วันที่ ศุกร์ มกราคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

.....น่าน(2)..@..ตามหา @ชมพูภูคา@ บนยอดดอยภูคา.....


.

.

ประสบความสำเร็จซะทีครับ  หลังจากที่ผมจด ๆ จ้อง ๆ ...จะ..จะ..จะ..จะไปเที่ยวเมืองน่านมานานหลายปี

เหตุผลเพราะเมืองน่านเป็นเมืองปิด  หากไม่ตั้งใจไปจริง ๆ แล้ว  จะไม่ได้ไปแน่นอนอย่างที่เขาว่ากันไว้

ผมเคยเตรียมการเดินทางไปน่านมาหลายครั้ง  ต้องยกเลิกเสียทุกครั้ง  

โดยมีภาระกิจ  อุปสรรค หรือมีทริปอื่น ๆ เข้ามาแทรกแซงอยู่เรื่อยไป

.

.

ผมเตรียมตัวไปน่านครั้งนี้  จากการอ่านหนังสือ "เสน่ห์เมืองน่าน" เขียนโดย "คุณศรินยา พรมคำ"

"คุณศรินยา" มอบหนังสือเล่มนี้ให้ผมมาตั้งแต่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๒  ผมเปิดอ่านแล้วอ่านอีก  ยิ่งอ่านยิ่งหลงรักเมืองน่าน

"คุณศรินยา" เธอเป็นบล็อกเกอร์โอเคเนชั่นครับ ใช้นามแฝงว่า    " บก.จิ๊บ "    

http://www.oknation.net/blog/Banjib/

บัดนี้เธอห่างหายไปจากการเขียนบล็อกไปเป็นเวลานาน  เช่นเดียวกับเพื่อน ๆ ชาวบล็อกอีกหลาย ๆ คน

กลับมานะครับคุณจิ๊บ......

.

.

การทำการบ้านจากการอ่านหนังสือ  หรือค้นคว้าหาข้อมูลจากอินเทอเน็ท  ประกอบกับการดูแผนที่ก่อนเดินทางไปตามสถานที่ต่าง ๆ นั้น

เป็นภาระกิจที่ผมกระทำอย่างสม่ำเสมอ  

การรู้ถึงประวัติความเป็นมาของสถานที่ที่จะไปท่องเที่ยว

ทำให้ผมมีความสุขเต็มร้อยกับสิ่งที่ได้พบเห็น

หรือบางครั้ง  สิ่งที่เรารู้จากการบอกเล่า  เมื่อไปเจอของจริงด้วยสายตาตัวเอง มันกลับกลายเป็นคนละเรื่องราวกันก็ได้

.

.

 (พระจันทร์คืนแรม ๒ ค่ำ  เดือนยี่  ที่เมืองปัว)

(ต้นไม้ที่เกาะกลางถนนเมืองปัว  ยังไม่ผลิดอกออกผล  มีนกนางแอ่นเกาะนอนเต็มแน่นทุกกิ่งทุกต้นเลยครับ)

.

เอ็นทรีที่แล้ว  ผมค้างไว้ตอนเดินทางถึงอำเภอปัว  และเข้าบ้านพักกลางคืน

มืดแล้ว  ผมมองสองข้างทางไม่เห็นอะไร  นอกจากสัมผัสได้ถึงความหนาวที่แผ่ซ่านไปทุกอนูขุมขน

เมื่อผมคลานหลุดออกมาจากถุงนอนอันอบอุ่น  ก็ได้สัมผัสกับอากาศที่หนาวเย็นยะเยือกยามเช้าเมืองปัวอย่างสะใจจริง ๆ ครับ

.

.

มองจากหน้าบ้านออกไป  มองเห็นไร่ข้าวโพดของชาวบ้านอยู่ลิบ ๆ ท่ามกลางสายหมอกขาว

ธรรมชาติปัว..งดงามแบบเรียบง่าย  ผมสูดอากาศหนาวที่บริสุทธิ์...จนเต็มปอด

.

.

