วันที่ เสาร์ กุมภาพันธ์ 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พ่อท่านเพิ่ม ฐานภทฺโท (พระครูกาเดิม) วัดเขียนบางแก้ว จ.พัทลุง ตอน สมณะผู้สงบอย่างแท้จริง


นานมาแล้วมีตำนานเกี่ยวกับเจดีย์พระบรมธาตุที่เล่าขานกันมาสืบเนื่องนับพันปีว่า ได้มีผู้ทรงวิทยาคมทำการปลุกเสก “กา-พยนต์”ให้มีชีวิตขึ้นเพื่อคอยเฝ้ารักษาพระบรมธาตุทั้งสี่ทิศ ซึ่งเรื่องราวในตำนานดังกล่าวได้กลายมาเป็นนิมิตหมายมงคลนามอันเป็นที่มาของชื่อสมณศักดิ์พระครู ๔ องค์หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “พระครูกาทั้งสี่”

“คือ “กาแก้ว”  “กาเดิม” เพิ่ม “กาชาด”

พงศ์เผ่าปราชญ์  “การาม”  ยศงามหรู

รับผิดชอบขอบขันฑ์วรัญญู

ประจำอยู่หนเจดีย์ สี่ทิศเอย..”

(พระมหาธาตุเจดีย์ วัดเขียนบางแก้ว)

เรื่องราวของพระครูกาทั้งสี่ ที่เกี่ยวพันกับเจดีย์พระบรมธาตุของ  ๓  นคร คือ พัทลุง  ไชยา  และนครศรีธรรมราช มีอยู่มากมายหลายเรื่องครับ อย่างเช่นตำนานเรื่องหนึ่งที่ได้กล่าวไว้ว่า เดิมนั้นมีกาเฝ้าเจดีย์พระบรมธาตุอยู่ ๔ ฝูง คือ กาสีขาว ๑ ฝูง เฝ้าทิศตะวันออก  กาสีเหลือง  ๑  ฝูง เฝ้าทิศใต้  กาสีแดง  ๑  ฝูง เฝ้าทิศตะวันตก และกาสีดำ  ๑  ฝูง เฝ้าทิศเหนือ โดยแต่ละฝูงต่างก็แบ่งหน้าที่กันเฝ้าเจดีย์พระบรมธาตุฝูงละทิศ

ต่อมาพระเจ้าศรีธรรมมาโศกราช พระองค์ได้นำเอานามของกาทั้ง ๔ ฝูงนั้นมาตั้งเป็นสมณศักดิ์พระครูหัวหน้าคณะผู้ดูแลเจดีย์พระบรมธาตุ เนื่องด้วยพระองค์ทรงเห็นเป็นมงคลนาม คือ พระครูกาแก้ว มาจากฝูงกาสีขาว  พระครูการาม มาจากฝูงกาสีเหลือง  พระครูกาชาด  มาจากฝูงกาสีแดง และพระครูกาเดิม มาจากฝูงกาสีดำ ฯลฯ

(พระมหาธาตุเจดีย์ มุมของทิศเหนือ มีพระครูกาเดิม เป็นพระผู้พิทักษ์)

อย่างไรก็ตามครับหากเราไม่คิดมากและมองภาพในแบบองค์รวมแล้ว เราจะเห็นว่าเรื่องราวหรือที่มาของพระครูกาทั้ง ๔  มีความแตกต่างกันอยู่มาก  อย่างเช่นเจดีย์พระบรมธาตุของจังหวัดพัทลุง ที่ตั้งอยู่ ณ วัดเขียนบางแก้ว ก็มีที่มาจากหลายตำนาน หลายหลักฐาน

ดังนั้นเมื่อคติแห่งความเชื่อในองค์เจดีย์พระบรมธาตุเมืองพัทลุงเป็นแบบนี้ ก็อย่าได้แปลกใจเลยถ้าเรื่องราวของพระครูกาทั้ง ๔ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเจดีย์พระบรมธาตุที่เหลือคือของจังหวัดสุราษฏร์ธานีและจังหวัดนครศรีธรรมราช จะมีมากมายไม่น้อยไปกว่ากัน อาจกล่าวได้ว่า พระครูกาทั้ง ๔ คือสัญลักษณ์ที่สำคัญของเจดีย์พระบรมธาตุ

(พระครูกาทั้ง ๔ ของจังหวัดพัทลุง /พระครูกาแก้ว,พระครูกาเดิม,พระครูการาม,พระครูกาชาด)

