืออันตราย  การไม่มีเวลาเล่นกับลูก หรือพ่อแม่ติดแท็บเล็ต และ social network เสียเอง

พ่อแม่ที่มีลูกเล็กๆ  และไม่คิดถึงอันตรายของอุปกรณ์ที่ออนไลน์หรือเล่นเกมส์ได้ และรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ผมขอเล่าประสบการณ์  ให้ฟัง 

เคสแรก เด็กชายวัยสองขวบครึ่ง  มีอาการลุกลี้ลุกลน  สมาธิสั้น  ปวดศีรษะเป็นระยะๆ  สายตามองแบบจับโฟกัสไม่ได้ ไม่ใช่ลักษณะของสายตาสั้นหรือสายตายาว แต่หมอบอกว่าเกิดจากสมองส่วนที่ควบคุมสายตา ไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อตาได้   สาเหตุคือ เด็กใช้เวลาอยู่กับแท็บเล็ตตั้งแต่เริ่มเดินได้  พ่อแม่ต้องไปทำงานนอกบ้านตลอด

หมอต้องใช้เวลาในการรักษา ทั้งด้านกายภาพ และสุขภาพจิตไปพร้อมๆกัน ในลักษณะของการบำบัดผู้ติดอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์  หมออธิบายถึงสาเหตุและสิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กคนนี้ว่า กลไกการทำงานของประสาทตา กล้ามเนื้อ  และสมองสับสน ไม่พัฒนาไปในทางที่ควร

เด็กไทย หลับกับ line ตื่นกับ Facebook? (หัวข้อข่าวใน M2F หลายเดือนมาแล้ว)

เคสที่ 2  เด็กชายวัยสองขวบสี่เดือน ซึ่งปกติ เด็กวัยนี้จะเริ่มพูดเป็น เรียนรู้จะพูดเป็นคำๆ สมองเริ่มจดจำคำศัพท์ ซึ่งเป็นพัฒนาการต่อเนื่องจากการเชื่อมโยงอารมณ์ สีหน้า ท่าทางของคนรอบข้าง ว่า ท่าทางนี้ อารมณ์นี้มีความหมาย โกรธ รัก ชอบใจ ไม่ชอบใจ สมองของเด็กช่วงนี้มีการเจริญโตเติบโตแบบก้าวกระโดด  ผู้เชี่ยวชาญ บอกว่าเด็กสองสามขวบนั้น อัจฉริยะทุกคน  แต่เด็กวัยสองขวบสี่เดือนรายนี้ ไม่เป็นเช่นนั้น  เด็กไม่ยอมพูด ไม่ยอมเรียนรู้จะพูด หมอซักประวัติอย่างละเอียด  แล้วลงความเห็นว่า เด็กติดเกมส์บนแท็บเล็ต หมกมุ่นกับการเล่นเกมส์มากจนเกินไป และเป็นอันตรายต่อพัฒนาการ

เคสที่  3 เด็กชายอายุ 6 ขวบกำลังจะขึ้นชั้น ป.1 ผู้ปกครองพามาโรงพยาบาลด้วยอาการปวดศีรษะ  อาเจียน หลังจากที่หมอซักประวัติแล้ว  ก็สรุปว่า ต้นเหตุคือ แท็บเล็ต  เพราะเด็กมีประวัติเล่นแท็บเล็ตมาเป็นระยะเวลากว่า 4 ปี  หมอให้นอนพักในโรงพยาบาลเพื่อการตรวจสอบอย่างละเอียด เพราะในระหว่างนั้น เด็กยังมีอาการปวดศีรษะอย่างหนักและยังคงมีอาการอาเจียน แต่การกินอาหารปกติ หมอส่งไปวิเคราะห์สมอง เจาะไขสันหลังไปตรวจ เพื่อดูความปกติ  สุดท้ายหมอเด็กเข้ามาตรวจสอบพัฒนาการของเด็ก ในด้านการใช้ภาษา  การพูดเป็นประโยค ทักษะทางร่างกาย และให้เด็กวาดภาพบอกเรื่องราว  พบว่าเด็กไม่สามารถวาดได้  หมอให้เด็กวาดรูปเพียงรูปเดียว เป็นรูปคน เด็กก็วาดไม่ได้

