วันที่ อาทิตย์ มกราคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สู้เข้าไปอย่าได้ถอย อนาธิปไตยคอยอยู่ข้างหน้า


เวิ้งวิภาษ หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 24 มกราคม 2557

อติภพ ภัทรเดชไพศาล

 

ในการต่อสู้ทางการเมือง มีปฏิบัติการทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจอยู่อย่างหนึ่ง ที่ประจักษ์ ก้องกีรติ เรียกว่า “การอ้างอิงนอกบริบท”

ในหนังสือ “และแล้วความเคลื่อนไหวที่ปรากฏ การเมืองวัฒนธรรมของนักศึกษาและปัญญาชนก่อน 14 ตุลา” ประจักษ์ ก้องกีรติ กล่าวถึงลักษณะปฏิบัติการอ้างอิงผลงานนอกบริบทนี้ว่า เป็นการ “ขุดค้นรื้อฟื้นผลงานทางปัญญาในอดีตกลับขึ้นมาเผยแพร่ใหม่”

โดยการรื้อฟื้นนี้อาจทำโดยสมบูรณ์ หรืออาจเป็นการหยิบยกมาเพียงบางส่วน (กระทั่งอาจมีการดัดแปลงแก้ไข) เพื่อนำมารับใช้การเคลื่อนไหวทางการเมืองของฝ่ายนั้นๆ และสร้างความชอบธรรมให้กับข้อเรียกร้อง

ปฏิบัติการสำคัญของการอ้างอิงนอกบริบทนี้ คือการที่ผลงานเก่าๆ นั้นจำเป็นต้องถูกดึงออกจากบริบททางการเมืองดั้งเดิมของมัน เพื่อนำมาสวมทับเข้ากับสถานการณ์การต่อสู้ในอีกยุคสมัย ซึ่งตัวอย่างของเรื่องนี้ มีเช่นการที่นักศึกษาในทศวรรษที่ 2510 นำเอาพระราชหัตถเลขาของ ร. 7 (เรื่องสละราชสมบัติให้ราษฏร) มาโจมตีการปกครองแบบเผด็จการของจอมพลถนอม

ทั้งที่ดั้งเดิม ในทศวรรษที่ 2470 พระราชหัตถเลขานี้มีเป้าประสงค์เพื่อโจมตีคณะราษฎร

ประจักษ์อธิบายถึงความจำเป็นในการอ้างอิง “นอกบริบท” ว่า

“เหตุที่ต้องดึงงานนั้นออกนอกบริบทของการถกเถียงเดิม เพื่อไม่ให้ความหมายถูกผูกตรึงอยู่กับอดีตเท่านั้น ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น งานดังกล่าวก็จะไม่มีพลังอะไรทางการเมือง มีแต่ต้องตายไปกับอดีต

ศิลปะและการเมืองของการอ้างอิงนอกบริบท จึงอยู่ตรงที่การทำให้ผู้อ่านไม่รู้สึกว่าสิ่งที่ตนกำลังอ่านเป็นเรื่องโบราณพ้นสมัยที่จบไปแล้ว หากเป็นเรื่องของปัจจุบันขณะ ที่สอดคล้องต้องตรงในทางใดทางหนึ่งกับสภาวะที่ตนกำลังเผชิญอยู่ 

อดีตกลายเป็นเงาของปัจจุบัน หรือเป็นกระจกที่ช่วยส่องสะท้อนให้คนในยุคปัจจุบันมองเห็นยุคสมัยของตนชัดเจนขึ้่น”

ในกรณีของเพลงปลุกใจ มีตัวอย่างเช่นการที่นักศึกษาในช่วง 14 ตุลา 2516 ได้นำเพลง “รักเมืองไทย” มาใช้ขับร้องเพื่อการประท้วงรัฐบาลเผด็จการของจอมพลถนอม ทั้งที่เพลงนี้ถูกแต่งขึ้นโดยหลวงวิจิตรวาทการเพื่อปลูกสร้างนโยบายชาตินิยมในสมัยรัฐบาล “เผด็จการ” ของจอมพล ป. พิบูลสงครามในช่วงก่อน พ.ศ. 2500

อนึ่ง ผมคิดว่าการอ้างอิงนอกบริบทไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรื่องของ “เวลา” ระหว่างอดีตกับปัจจุบันเสมอไป แต่ยังสามารถเป็นไปในเรื่องของ “สถานการณ์” การอ้างอิงงานชิ้นนั้นๆ ได้ด้วย เรื่องนี้มีตัวอย่างเช่นในช่วงเวลา 6 ตุลา 2519 ที่มีผู้เล่าว่า -

