วันที่ ศุกร์ มกราคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จากพัทลุง รุ่งโรจน์ที่ระยอง ชมหนังใหญ่ วัดบ้านดอน ที่วัดอรุณฯ บัดนั้นเชิด !?


กลางวันโขนละครโสภา       หุ่นเห็นแจ่มตา
ประดับด้วยเครื่องเรืองไร
ราตรีรัศมีแจ่มใส                 หนังส่องแสงไฟ
จึงเห็นวิจิตรลวดลาย

บทเบิกหน้า พระทวยแรก ความที่ ๓
ตอนหนึ่งในบทไหว้ครูก่อนการเล่นหนังใหญ่ ในหนังสือ “ปุณโณวาทคำฉันท์”

...ไหว้ครู...

จอผ้าสีขาวกลางแปลง ยอแสงไฟส่องเห็นรูปเงา
หนังครูพระฤาษี ปักรอโหมโรงเชิด พร้อมบทไหว้ครู...


พลันนึกถึงวัยเยาว์ เมื่อตามแม่ไปนั่งแลหนังลุงในลานวัด บทไหว้ครูพระฤาษี พระอิศวรทรงโคนนทิ 
จะเป็นบทที่สำคัญสุดของหนังตะลุง ก่อนเริ่มการแสดงในท้องเรื่อง แต่เป็นบทที่น่าเบื่อเอามากๆสำหรับเด็กๆ เพราะนายหนังจะเชิดกล่าวบทไหว้ครูโดยใช้เวลายาวมาก จนบางครั้งก็เผลอหลับไปก่อนที่ ไอ้เท่ง หนูนุ้ย ตัวตลกเอกจะออกแสดง ตื่นมาก็ฟ้าแจ้งจางปาง ได้เวลาหนังเลิกพอดี...

...โหมโรง...

ภาพบันทึก เมื่อตอนไปร่วมสวดมนต์ข้ามปี ส่งท้ายปีเก่าวิถีไทย ต้อนรับปีใหม่วิถีพุทธ ณ วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร เมื่อค่ำคืนของวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๖ - ๑ มกราคม ๒๕๕๗ ในช่วงหัวค่ำๆระหว่างรอร่วมพิธีสวดมนต์ในตอนสี่ทุ่มนั้น มีการแสดงหนังใหญ่ ให้ผู้มาร่วมงานได้รับชมกันกลางแจ้ง ในบรรยากาศลมหนาว ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยครับ

หนังใหญ่ มหรสพเก่าแก่ของไทย ที่นับวันจะหาชมยาก นับว่าโชคดี รับปีใหม่
ที่ผมมีโอกาสได้ชมการแสดงหนังใหญ่เต็มรูปแบบ เป็นครั้งแรก...


ระหว่างรอถึงเวลาแสดง เดินเก็บภาพไหว้พระยามค่ำคืนจนเพลินธรรม กลับมาหน้าจอหนังใหญ่อีกที อ้าว! บทเชิดหนังไหว้ครูฤาษีผ่านไปแล้ว 
แต่ก็ยังทันเวลาโหมโรงก่อนเริ่มการแสดง สดับเสียงผู้พากย์จำนรรจา ถึงประวัติความเป็นมาของ หนังใหญ่ วัดบ้านดอน จังหวัดระยอง แต่ก่อนเก่ากว่า ๒๐๐ ปีนั้น มีต้นกำเนิดมาจากจังหวัดพัทลุง อันเป็นถิ่นกำเนิดของหนังตะลุง มิใช่หนังใหญ่ !?

ได้ยินชื่อจังหวัดพัทลุง ถิ่นเกิด แล้วหูผึ่ง!? ประวัติที่มาน่าสนใจนักแล...
ขอบันทึกไว้เพื่อแบ่งปัน ด้วยเนื้อหายาวๆอีกแล้ว จะดูแต่ภาพประกอบเสียงก็ได้เรื่อง
ถ้าอ่านเรื่องก็ได้ราว นะครับ :-)

...องค์ ๑...