 

 

บางส่วนจากหนังสือ "ให้ลูกน้อยเ็ป็นอัจฉริยะด้วยการอ่าน"

พ่อแม่ที่เคยเป็นเพื่อนเล่น กับลูก หรือมีพี่น้องให้เล่นด้วย หรือเล่นกับเด็กข้างบ้าน ตอนนี้มาเปลี่ยนเป็นเลี้ยงลูกให้โดดเดี่ยว พ่อแม่ก็ยุ่งกับงาน  จึงต้องปล่อยให้ลูกขลุกอยู่กับแท็บเล็ตตลอดเวลา

 

ในช่วงระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา  มีหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง  ออกมาพูดถึงสถิติเด็กติดเน็ต ติดเกมส์ กันหลายหน่วยงาน โดยมุ่งไปที่เด็กที่เริ่มเข้าสู่วัยรุ่น ผลเสียของการติดเกมส์ คือ ทำให้เด็กไม่สนใจการเรียน กลับถึงบ้านก็ไม่มีการทบทวนบทเรียน เพราะมัวแต่ line , ไปเม็นต์ใน Facebook  บางรายจนหลับไปเลย  เด็กเหล่านี้ จะมีความรับผิดชอบต่อการช่วยงานในครอบครัวน้อยลง มีพฤติกรรมอยู่ในโลกส่วนตัวมากขึ้น  โดยเฉพาะในรายที่มีห้องส่วนตัว คอมพิวเตอร์ส่วน ยิ่งมีโอกาส เข้าไปอยู่ในโลกส่วนตัวมากยิ่งขึ้น  รวมถึงไม่สนใจการเรียน

 

พัฒนาการด้วย เลโก้ หรือแท่งพลาสติกที่ต่อเป็นรูปอะไรก็ได้ หรือห้องสมุดที่มีหนังสือภาพให้เด็กได้ดู แต่พ่อแม่ต้องมีเวลาไปกับลูก

แล้วจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร?  นึกถึงคำพูดที่ว่า  คนรุ่นใหม่ในโลกยุคใหม่  มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ แน่นอนว่า สร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเก่า ๆ ขีดจำกัดที่เคยมีให้หมดไป แต่เทคโนโลยีเหล่านี้ ก็จะสร้างปัญหาใหม่ๆ ซึ่งจะใช้แนวทางแก้ไข แบบเก่าๆไม่ได้ด้วยเช่นกัน  พ่อแม่รุ่นใหม่ก็ต้องรู้เท่าทัน  มีภูมิรู้เพียงพอและรู้จักวิธีการป้องกัน

 

เบื้องต้น พ่อแม่ต้องไม่ติดเจ้าอุปกรณ์ดังกล่าวเสียเอง ผมเคยเห็นพ่อแม่หลายคนนั่งอยู่กับลูกวัย 3-4 ขวบ แทนที่จะเล่นกับลูก ก็ไปเล่นกับมือถือ แท็บเล็ตแทน เด็กนั้นมีพฤติกรรมเลียนแบบ พอเห็นพ่อแม่เล่น ไม่นานก็เอาตามอย่างบ้าง  ยิ่งพ่อแม่ส่งเสริม ซื้ออุปกรณ์ให้ คาดเดาผลสุดท้ายได้เลย

 

ประการถัดไป พ่อแม่ต้องใส่ใจ คอยเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของลูก ว่า ออกอาการติดแท็บเล็ต เกมส์ หรือ social network หรือไม่ พ่อแม่บางคนมีความใกล้ชิดกับลูก บน social network ก็เป็นเพื่อนกับลูก แต่โดยมากจะไม่เป็นเช่นนั้น เด็กจะมีโลกส่วนตัวของตัวเองสูง โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่น    ในเรื่องการสังเกตพฤติกรรม ถ้าหากพบว่าเด็กมีพฤติกรรม “ติด” การ “ให้เลิกโดยเด็ดขาด” เป็นเรื่องยาก  ต้องใช้กลยุทธ์ผ่อนปรน ให้เล่นเป็นช่วงเวลา จำกัดการเล่น

 

