วันที่ พฤหัสบดี มกราคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ภายใต้ดวงอาทิตย์อันแสนเย็นแห่งทัสคานี Tuscany


Florence and Siena 

      ทัสคานี TUSCANY หรือทอสคานา TOSCANA (ชื่อเหมือนน้ำหอม) เป็นแคว้นในอิตาลี ซึ่งเดิม มีอารยธรรมเก่าแก่ ได้รับอิทธิพลมาจากกรีกโบราณ เราเรียกชาวเมืองโบราณนี้ว่า อีทรัสคัน มีภาษาเป็นของตนเอง กิตติศัพท์เป็นทั้งนักรบบนหลังม้า และมีพรสวรรค์ทางศิลปะสืบทอดกันมา มีหลายเมืองในทัสคานีที่น่าสนใจ สำหรับเฟื่องจึงเลือกมาครั้งแรก แค่เมืองหัวใจทางศิลปะ คือเมืองฟลอเรนซ์ และเซียน่า

      เมื่อมาถึงเมืองฟลอเรนซ์อันสวยงามเฟื่องก็กลับไปนึกถึงหนังเก่าๆที่ใช้ฉากของฟลอเรนซ์ไม่ว่าจะเป็นหนังที่ถ่ายภาพสวยอย่าง Under the Tuscan Sun ที่นางเอกผู้งดงามโดยไม่พึ่งศัลยกรรม ไดแอน เลน เล่นได้บรรเจิดมาก กับหนังโหดเลือดสาดชนิดต้องหรี่ตาตอนอำมหิตอย่าง Hannibal ซึ่งฉากหลักสองในสามคือที่นี่ และหนังยุคยีผมตั้ง นุ่งกระโปรงใส่สุ่มพองสมัย Edwardian ซึ่งกวาดรางวัลกำกับศิลป์หลายสถาบันอย่าง A room with a view รวมถึงหนังที่แสงสวยอย่าง Tea with Mussolini ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจอย่างดีให้มานี่

      น่าเสียดายเหมือนกันว่า เฟื่องไม่ได้มาฟลอเรนซ์ในฤดูร้อน จึงขาดวิวงามๆของทุ่งดอกไม้ไปหลายฉาก ต้องชมวัดชมศิลปะไปตามความตั้งใจที่มา เช้าวันหนึ่ง เฟื่องสั่งคัปปุชชิโน่หนึ่งถ้วย แล้วก็มีความสุขกับอาหารเช้าซึ่งมีให้เลือกมากมาย ที่ถูกใจคือองุ่น ไม่เหมือนที่ไหนๆ หวาน และส้มผิวบางแกะง่าย กล้วย ไข่ต้ม และน้ำส้มคั้น

      "เราควรต้องออกเช้าหน่อย วันนี้อากาศดีมากค่ะ"

      ยืนมองที่ระเบียง ฟ้าโปร่ง ไม่มีวี่แววของฝน เลยเบนเข็มออกไปนั่งรถบัสไปเมืองเซียน่า ที่ว่ากันว่า มีวิหารเรอเนสซองส์ที่อลังการไม่แพ้ฟลอเรนซ์ เพื่อนเฟื่องทำเหมือนลังเล เพราะเขาไม่เคยได้ยินชื่อเมืองนี้มาก่อน แต่ก็ยอม เพราะศรัทธาในการตัดสินใจของเรา

      เดินจากโรงแรมไปสถานีรถบัสซึ่งอยู่ใกล้สถานีรถไฟ เหมือนชุมทางบขส.สายใต้บ้านเราแต่เป็นสาย sita ซื้อตั๋วที่นั่น มีให้เลือกแบบด่วนไม่จอดที่ไหน กับแบบไม่ด่วน คนไม่แน่น รถดี และขับดี ..เพลิดเพลินกับวิวดีๆสองข้างทาง

…. แม่น้ำอาร์โน วิวข้างทางมองจากรถบัส สะพานที่เห็น Santa Trinita ( Holy Trinity ) ซึ่งสวยงามไม่แพ้สะพาน Vecchio ที่โด่งดัง

      

      ประวัติศาสตร์บอกว่า ช่วงสงคราม สัมพันธมิตรทิ้งระเบิดถล่มสะพานทุกสะพานที่เมืองนี้ยกเว้นสะพานเว็คคิโอ.. จากจุดนี้เห็นสะพานที่ว่าอยู่ข้างหลัง แต่ได้ชมความแรงของสายน้ำอันสวยงามที่ไหลผ่านเมืองฟลอเรนซ์ ฝนตกมาหลายวัน ทำให้แม่น้ำ Arno ยังดูเชี่ยว เหมือนน้ำตกน้อยๆ พอจินตนาการได้ว่า มีอยู่ปีหนึ่ง ๑๙๖๖ ความสวยงามกลายเป็นอันตราย อุทกภัยได้ไหลบ่าท่วมเมืองทั้งเมือง แต่สะพานนี้ก็คงต้านสายน้ำได้อยู่