ขณะที่รัฐบาลขณะนั้นกำลังพยายามปั้นแต่งภาพลักษณ์ของนักศึกษาว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์ มีการแต่งเพลงปลุกใจต้านคอมมิวนิสต์เกิดขึ้นมาก เช่นเพลง รกแผ่นดิน ถามคนไทย หนักแผ่นดิน เป็นต้น

แต่ในการประท้วงของเหล่านักศึกษา กลับมีการนำเพลง หนักแผ่นดิน มาใช้ประกอบการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลเสียเอง โดยอาศัยความคลุมเครือของเนื้อร้องนั้น ชี้ไปยังรัฐบาลว่าฝ่ายรัฐนั่นแหละ ที่ประพฤติตัว “หนักแผ่นดิน

การหยิบยืมช่วงใช้ผลงานเพลงดนตรีเหล่านี้ในปัจจุบัน มีให้เราเห็นทั่วไปทั้งในเวทีของฝ่ายแดงและฝ่ายเหลือง โดยเฉพาะในเวทีพันธมิตรฯ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ได้สร้างความประหลาดใจให้กับผู้ศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองเป็นอย่างยิ่ง เมื่อมีการขับร้องเพลง แสงดาวแห่งศรัทธา ของ จิตร ภูมิศักดิ์ ประกอบการชุมนุม

เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่าพันธมิตรคือกลุ่มพลังอนุรักษนิยมขวาจัด ซึ่งย่อมไปกันไม่ได้โดยสิ้นเชิงกับภาพลักษณ์ของจิตร ภูมิศักดิ์ ผู้ศรัทธาในระบอบคอมมิวนิสต์อย่างเหนียวแน่น

เช่นเดียวกับการที่ม็อบ กปปส. นำเพลง สู้เข้าไปอย่าได้ถอย ของเสกสรรค์ ประเสริฐกุลมาขับร้องอย่างเอาจริงเอาจังในช่วงนี้นั่นแหละ

เพราะเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไป ว่าเพลงเพลงนี้ถูกแต่งขึ้นในช่วงเดือนตุลา 2516 เป็นเพลงที่นักศึกษาหัวก้าวหน้าใช้เรียกร้องประชาธิปไตยและเสรีภาพในการแสดงความเห็นทางการเมือง โดยเฉพาะประเด็นสำคัญที่สุดของขบวนการ 14 ตุลา ก็คือการเรียกร้องให้จอมพลถนอมประกาศใช้ “รัฐธรรมนูญ

แต่สิ่งที่กลุ่ม กปปส. ทำคือการเรียกร้องให้รัฐบาลกระทำการที่ “ฝ่าฝืน” รัฐธรรมนูญ เรียกร้องให้มีการตั้งสภาประชาชน เลื่อนการเลือกตั้ง ทั้งที่มีการโปรดเกล้า พรฎ. ยุบสภาและกำหนดวันเลือกตั้งออกมาแล้ว 

ซึ่งในทางปฏิบัติก็คือการล้มล้างการปกครองที่ตั้งอยู่บนฐานของรัฐธรรมนูญนั่นเอง

การอ้างอิงกลับไปยังงานเพลงของเสกสรรค์ ประเสริฐกุลของกลุ่ม กปปส. ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่เป็นการอ้างอิงนอกบริบทเท่านั้น แต่ยังถือได้ว่าเป็นการอ้างอิงที่ “ผิดบริบท” ไปโดยสิ้นเชิง

ยิ่งเนื้อร้องที่ว่า “สู้เข้าไปอย่าได้ถอย มวลชนคอยเอาใจช่วยอยู่” ก็ผิดตั้งแต่แรก เพราะมวลมหาประชาชนที่อวดอ้างว่ามากมายมหาศาลของกลุ่ม กปปส. เอาเข้าจริงแล้วก็ไม่ใช่ “มวลชน” อันเป็นภาพแทนปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ 

แต่เป็นเพียง “เสียงส่วนน้อย” อันประกอบไปด้วยชนชั้นกลางในเมืองหลวงและประชาชนบางส่วนจากภาคใต้เท่านั้น

พูดอีกอย่างได้ว่าเป็นเสียงส่วนน้อยที่ทำการ “ปลอมตัว” เป็นประชาชนนั่นเอง

เรื่องอย่างนี้อย่าคิดว่าคนอื่นเขาไม่รู้ทัน 

 

 

 

โดย insanetheater

 

กลับไปที่ www.oknation.net