การติดคุย ติด chat เป็นอะไรที่เลิกยากที่สุด เพราะมันตรงกับธรรมชาติของคนที่ต้องการสังคม อย่าว่าแต่เด็กเลย ผู้ใหญ่วัยทำงาน ก็เห็นออกถมไป ติด chat ก้มดูแต่หน้าจอ

 

การมอบหมายงานบ้านให้ทำ ในลักษณะการจัดมอบหมายความรับผิดชอบไปเลยก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ทำได้ แต่ไม่ง่ายนัก เพราะเด็กสมัยนี้ มีความรับผิดชอบน้อยกว่าสมัยก่อน และพ่อแม่เองก็ไม่มีเวลากวดขันลูก

เรือกลีบบัว วรรณกรรมเยาวชนเล่มล่าสุดที่ผมอ่านครับ 

โดยสรุป  พ่อแม่ยุคใหม่ กำลังเผชิญปัญหาใหม่ ยุคอินเทอร์เน็ตและ  social network เป็นดาบสองคม  ด้านหนึ่ง เป็นด้านดี  ความรู้ทุกแขนงสามารถเรียนรู้ได้จากอินเทอร์เน็ต  มีทั้งเอกสาร ตำราอิเล็คทรอนิคส์ให้อ่าน หรือถ้าหากต้องการดูการปฏิบัติ หรือการทดลอง ที่เป็นวิดีโอ ก็สามารถดูจาก youtube ได้  แต่ธรรมชาติของเด็กแล้ว ไม่ใคร่จะชอบเรียนรู้มากนัก โดยสวนใหญ่หนักไปทางเล่นมากกว่า จึงกลายเป็นว่า เด็กๆ ได้รับด้านไม่ดีของอินเทอร์เน็ต คือ ด้านที่ส่งผลกระทบต่อการเรียน  การพัฒนาตัวเอง

สำหรับเด็กเล็กๆ วัฒนธรรมการเลี้ยงดูเด็กแบบเก่าๆ ที่น่าสังเกตว่าหายไป มีหลายอย่างเช่น  การที่ปู่ย่า ตายาย จะรับหน้าที่เลี้ยงหลาน พาเด็กให้ฝึกหัดทำงานบ้าน ปลูกผัก ปลูกต้นไม้ สร้างนิสัยรักธรรมชาติ เรียนรู้การมีชีวิต  รักสัตว์   เพราะโดยธรรมชาติของเด็กเองH็ฟหกดที่จะมีพลัง ไม่อยู่นิ่ง ชอบเรียนรู้ วัฒนธรรมเก่าๆ จะสอดคล้องกับพัฒนาการของเด็ก  แต่สำหรับเด็กในยุคใหม่  เมื่อไม่มีสิ่งเหล่านั้นมารองรับ เด็กๆก็ใช้เวลาและพลังงานทั้งหมด ไปกับเกมส์คอมพิวเตอร์ 

 

สิ่งหนึ่งที่เราพยายามสร้างมาหลายปี แต่ประสบความสำเร็จไม่เท่าที่ควร คือ วัฒนธรรมการอ่าน เรามีวรรณกรรมเยาวชนทั้งไทยและเทศที่น่าขึ้นรายการ “หนังสือแนะนำ” สำหรับเด็ก แต่เด็กๆก็ไม่สนใจจะอ่าน  การอ่านหนังสือกลายเป็นกิจกรรมที่น่าเบื่อ ทั้งๆที่ ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรมเยาวชนเหล่านั้น ปลูกฝังสิ่งดีๆไว้ในนิยายสำหรับเยาวชนมากมาย  การที่เด็กไม่รักการอ่าน จึงทำให้เด็กพลาดที่จะได้รับประโยชน์จากคุณค่าของวรรณกรรมไปโดยปริยาย

 

การแก้ปัญหาเด็กติดเน็ต เกมส์ แท็บเล็ตจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายพ่อแม่ยุคใหม่อย่างแท้จริง  วันเด็กปีนี้ ถ้าเป็นไปได้ ลองให้เป็นวัน Net free day หรือ Game Free dayสำหรับเด็กๆ ดีกว่า พาเขาออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านกันบ้าง 

โดย ยามครับ

 

กลับไปที่ www.oknation.net