เมื่อก่อนนี้  ผมเคยแสดงอาการอวดดีกับอากาศหนาว  เช่นอาบน้ำที่เย็นจัดท้าทายความหนาว

หรือสวมใส่เพียงเสื้อผ้าบาง ๆ ธรรมดา ๆ   แถมกลางคืนนั่งโต้ลมหนาวในบรรยากาศที่ลมพัดกรู

สุดท้ายสิ่งที่ได้รับ  คือร่างกายพ่ายแพ้กับอากาศหนาวได้  เป็นหวัดคัดจมูกน้ำมูกไหลไปในบัดดล

แต่เดี่๋ยวนี้  ผมไม่กล้าไม่ประพฤติเช่นนั้นแล้วครับ  

ผมใส่เสื้อผ้ากันหนาวหลายชั้น  ไม่ยอมให้ความหนาวเย็นมากระทบหน้าอกเป็นอันขาด

สวมถุงมือถุงเท้าแน่นหนา  กลัวจริง ๆ ครับ  กลัวการเป็นไข้หวัดระหว่างการเดินทางท่องเที่ยว

เพราะมันทำให้ผมหมดความสนุกไปในทันที  และเมื่อกลับถึงบ้าน  กว่าจะหายจากการเป็นไข้หวัดก็ต้องใช้เวลาอีกหลายวัน

น่าเบื่อจะตายไปใช่ไหมครับ?

.

.

ป้องกันความหิวให้กับกระเพาะอาหารในมื้อเช้าอย่างง่าย ๆ ด้วยข้าวต้มร้อน ๆ  

และโปรแกรมที่วางไว้วันนี้ 

คือ  "เดินทางไปที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา และบ่อเกลือ..."  อันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของจังหวัดน่าน..

.

.

วันนี้ ผมเริ่มต้นการเดินจากจากอำเภอปัว  เพื่อมุ่งสู่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา  ใช้ทางหลวงหมายเลข ๑๒๕๖ (ปัว - บ่อเกลือ) ครับ

.

น่าน..เป็นจังหวัดที่ถูกโอบล้อม และเต็มไปด้วยภูเขา  

ทั้ง "ทิวเขาหลวงพระบาง" ทางด้านทิศเหนือ ที่กั้นเขตแดนน่านกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ทั้ง "ทิวเขาผีปันน้ำ" ทางด้านทิศตะวันตก ที่กั้นเขตแดนน่าน กับจังหวัดแพร่และจังหวัดพะเยา

"แนวเขาผีปันน้ำ" จะทอดตัวยาวจากทิศตะวันตก  ไปถึงทิศใต้

.

แนวภูเขาที่ผมผ่านในเช้าวันนี้  ผมอยู่ในแนวเทือกเขาผีปันน้ำ  และเรียกชื่อย่อยว่า "เทือกเขาดอยภูคา" ครับ

ถนนตัดผ่านตามไหล่เขา  บางช่วงอยู่บนยอดเขาสูง  บางจุดเป็นถนนลอยฟ้าเหมือนเอาถนนไปวางไว้บนสันของดาบ

คดเคี้ยวไปมาอย่างสวยงามมากครับ  มองแล้วหวาดเสียว  แต่เพลินเพลินตา  มากกว่าชวนให้คลื่นเหียรอาเจียน

.

เราจอดรถ  และบันทึกภาพไว้เป็นที่ระลึกเป็นช่วง ๆ 

.

.

แม่มะยงมีความสุขเริงร่าอยู่กับญาติ ๆ 

.

.

เราเดินทางบนทางหลวงหมายเลข ๑๒๕๖  อย่างช้า ๆ สบาย ๆ ไม่เร่งรีบ

สองข้างทางบางแห่ง ชาวดอยสร้างเพิงเล็ก ๆ และนำผลผลิตทางการเกษตร  มาวางจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยว

เช่นพริก...มะขามป้อม...ขายเพียงถุงละ ๑๐ บาท  ผมอุดหนุนมาหลายถุงครับ

.

.