หนังใหญ่วัดบ้านดอน จังหวัดระยอง ที่เราไม่ค่อยจะคุ้นเคยเหมือนกับ "วัดขนอนหนังใหญ่" ที่มีชื่อเสียงอยู่ในคำขวัญจังหวัดราชบุรี

หนังใหญ่วัดบ้านดอน ก็เป็นหนึ่งในคณะหนังใหญ่ ที่มีเหลือสืบสานออกแสดงจริง อยู่เพียง ๓ คณะเท่านั้น คือ หนังใหญ่วัดขนอน จังหวัดราชบุรี หนังใหญ่วัดสว่างอารมณ์ จังหวัดสิงห์บุรี และ หนังใหญ่วัดบ้านดอน จังหวัดระยอง

ที่ผมอยากรู้จักมากขึ้น เมื่อผู้พากย์บอกเล่าว่า หนังใหญ่วัดบ้านดอน แต่ก่อนนั้น มีต้นกำเนิดมาจาก "จังหวัดพัทลุง" มาอย่างไร...ผมก็จำไม่ได้หรอกครับ มัวแต่เพลิดเพลินใจ กับลีลาเชิดหนังใหญ่ ของนักเชิดรุ่นเยาว์

ลองสืบจากเน็ทตามๆดู ก็พบว่าในบล็อก โอเคเนชั่น ของเรานี่แหละ
มีบันทึกเรื่องราวของ หนังใหญ่วัดบ้านดอน จ.ระยอง ไว้ด้วย ฮิ!


...องค์ ๒...

มาจะกล่าวบทไป...ผู้สืบสานหนังใหญ่ วัดบ้านดอน ได้บันทึกไว้ความว่า หนังใหญ่ชุดนี้มีอายุประมาณ ๒๐๐ ปี แสดงดี มีชื่อเสียงอยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทย จนกระทั่ง พระยาศรีสมุทรโภค ชัยโชติสงคราม (เกตุ ยมจินดา) อดีตเจ้าเมืองคนแรกของจังหวัดระยอง (ประมาณ พ.ศ. ๒๔๓๑) ได้ทราบกิติศัพท์ของคณะหนังใหญ่ชุดนี้ ซึ่งกำลังแสดงอยู่ที่จังหวัดพัทลุง ก็ได้ติดต่อซื้อมาทั้งชุด ประมาณ ๒๐๐ ตัว และได้จ้างครูหนัง หรือนายหนังโรงคณะนั้น มาเป็นครูฝึกถ่ายทอดให้กับคนในปกครอง ของพระยาศรีสมุทรโภค ชัยโชคชิตสงคราม เพื่อสืบทอดต่อๆมาด้วย...

ในการนำหนังใหญ่ ที่ซื้อจากจังหวัดพัทลุง มาสู่จังหวัดระยองนั้น ได้นำมาทางเรือแล่นข้ามอ่าวไทย ฝ่าคลื่นใหญ่ลมแรง จนตัวหนังมนุษย์ซึ่งซ้อนอยู่ข้างบน ได้ปลิวหล่นลงทะเลต้องตามเก็บ เล่ากันมาว่า... เมื่อมาถึงแล้ว จึงพบว่าหนังตัวสำคัญที่หล่นหายไป คือนางสีดา (นางเอก) ช่วยกันหาอยู่นานก็ยังไม่พบ ต่อมาจึงพบว่าติดอยู่กับหางเสือเรือสำเภา จึงถือเป็นนิมิตว่า... นางสีดากับพระราม จะไม่พรากจากกัน...ฯ

ขอยกย่อมาจากเอ็นทรี่ ครูแผน สอนสุพรรณ ประวัติความเป็นมา
ของหนังใหญ่วัดบ้านดอน ในส่วนที่อ้างอิงถึงจังหวัดพัทลุง นะครับ


*อ้างอิง : ชมภาพเพิ่มเติมได้ที่ บล็อกเกอร์ครูแผน สอนสุพรรณ
บันทึกเผยแพร่ไว้ในเอ็นทรี่ : "หนังใหญ่วัดบ้านดอน"

...องค์ ๓...