จริงอยู่ครับถึงตำนานของพระครูกาทั้ง ๔ จะมีมากมายบานตะไท แต่เนื้อแท้ที่เป็นจุดร่วมสำคัญของพระครูกาทั้ง ๔ คือ “หน้าที่”  โดยคำว่าหน้าที่ในบริบทนี้คือ หน้าที่ในการเฝ้ารักษาศาสนสถานสำคัญของพระพุทธศาสนา

ซึ่งประเด็นเรื่องการเป็นผู้รักษาหรือผู้พิทักษ์ของพระครูกาทั้ง ๔ นี้เองที่นอกจากจะเป็นเสน่ห์ เป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นแล้ว ยังถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ทำให้เยาวชนคนรุ่นหลังอย่างพวกเราได้ทราบว่า ความรุ่งเรืองแห่งพระพุทธศาสนาได้กำเนิดขึ้นมานานแล้วในดินแดนภาคใต้ของเราครับ

อากาศยามบ่ายคล้อยที่ความร้อนยังคงเรียกเหงื่อได้อย่างสม่ำเสมอ โชคยังดีที่สายลมเย็นซึ่งพัดจากทะเลสาบสงขลาช่วยเรียกความสดชื่นได้พอสมควร พวกเรากำลังเดินตาม “พ่อท่านเพิ่ม ฐานภทฺโท” หรือ “พระครูกาเดิม” เจ้าอาวาสวัดเขียนบางแก้ว  หลังจากที่ได้กราบนมัสการเจดีย์พระบรมธาตุเรียบร้อยแล้ว

ตลอดเส้นทางเดินจากบริเวณเจดีย์พระบรมธาตุไปยังกุฏิของท่าน ผมสังเกตเห็นสิ่งปลูกสร้างประเภทศาสนสถานที่ใช้สำหรับประกอบพิธีกรรมต่างๆ ตามประเพณีและตามคติความเชื่อของพุทธและพราหมณ์ ถูกปลูกสร้างอยู่ตามจุดต่างๆ ภายในบริเวณวัด ซึ่งจากบันทึกและข้อมูลต่างๆ ทางเอกสารบ่งบอกว่าน่าจะมีอายุกาลที่น่าจะถึงพันปี

 “ที่นี่โดยปกติก็จะเงียบสงบแบบนี้แหละ ยกเว้นเวลามีงานบุญถึงจะมีคนเข้ามากันเยอะ”

เสียงของ “พ่อท่านเพิ่ม ฐานภทฺโท” หรือ “พระครูกาเดิม” เจ้าอาวาสวัดเขียนบางแก้ว   ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบของสถานที่ 

คำอธิบายรายละเอียดของสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ถูกถ่ายทอดออกมาด้วยความสามารถที่ไม่ด้อยไปกว่ามัคคุเทศก์มืออาชีพเลยที่เดียว สิ่งที่เรียกความน่าสนใจนอกเหนือไปจากความรู้ที่ได้รับคือรอยยิ้มที่สามารถสร้างความอบอุ่นให้กับผมและเพื่อนๆ ที่เดินตามท่าน

ไม่น่าเชื่อครับว่าด้วยวัยที่สูงถึง ๗๑ ปี ท่านยังมีใบหน้าที่อ่อนโยนและอ่อนเยาว์ ไม่รวมถึงการเคลื่อนไหวที่คล่องแคล้วทำให้พวกเราบางคนถึงกับแอบถอนหายใจด้วยความเหนื่อย

(พระนางเลือดขาว ผู้สร้างพระมหาธาตุเจดีย์และวัดเขียนบางแก้ว)

ท่านเล่าว่าวัดเขียนบางแก้วถือเป็นวัดแห่งตำนานของจังหวัดพัทลุง เพราะนอกเหนือไปจากการเป็นวัดที่มีเจดีย์พระบรมธาตุแล้ว วัดแห่งนี้ยังมีทั้งเรื่องราวและความเชื่อต่างๆ ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพระนางเลือดขาวและพระยากุมาร(ผู้สร้างวัดแห่งนี้) บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับวิหารถือน้ำพิพัฒน์สัตยา พระอุโบสถมหาอุด เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ ฯลฯ