อากาศบนดอยหนาวหรือไม่?  แก้มบาง ๆ ของเด็กน้อยมีคำตอบ

ผิวแก้มเด็กน้อยไหม้ดำ  เหมือน "หน้าผากลุงกำนันสุเทพ" เชียวครับ

.

.

ก่อนจะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยภูคา  มีทางแยกเลี้ยวขวาเล็ก ๆ   

.

.

พบอาคารโดมยอดแหลมรูปหกเหลี่ยมเล็ก ๆ   ประดิษฐานพระพุทธชินราชจำลองอยู่ภายใน

.

.

พระพุทธชินราชจำลององค์นี้  มีชื่อเรียกขานว่า "สมเด็จพระมุณีศรีภูคา"

คงจะเป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นมาใหม่  ประวัติเล่าขานผมหารายละเอียดมาเล่าให้อ่านไม่ได้

แต่เอาเหอะ  เราอยู่บนภูเขาสูง  และเมื่อก่อนนี้คงจะเป็นป่าเขาลำเนาไพร  เข้าป่าครั้งใด  อย่าละเลยสิ่งที่มองไม่เห็นตัว

เคารพกราบไหว้ไว้ดีกว่า  สบายใจสำหรับนักเดินทางไกลครับ

.

.

ในละแวกดอยภูคา  แม่มะยงเห็น "พญาเสือโคร่ง" ออกดอกบานสะพรั่งเต็มต้น  

ใบพญาเสือโคร่งหล่นหายหมด  เหลือเพียงดอกสีชมพูสวยงามมากครับ

.

.

แม้บางต้นจะไม่โตมากนัก  แต่ออกดอกสะพรั่งสวยงาม

.

.

ผีเสื้อและแมลงภู่ผึ้ง  ไม่เคยทำร้ายกลีบดอกไม้ทุกชนิด  นอกจากดูดกินน้ำหวานพออิ่ม  แล้วก็บินจากไป

.

.

โดยส่วนตัว ผมไม่ชื่นชอบกับการถ่ายรูปคู่กับป้ายสถานที่ท่องเที่ยวมากนัก  

แต่บางครั้ง...ก็มีความจำเป็นที่จะต้องถ่ายไว้บ้าง สำหรับการรำลึกถึงภาพนั้น ๆ ในโอกาสข้างหน้า

.

.

ท่านอาจจะคุ้นเคยกับคำว่า "เห่เรือ"

แต่วันนี้  มะอึก-มะยง  "เห่ดอย"  ครับ

.

.

เมื่อถึงทางเข้าอุทยานแห่งชาติดอยภูคา มีจุดที่น่่าสนใจ คือ "ต้นเต่าร้างยักษ์"  

ผมซื้อบัตรเข้าชมอุทยานตามระเบียบของทางราชการ  และนั่งรถเข้าไปภายในอุทยานฯ

แม่มะยง บ่นคัดค้านเล็กน้อย  ว่าจะเสียเงินเข้ามาทำไม เพราะเราไม่ได้พักค้างภายในอุทยานซะหน่อย

ผมให้เหตุผลว่า  ช่วยเหลือกันไปเถอะครับ  เราคนไทยด้วยกัน  เพื่อเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่พอมีเรี่ยวแรงรักษาป่า

หากไม่ตีตั๋วเข้ามา  คงจะไม่เห็นว่าข้างในเขามีอะไรบ้าง?

.

.

"ลานบ้านเกวียน"  มีที่พักสำหรับรับรองนักท่องเที่ยว  

เกวียนแต่ละหลัง  เหมาะสำหรับนอนคนเดียว  หรือนอนเป็นคู่มากครับ

.

.

เจอแล้วครับ ๑ ต้น  

"ต้นชมพูภูคา"  มีป้ายบอกไว้ชัดเจน  ต้นไม่โตนัก  โกร่นทั้งต้น  ไม่มีทั้งใบทั้งดอก  คงจะเพิ่งนำมาปลูกไว้เพื่อเอาใจนักท่องเที่ยว

.