เป็นที่เข้าใจได้ว่า ตัวหนังใหญ่ ของวัดบ้านดอน ในชุดแรกเริ่มนั้น ได้เดินทางมาจากปักษ์ใต้ โดยซื้อมาจากคณะหนังใหญ่ ที่มีชื่อเสียงจากเมืองพัทลุง แต่จะเป็นคณะหนังใหญ่ ที่กำเนิดขึ้นจากเมืองพัทลุงแท้ๆหรือไม่นั้น ไม่มีหลักฐานบันทึกไว้ แต่สันนิษฐานได้ว่า คงเป็นคณะหนังใหญ่ จากแถบภาคกลางนี่แหละ ที่ตระเวนไปแสดงตามหัวเมืองปักษ์ใต้ จนได้รับความนิยม เพราะมีลักษณะการเชิดเงา เล่าเรื่อง เฉกเช่นเดียวกับหนังตะลุง ที่ผู้คนปักษ์ใต้คุ้นเคยอยู่ในวิถี มหรสพกลางแจ้งนั่นเองฯ (ผู้เขียน)

เหมือนเป็นการเดินทางมาพบความทรงจำโดยบังเอิญ ระหว่างเพลินถ่ายภาพไปถึงหลังจอ
เห็น หนังตะลุงยักษ์! 
ความทรงจำวัยเยาว์ก็บรรเจิด !?...

เมื่อตอนเด็กๆนั้น ผมมาเป็นเด็กวัดในตัวอำเภอฯ เวลาหลวงตามีกิจนิมนต์ที่จังหวัดพัทลุง 
ก็ตามไปเป็นลูกโยมบ่อยครั้ง โดยพักที่วัดประจำจังหวัด กุฎิที่นอนนั้น เป็นพิพิธภัณฑ์ (หรือห้องเก็บของเก่าๆ) ผมเคยเห็นในห้องมีรูป "หนังตะลุงยักษ์" แขวนอยู่ที่ผนังหลายตัว ที่เข้าใจว่าเป็นหนังตะลุงยักษ์ ก็คือมีทั้งรูปยักษ์ และหนังแต่ละตัวใหญ่เหมือนยักษ์ ดูทึมๆน่ากลัวมากๆ ตอนเด็กๆอยู่บ้านนอกยังไม่รู้จักชื่อหนังใหญ่

มาบัดนี้เป็นที่พอเข้าใจแล้วว่า หนังใหญ่นั้นคงเป็นมหรสพของไทยภาคกลาง ที่ได้รับความนิยมมากในสมัยนั้น จนตระเวนออกแสดงไปถึงภาคใต้อยู่หลายคณะ หรืออาจจะมีคณะหนังใหญ่เป็นของภาคใต้ด้วยหรือไม่? เมื่อหมดความนิยมแล้ว จึงถวายตัวหนังใหญ่ไว้ที่วัด ถูกเก็บสุมๆไว้ในพิพิธภัณฑ์ (บัดนี้ไม่รู้จะยังมีเก็บรักษาอยู่อีกหรือไม่นะครับ)

...องค์ ๔...

การเดินทางของหนังใหญ่ จากเมืองพัทลุง สู่เมืองระยอง ที่ผ่านกาลเวลามากว่า ๒๐๐ ปี ผ่านครูหนังมาหลายชั่วอายุ สวมวิญญาณโดยนักเชิดมาหลายชีวิต ออกตระเวนไปแสดงในหลายๆถิ่นที่ ผ่านความรุ่งโรจน์ และสูญหายไปตามกาล...

ปัจจุบันหนังใหญ่ชุดเก่ากว่า ๒๐๐ ปี ที่นำมาจากจังหวัดพัทลุงนั้น มีสภาพชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา เก็บรักษาไว้ที่ พิพิธภัณฑ์มรดกไทยหนังใหญ่วัดบ้านดอน ต.เชิงเนิน อ.เมือง จ.ระยอง และได้สลักตัวหนังชุดใหม่ขึ้นเพื่อใช้แสดง โดยได้รับการส่งเสริมสนับสนุน จากอดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านดอน ทุกๆรูป สืบสานต่อมาในปัจจุบันนี้...

หนังใหญ่วัดบ้านดอน จังหวัดระยอง ที่ยกคณะมาจัดแสดง ณ วัดอรุณราชวราราม กรุงเทพมหานคร ในค่ำคืนของวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๖ นั้น จัดแสดงในเรื่องรามเกียรติ์ ตอน "ศึกมัยราพณ์" (หรือ ไมยราพ-แบบไหนเขียนถูก?)