ซึ่งความมากมายของโบราณสถานและโบราณวัตถุนี้เองที่ทำให้หลายๆ คนที่มาเยือนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าแม้แต่ดินทุกเม็ดหรือหินทุกก้อน ที่อยู่ภายในบริเวณวัดล้วนมีเรื่องราวเป็นของตนเอง

จริงอยู่ถึงโดยส่วนตัวแล้วผมจะเป็นคนชอบประวัติศาสตร์ ชอบเรื่องราว แต่ผมก็ไม่ปฏิเสธว่าในเรื่องของความขลังขมังเวทย์ผมเองก็มีความชอบไม่น้อยไปกว่ากัน ซึ่งประเด็นหลังนี่แหละคือเหตุผลสำคัญที่นำพาผมและเพื่อนๆ มายังวัดแห่งนี้

จะว่าไปแล้วถึงชื่อเสียงของพ่อท่านเพิ่มจะไม่ได้โด่งดังขนาดเบียดขึ้นพื้นที่ส่วนกลาง แต่ในเขตพัทลุงแล้วบรรดาคนชอบขลังเขาว่าวัตถุมงคลของท่านแขวนเดี่ยวได้อย่างสบายใจ

เพราะทุกคนเชื่อว่านอกจากท่านจะวิชาและสมาธิจิตที่ดีเยี่ยมแล้ว พลังแฝงที่เกิดจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัดแห่งนี้ ท่านก็สามารถนำมาผสมกลมเกลียวกันได้ด้วยดี ซึ่งเรื่องแบบนี้ต้องนับว่าเป็นบารมีส่วนตัวของท่านครับ

พี่อ้วน-เพื่อนรุ่นพี่ในกลุ่มเล่าให้ฟังว่าพ่อท่านเพิ่มเป็นพระที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือกันมาก ไม่ว่าใครจะเจิมบ้าน จะออกรถ จะต้องมานิมนต์ท่านไปทำพิธีให้โดยเชื่อกันว่าด้วยบารมีของท่านจะช่วยให้พวกเขามีแต่ความเจริญรุ่งเรืองและมีความปลอดภัยในชีวิต

โดยเฉพาะสายเอว / สายคอและสายข้อมือถือเป็นเครื่องรางที่สร้างชื่อให้กับพ่อท่านเพิ่ม เนื่องจากเคยมีคนถูกจ่อยิงด้วยปืนลูกซองระยะห่างประมาณ ๒ วา แต่อนิจจาลูกกระสุนทั้งเก้าเม็ดไม่มีเม็ดใดเลยที่จะเข้าเป้า

หลังจากสำรวจตรวจค้นภายในตัวพบว่ามี “สายคอ” ที่เป็นแค่เชือกสายสิญจน์เส้นเล็กๆ บางๆ ที่ขมวดปมไว้ ๙ ปม ซึ่งพ่อท่านเพิ่มได้ถักให้คล้องคอก่อนเกิดเหตุร้ายครั้งนี้เพียงไม่กี่วัน

“ทุกวันนี้คนที่ถูกยิง ยังมาทำบุญที่วัดอยู่เป็นประจำ”

พี่อ้วนสรุปเรื่องประสบการณ์ของเชือกเส้นบางๆ ด้วยน้ำเสียงจริงจัง  

พ่อท่านเพิ่ม ฐานภทฺโท เป็นคนพื้นเพดั้งเดิมของพื้นที่ครับ ท่านเกิด ณ บ้านเลขที่ ๓ ตำบลจองถนน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๕  ชื่อเดิมของท่านคือ “เพิ่ม หนูนุ่น” บิดา-มารดาชื่อ “นายวัน-นางแช่ม หนูนุ่น” ประกอบอาชีพเป็นเกษตรกรทำนา 

ท่านเล่าว่าชีวิตในวัยเด็กของท่านก็ไม่ได้แตกต่างไปจากเด็กๆ ในวัยเดียวกันเท่าใดนัก เพียงแต่สิ่งที่ทำให้ท่านดูผิดแปลกไปจากกลุ่มเพื่อนคือความใจเย็น ใจดี ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำ ซึ่งตัวท่านเองก็ตอบไม่ได้ว่าเรื่องของบุคลิกส่วนตัวแบบนี้มันเกิดจากอะไร