      

      เซียน่าอยู่ทางใต้ของฟลอเรนซ์ ตอนออกประตูเมือง งงกับรูปแกะสลักที่เห็น เหมือนว่าแกะจากต้นไม้ .. เอ หรือหินอ่อน

 .. บริเวณนี้เป็นประตูเมืองฟลอเรนซ์ด้านใต้ ชื่อว่า ประตูโรมาน่า กลางวงเวียน ประดับงานของศิลปินร่วมสมัยชื่อ มิเกลันเจโล่ ปิสโตเล็ตโต้ (Michelangelo Pistoletto)  เป็นหญิงสองนาง นางหนึ่งหันหน้าไปทางถนนสายนำสู่โรม นางแนวนอนเทินบนศีรษะ หันหัวไปทางเมืองฟลอเรนซ์  ชื่องาน About-turn... จัดวางลงตัว ดูเข้ากันดี ชอบค่ะ ศิลปินคนนี้ยังมีชีวิตอยู่ งานของเขาอยู่ในแกลเลอรี่ดังๆของโลก รวมถึงพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

   

         สองข้างทาง มีทั้งไร่องุ่น สวนผลไม้ ชีวิตภายใต้ดวงอาทิตย์ของทัสคานี ชวนให้นึกถึงทุ่งรวงทอง ไร่สับปะรด และสวนมะพร้าว ที่บ้านเกิดไปครู่หนึ่ง เมื่อรถบัสผ่านเข้าเมือง ความคึกคักและรอยยิ้มของชีวิตน้อยๆ ทำให้รู้สึกว่าเมืองนี้ น่ารักกว่าฟลอเรนซ์เป็นไหนๆ

 

      เซียน่า เป็นเมืองมรดกโลกของอิตาลี เคยมั่งคั่งขนาดให้กำเนิดธนาคารแห่งแรกของโลกมาแล้ว เป็นเมืองตัวอย่างของความสวยงามในยุคกลาง อาคารบ้านเรือนสีโทนเหลืองทอง ออกน้ำตาลอมแดงที่เรียกว่า yellow - ochre ในขณะที่มหาวิหารของฟลอเรนซ์เด่นในงานศิลปะแบบเรอเนสซองส์ เซียน่า กลับอลังการในงานดีไซน์แบบกอธธิค และโรมาเนสก์ 

      ในความเจริญก็มีความเสื่อม ซึ่งกลับเป็นผลดี ยามฐานะการเงินการธนาคารย่อยยับ แทนที่จะมีเงินสร้างตึกใหม่ทันสมัย ความจนทำให้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงตึกรามโบราณๆหรือทุบทิ้ง และเมื่อฟื้นสภาพกลับมา เมืองก็ออกกฎเคร่งครัดในด้านการสร้างสรรค์ของใหม่ให้กลมกลืนกับของเก่าได้อย่างน่าทึ่ง

      ภายในตึกรามที่ก่อด้วยหินก้อนใหญ่ๆ ยังกับกำแพงปราสาทอัศวิน เรากลับได้นั่งชิมรสผลไม้และปราลีนของเจลาโต้สีสันสดใส ถ้วยละ 3 ยูโร พิซซ่าสารพัดหน้าที่เลือกไม่ถูก บางหน้าสวยราวยกสวนผักและสมุนไพรทั้งมะกอก มะเขือ พริกหวาน มาไว้ พร้อมกับความมีชีวิตชีวาของเจ้าคนขายหนุ่มยิ้มกรุ้มกริ่ม ทำให้หัวใจชุ่มชื่นขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง

 

      ถึงเมืองเซียน่า รถจอดที่ ปิอาซซ่าการิบัลดี้ ทางยาว เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง ๒๐ นาที นานพอสมควรทำให้ต้องหาห้องช่วยชีวิต ซึ่งอยู่ใต้ดิน จะเข้าได้ต้องจ่ายเงินหยอดตู้ที่ทางเข้าก่อนจึงผลักที่กั้นเข้าไป ถ้าใครไม่มีเหรียญพอตอนนั้น อาจจะขายหน้าได้ ดีอย่าง ทำให้รู้ว่า จะซื้อตั๋วขากลับได้ที่ไหน และคำนวณเวลาได้หากอยากจะไปต่อที่เมืองซานจิมิญาโนซึ่งอยู่ระหว่างเส้นทางกลับฟลอเรนซ์

      แต่เราไม่ใช่นักท่องเที่ยวชะโงกทัวร์ หรือดูดมชมกลับ ก็เลยใช้เวลาอยู่ที่นี่แบบช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม(ไม่รู้จะเอาพร้าไปทำไม สมัยนี้)

เดินจากที่จอดรถบัสเข้าไปในเมือง ผ่านลานกว้าง มีตลาดนัด ซึ่งเป็นลมหายใจของเมือง ผู้คนมาจับจ่ายใช้สอยกันทั้งเนย เนื้อ ขนม และของสดของแห้ง

เกวียนลากรุ่นโบราณ แต่แทนที่จะกระดำกระด่าง ผิดฟอร์มเมืองศิลปะ ก็หาทางเพ้นท์เสียสวยงามเข้ากับสีสันของตลาดไปเลย..