เหมือนเป็นการย้อนกลับมาสู่ในสมัย สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีบันทึกไว้ว่า หนังใหญ่ที่มีการสร้างขึ้นในสมัยรัชการที่ ๒ 
ได้แก่หนังใหญ่ที่เรียกว่า "หนังกลางคืน" ปรากฏชัดเจน ๒ แห่ง คือ หนังใหญ่ชุดพระนครไหว ของวัดพลับพลาไชย จังหวัดเพชรบุรี และหนังใหญ่วัดบ้านดอน จังหวัดระยอง นั่นเองครับ

...ปิดฉาก...

ผมเคยได้ชมหนังใหญ่ ในแบบผ่านๆตามงานแสดงวัฒนธรรม มาบ้าง และให้รู้สึกชื่นชอบ หลงใหล ในลีลาเชิดรูปเงาหนังใหญ่ อาจมีใจร่วมมาจากความซึมซับ ในการเชิดหนังตะลุงแบบปักษ์ใต้ แต่ก่อนมา...

และนับว่าโชคดี ที่ผมมีโอกาสได้ชมการแสดงหนังใหญ่เต็มรูปแบบ เป็นครั้งแรก ด้วยความประทับใจ ในลีลาการเชิดหนัง ที่สนุกสนาน 
ผสานความน่ารักของนักเชิดรุ่นเยาว์ รูปเงาและลีลาการเชิดหน้าจอ และหลังจอ สอดรับประสานกันอย่างงดงาม ตามบทพากย์และดนตรีระนาดบรรเลงประกอบ แบบอย่างการแสดงโขน ผสานหนังตะลุง

หนังใหญ่ได้ปรับปรุงสู่ความร่วมสมัยในแบบ Contemporary Shadow Puppet ใช้ไฟฟ้าสาดส่องเล่นเงา ผสมผสานลีลาเยื้องย่าง
ของนักเชิด สามารถจัดแสดงได้ทั้งกลางแจ้ง และบนเวทีโรงละคร กลายเป็นภาษาสากล ที่ชนทุกชาติก็สัมผัสได้

จากมหรสพชั้นสูงของไทย อายุกว่า ๒๐๐ ปี ที่สืบสานผ่านเยาวชนคนรุ่นใหม่ จนคณะหนังใหญ่วัดบ้านดอน มีชื่อเสียงขจรไกล ออกแสดงทั่วไทย และต่างประเทศ เฉกเช่นเดียวกับชุดหนังใหญ่ต้นกำเนิด ที่มีชื่อเสียงขจรไกลไปถึง หัวเมืองปักษ์ใต้ โดยเฉพาะจังหวัดพัทลุง แอบภูมิใจเล็กๆ^^

ขอบันทึกไว้ด้วยความประทับใจ และชื่นชมครูหนัง พร้อมนักแสดงทุกๆท่านด้วยครับ



...หลังฉาก...

เรื่องเล่นเงา คนหลงเงาชอบ ได้ภาพมาแสดงศิลปะแบบคนหลงเงาอีกภาพ
ในเพจ : Image shadow : คนหลงเงา


ลองถ่ายภาพเคลื่อนไหว ในความมืด ด้วยกล้องตัวจิ๋ว ออกมาไม่แจ่มนัก แต่อยากโชว์
อยากได้เสียงเชิดหนังใหญ่ มาประกอบ เผื่อภาพจะได้ดูมีชีวิตขึ้นครับ
ไปขอคลิปจากครูพากย์ ในเฟสบุ๊คมาประกอบ ขอบคุณคลิปโดย Ampai Boonrod
ลองชมการแสดงของ หนังใหญ่วัดบ้านดอน จ.ระยอง (ตอนยกรบ และ ทัพลิง)
การแสดงบนเวที แบบร่วมสมัย งดงามจริงๆครับ
ดูแล้วอยากไปชมแบบการแสดงบนเวที เสียงคงกระหึ่มกว่ากลางแจ้ง

 

ความสนุกอยู่เบื้องหน้า แต่คุณค่าอยู่เบื้องหลัง
“Our Roots Right Now : ก้าวหน้าจากรากแก้ว”
ติดตามการเดินทางของพวกเขาได้ผ่าน
Facebook : 
หนังใหญ่วัดบ้านดอน ระยอง

 

 

โดย อะหนึ่ง

 

กลับไปที่ www.oknation.net