ต่อมาท่านหลังจากเรียนจบชั้น มัธยมศึกษาปีที่ ๔ ท่านได้ออกมาช่วยเหลืองานของครอบครัว และอุปสมบทเมื่ออายุ ๒๔ ปี ณ วัดเขียนบางแก้ว ตำบลจองถนน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง โดยมี “พระราชปฏิภาณมุนี” เป็นพระอุปัชฌาย์ “พระมหาประพันธ์ ธมฺมนาโถ” เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ “พระแคล้ว อตฺตคุตโต” เป็นพระอนุสาวนาจารย์ และอยู่จำพรรษา ณ วัดเขียนบางแก้ว

โดยส่วนตัวแล้ว ผลจากการลงพื้นที่ทำให้ผมทราบถึงข้อมูลอย่างหนึ่งว่าในวิถีชีวิตของคนพัทลุงแท้ๆ นั้น จะมีการถ่ายทอดคาถาอาคมต่อๆ กันมาตั้งแต่ชั้นบรรพบุรุษจนถึงรุ่นปัจจุบัน เช่นคาถาห้ามเลือด คาถาคัดเลือด ฯลฯ

เรียกง่ายๆ ว่าเรื่องของคาถาอาคมเปรียบเสมือนกับเป็นยาสามัญประจำบ้าน ทุกบ้านทุกครัวเรือนจะมีการถ่ายทอดให้ลูก ให้หลาน ไว้สำหรับป้องกันตัว

พ่อท่านเพิ่มเองก็มีวิถีชีวิตเฉกเช่นเดียวกันกับคนพัทลุงทั่วไป กล่าวคือท่านได้รับการถ่ายทอดคาถาอาคมมาจาก “แม่แก่” (ยาย-ภาษากลาง) ซึ่งท่านสามารถนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิผลตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น

หลังจากบวชก็ได้ศึกษาจากตำรับตำราเก่าแก่ประจำวัด ที่อดีตเจ้าอาวาสคือ “พระครูกาเดิม (ปาน)” ได้บันทึกไว้  และด้วยปฏิภาณไหวพริบที่ดีทำให้ภายในเวลาไม่นานนักท่านก็สามารถจดจำคาถาอาคมต่างๆ ได้อย่างขึ้นใจ

“มันไม่ได้เป็นเรื่องลำบากเลย จะเรียนในตำราของวัด หรือเรียนจากแม่แก่ ขอเพียงมีความตั้งใจ ตั้งใจว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราเลือกนะ เมื่อตัดสินใจเลือกแล้วก็ลงมือทำ ส่วนที่จะทำได้ดีหรือไม่ดีนั้นตอบไม่ได้ รู้แต่ว่าทุกครั้งที่ทำก็ตั้งใจทำ”

ซึ่งเมื่อเรายกเอาประสบการณ์ขึ้นมาอ้าง

ท่านยิ้มน้อยๆ ก่อนตอบ

“เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นระหว่างเขากับเรา”

ท่านเล่าว่าสมัยก่อนหลังจากปฏิบัติกิจของสงฆ์ครบถ้วนแล้ว ในยามว่างท่านก็จะนำตำรับตำรามานั่งทบทวน หากติดขัดในเรื่องอะไร ท่านก็จะไปขอคำแนะนำ ขอคำปรึกษาจาก “พ่อท่านร่วง วัดสะทัง” และ “พ่อท่านเล็ก วัดนาปะขอ” ซึ่งทั้งสององค์นี้ถือเป็นยอดพระเกจิอาจารย์ที่ขลังและมีชื่อของพัทลุง

ท่านว่าเวลาไปก็จะออกเดินเท้าไปตั้งแต่เช้า กว่าจะกลับมาถึงวัดก็พอดีได้ทำวัตรเย็น ซึ่งท่านได้ใช้วิธีการขอคำแนะนำแบบนี้อยู่หลายปี จนในที่สุดความเอ็นดูของครูบาอาจารย์ทั้งสององค์นี้ก็มาเคาะประตู

“ไปๆ มาๆ อยู่หลายปี ชักไม่ได้การเลยฝากตัวเป็นศิษย์ขอเรียนวิชา ท่านจะสอนอะไรก็เอาทั้งหมดไม่เคยเกี่ยง สมุนไพรยารักษาโรคก็เอา สายเอวตะกรุดก็เอา ยันต์ก็เอา ตอนที่เรียน อาจารย์จะคอยทดสอบ ซึ่งเราเองก็ต้องทำให้ท่านเห็นว่าทำได้จริง อาจารย์จึงจะต่อวิชาให้ใหม่”