เดินต่อไป รู้สึกกลมกลืน ด้วยว่า สี Yellow-Ochre ...สวยงาม เข้ากับเฟอร์นิเจอร์สำคัญของเราเลย

งานเขียนสีบนปูนเปียก Pieta ในอีกอารมณ์ ที่กำแพงตึก ดูแล้วนึกถึงความสูญเสียของคุณแม่คุณวสุ สุฉันทบุตรไหมคะ

      นี่ไม่ใช่วัดนะคะ และรูปปั้นด้านหน้าก็ไม่ใช่นักบุญอย่างที่เฟื่องคิด กลับเป็นธนาคารประวัติศาสตร์ Banca Monte Dei Paschi และรูปปั้นของ Sallustio Bandini คุณพ่อบาทหลวงสมณศักดิ์ระดับรองบิช็อป นักปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์ผู้เขียนเรื่อง "Discorso sopra la Maremma di Siena"  ท่านสะสมหนังสืออันทรงคุณค่าไว้มากมาย บั้นปลายชีวิต ได้อุทิศหนังสือทั้งหมดให้กับห้องสมุดมหาวิทยาลัยของเมือง เฟื่องน่ะ อยากจะร้องไชโยออกมาดังๆ เมื่อมีอนุสาวรีย์ของนักคิดนักเขียนเสียบ้าง ประดับไว้ ณ ลาน Salimbeni

      ภายใต้ดวงอาทิตย์ที่แสนเย็น สาวๆที่เดินสวนกันสนุกสนานไม่ย่อท้อ ทำให้เมืองดูอบอุ่นได้ชั่วขณะ

         เมืองในอิตาลีทุกเมือง เป็นสวรรค์ของนักช็อป โดยเฉพาะคุณสุภาพสตรี ไม่มีความจำเป็นต้องไปถึงมิลาน

      เดินๆไป เจอช่องว่างระหว่างตึก พร้อมทางลาดลง อารมณ์เดินช้า เฟื่องเลยบอกเพื่อนว่า "คุณลงไปสิ ต้องมีอะไรสำคัญหรือสวยแน่ๆเลย ถ้าคุ้ม เฟื่องจะตามลงไป" หารู้ไม่ว่า นี่แหละ คือ ปิอาซซ่า เดล คัมโป้ ที่ระบือลือเลื่องเป็นร้อยเป็นพันปี..

 .....เดินไปอีกช่องตึกหนึ่ง จึงเห็นภาพรวมอันมโหฬารของทางลาดลงศาลาว่าการเมือง แค่ดูการเรียงอิฐ เฟื่องก็มึนแล้ว กว่าจะได้เป็นลานรูปเปลือกหอย... ที่นี่เขามีขบวนพาเหรดเทศกาลการแข่งม้าปีละสองครั้ง เฟื่อง แม้จะเริ่มเมื่อย ก็เดินเพลิน ลานกว้างมาก เก็บภาพมาต่อๆกันเป็นพาโนรามิควิวเสร็จแล้วจะลงให้ดูค่ะ

      เดินลงไปก็จะเห็นบ่อสี่เหลี่ยมหันหลังให้ ไปดูด้านหน้า สวยงามมาก Fountain of Joy หรือ น้ำพุหรรษา และที่ก้นน้ำพุ มีเหรียญมากมายที่คนโยนและอธิษฐานให้มีโอกาสกลับมาใหม่ตามความเชื่อ แต่เฟื่องไม่โยนค่ะ มันสวยอยู่แล้ว

      รูปปั้นหมาป่ากับลูกเลี้ยงทั้งสอง ผู้ให้กำเนิดอาณาจักรโรมัน เรมุสกับรอมิวลุส เห็นได้ทั่วไป

       ท่ามกลางกำแพงความแข็งแกร่ง กระด้างๆ ของสถาปัตยกรรมยุคกลาง เฟื่องก็ยังเห็นมุมดีๆของชีวิตชาวเซียน่าแฝงอยู่อย่างน่ารัก อย่างโต็ะเล็กๆ กับผ้าคลุมสีส้ม ไพล่ไปคิดถึงน้าแพ็ทและร้านเรือธงรัชดาที่แสนจะเนี้ยบของน้าเสียนี่

         หิวแล้วค่ะ ก่อนจะเห็นดูโอโม อลังการ หาอะไรรองท้องก่อนดีกว่า..

 

 

 

โดย เฟื่อง

 

กลับไปที่ www.oknation.net