.

โซนที่พักของอุทยานฯอีกแห่งหนึ่ง  สวยเทียบรีสอร์ทระดับ ๕ ดาวครับ  แต่ต้องจองที่พักกับทางอุทยานฯก่อนเข้ามาพัก

.

.

ผมเจอ "ดอกกุหลาบพันปี"   สวยแปลกตาดีครับ

.

.

เราใช้เวลาเพียงเล็กน้อยภายในที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยภูคา  

นั่งรถวนตามถนนภายในอุทยานฯ  ๑ รอบ  แวะเข้าห้องน้ำห้องท่าเรียบร้อย  จึงออกเดินทางกันต่อไป

ออกมาสู่ทางหลวง ๑๒๕๖  แล้วเลี้ยวซ้าย  ผมจะแวะเที่ยวไปตามแหล่งท่องเที่ยว  ที่บอกไว้ในป้ายนั่นแหละครับ

.

.

ป้ายบอกทางไปต้นชมพูภูคา  มีให้เห็นตลอดเส้นทาง  เพราะผู้ที่ขึ้นมาบนดอยภูคา  จะมีใจจดจ่ออยู่ที่ต้นไม้หายากชนิดนี้พอสมควร

.

.

สองข้างทางที่ผ่าน  เมื่อก้มมองไปจะเห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านอย่างชัดเจน

สภาพพื้นที่บนภูเขาเช่นนี้  การปลูกข้าวโพดถือเป็นอาชีพหลักของชาวดอย

.

.

ในขณะที่นักท่องเที่ยวเพลินชมธรรมชาติ  แต่ชาวบ้านต่างทำมาหากินเพื่อเลี้ยงชีพ

กำลังอยู่ในช่วงของการหักข้าวโพดพอดีครับ

.

.

ในตอนแรก  ผมมองโรงเรือนหลังเล็ก ๆ นี้ว่าเป็นกระท่อมบ้านพัก  

แต่เมื่อมองชัด ๆ มันคือไซโลเก็บข้าวโพดที่พร้อมจะนำไปสี  และส่งจำหน่าย

.

.

เราเดินทางมาถึงจุดสำคัญอีกแห่งหนึ่งของอุทยานแห่งชาติดอยภูคา  นั่นคือ "ลานดูดาว" อันสวยสดด้วยดอกพญาเสือโคร่ง

.

.

กลีบดอกพญาเสือโคร่ง งดงามแบบแหว่ง ๆ  เริ่มจะร่วงโรยแล้วครับ

.

.

แม่มะยงไปน่านทริปนี้  เธอซื้อไตปลา  เครื่องพริกแกงปักษ์ใต้  และปลาย่างติดมือไปด้วย  

เมื่อคืนที่ผ่านมาก่อนจะนอน ได้แกงไตไว้ปลาหม้อใหญ่

เช้าแวะซื้อขนมจีนที่ปัว  และหิ้วขึ้นรถมาเป็นอาหารกลางวันสำหรับทุก ๆ คน

เรานั่งทานกันที่จุดชมวิวลานดูดาว  โอ้โฮ..มันจะฟินขนาดไหนครับ?

.

.

เราเดินทางออกจาก "ลานดูดาว" ในระยะทางสั้น ๆ  ได้เห็น "ศาลเจ้าพ่อพญาภูคา"  จึงเข้าไปสักการะด้วยความเคารพ

.

.

ใกล้ ๆ กับศาลเจ้าพ่อพญาภูคา  เป็นจุดไฮไลท์ของทริปนี้  คือต้นชมพูภูคา

.

.

.

.

.

 (ชมพูภูค่า  ช่อนี้  ผมถ่ายมาจากรูปถ่าย  ซึ่งวางไว้ใกล้ ๆ ป้ายข้อความ)

ดอยภูคานับเป็นบ้านแหล่งสุดท้ายของต้นชมพูภูคา พรรณไม้หิมาลัย

ในช่วง เดือนกุมภาพันธ์ ของทุกปี ชมพูภูคาจะผลิดอกตามปลายกิ่งเป็นช่อสีชมพูยาว 30-35 เซนติเมตร

เมื่อบานจะทำให้ช่อดอกเป็นพุ่มสวยงาม

ชมพูภูคาเป็นพรรณไม้ที่เคยมีการสำรวจพบตามหุบเขาแถบมณฑลยูนนาน ทางตอนใต้ของประเทศจีน และทางเหนือของเวียดนาม

จากนั้นก็ไม่มีรายงานการค้นพบพืชชนิดนี้อีก

พื้นที่ป่าดงดิบเขาดอยภูคา จึงอาจเป็นแหล่งกำเนิดสุดท้ายของชมพูภูคา ซึ่งเป็นไม้หายากใกล้สูญพันธุ์ชนิดหนึ่งในโลก 

.

.

ผมไม่เจอดอกชมพูภูคา  เพราะยังไม่ออกดอก  ชาวดอยที่ผมพูดคุยด้วยบอกว่า  "เขาจะออกดอกประมาณกลางเดือนกุมภาพันธุ์..นู้น..."

ไม่เจอดอกชมพูภูคา ก็ถ่ายรูปกับป้ายไว้ก่อนก็ยังดีครับ

.

.

นักท่องเที่ยวเกือบทุกกลุ่ม ต้องถ่ายรูปกับป้ายนี้ครับ

.

.

นั่งรถต่อจากต้นชมภูพูคาขึ้นไปอีกหน่อย  เจอกับลานชมวิว  ลานกางเต้นท์

น่าจะเป็นลานที่สร้างขึ้นมาใหม่สำหรับไว้บริการ และอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว

.

.

ผมไม่เข้าใจป้ายตัวเลข  "1715" ที่มองแล้วว่าเพิ่งจะสร้างขึ้นมาใหม่ ๆ 

ผมอนุมานเอาว่า  น่าจะเป็นตัวเลขที่บอกความสูงของยอดดอยจากระดับน้ำทะเล

หลาน ๆ ที่ร่วมเดินทางไปด้วย  บอกว่าจุดนี้คือจุดสูงสุดของดอยภูคา

แต่ตัวเลขที่ผมได้เห็น  มันค้านกับข้อมูลที่บอกว่า  ยอดสูงสุดของดอยภูคา สูงจากระดับน้ำทะเล ๑,๙๘๐ เมตร

เอาเหอะ  จะสูงเท่าไหร่ก็ช่างมันเหอะ  ผมเพียงรู้สึกว่า ตัวเลข "1715" ที่ฉลุมาจากแผ่นไม้  และนำมาวางบนแท่นซีเมนท์นี้

น่าจะมีอายุอยู่ได้อีกไม่นาน  คงจะหักพังลงไปแน่นอน

.

.

ก็นักท่องเที่ยวที่มาถ่ายรูปด้วย  ทั้งเกาะ  ทั้งพิง ทั้งโยก ทั้งคลอน  อย่างนี้...พังแน่นอนครับ

มะอึกฟันธง

.

.

ในฐานะนักเดินทาง  ผมได้เห็นทะเลภูเขามามากมายแล้ว  

แต่เมื่อได้เห็นทะเลภูเขาเมืองน่าน  ตรึงตราตรึงใจมากครับ

ผมมองไปเบื้องหน้า  เพื่อ "หาพิกัดของอำเภอบ่อเกลือ"   ผมหาไม่เจอ เจอแต่ความสลับซับซ้อนดั่งลอนคลื่น

ตั้งใจจะเขียนเรื่องที่ไปพบเห็นที่บ่อเกลือให้จบในเอ็นทรีนี้  เห็นทีจะไม่ไหวแล้วล่ะครับ

ผมเกรงว่าท่านที่เคารพจะเบื่ออ่าน  ไว้เอ็นทรีต่อไปดีกว่า

.

ไปละครับ....ปู้น ๆ ....

.

.

.

 

 

โดย มะอึก

 

กลับไปที่ www.oknation.net