อย่างไรก็ตามถึงแม้พระเพิ่ม แห่งวัดเขียนบางแก้ว จะต้องการแค่เรียนคาถาอาคม แต่ด้วยการที่ทั้งพ่อท่านร่วงและพ่อท่านเล็กเป็นพระเกจิอาจารย์ที่ผ่านร้อน ผ่านหนาวมาอย่างยาวนาน

ท่านจึงได้สอนพระเพิ่มให้เห็นถึงความสำคัญของการมี คุณธรรม ความเสียสละ ตลอดจนถึงการวางตัว จนในที่สุดพระเกจิวัยหนุ่มในยามนั้นก็ได้ตกผลึกความเข้าใจในคำสอนของพระอาจารย์ทั้งสององค์อย่างลึกซึ้งว่า การจะเป็นอะไรสักอย่างต้องมีการเสียสละบางอย่างออกไป

“อย่านึกว่าการบวชเป็นพระจะเป็นกันง่ายๆ นะ เพราะกฎระเบียบของพระที่เรียกว่าพระธรรมวินัยมีเยอะถือเป็นเรื่องสำคัญ"

"ยิ่งการเป็นพระที่มีคนให้ความเคารพนับหน้าถือตานี่ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ เพราะเราต้องรู้จักการวางตัว ตัดความต้องการ ตัดความยึดติดและตัดกิเลสออกจากชีวิตให้ได้ ประการสำคัญคือต้องเข้าใจและทำใจยอมรับการความเปลี่ยนแปลงของคนอื่นที่มีต่อเราให้ได้”

จะว่าไปแล้วถึงเรื่องการทำใจและเข้าใจในความเปลี่ยนแปลงจะเป็นเรื่องที่ยากสำหรับคนบางคน แต่สำหรับพระผู้ที่ฝึกจิตและตั้งมั่นในจิตสาธารณะอย่างพ่อท่านเพิ่มแล้วถือเป็นเรื่องปกติ ดังจะเห็นได้จากภาพของพระภิกษุสูงวัยร่างเล็กๆ ที่ลงไปคลุกคลีกับพระลูกวัดหรือชาวบ้านอย่างไม่ถือยศถือศักดิ์ ไม่ว่าใครจะมายามไหนหรือจะมาด้วยเรื่องทุกข์ใจอันใด ท่านก็จะยิ้มแย้มเป็นมิตรและเปิดโอกาสให้บรรดาผู้คนเข้าถึงท่านได้ทุกเวลา

ในความเป็นพระผู้ทรงสมณศักดิ์ที่ “พระครูกาเดิม” ท่านยังคงดำรงตนอย่างสมถะและใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ถึงกุฏิเจ้าอาวาสจะใหญ่โตกว้างขวางแต่ท่านก็เลือกที่จะใช้โรงเรือนหลังเก่าด้านหน้าของวัดฝั่งติดถนนและจำวัดอยู่ในห้องเล็กๆ ภายในโรงเรือนแห่งนั้น

“คุณค่าของความเป็นมนุษย์อยู่ที่ความถูกต้องและคุณธรรม สังคมของพระก็ไม่ต่างจากสังคมมนุษย์ คือคุณค่าอยู่ที่ความถูกต้องเหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องของจริยธรรมคุณธรรมนี่สำคัญมาก ถึงจะเป็นพระที่มีตำแหน่ง มีคนนับถือมากมาย แต่ถ้าไม่ดำรงตนอยู่ในกรอบของความถูกต้อง กรอบของพระธรรมวินัย ไม่มีจริยธรรม ไม่มีคุณธรรม ไม่มีความซื่อสัตย์ ถือว่าใช้ไม่ได้ ไปไม่รอด”

“เป็นพระไม่จำเป็นต้องแสวงหาชีวิตที่สบาย หัดใช้ชีวิตที่เรียบง่ายแบบไม่มากเรื่อง คนเราไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตที่พิเศษกว่าคนอื่น ขอแค่ใช้ชีวิตให้มีคุณค่ากว่าคนอื่นก็พอ หัดได้อย่างนี้อยู่ที่ไหนก็มีแต่ความสงบสุข”

ฟังแล้วต้องบอกว่าได้ใจครับและก็เป็นเรื่องจริงทีเดียวที่ว่า ชีวิตเป็นเรื่องที่เรียบง่าย โดยที่เราไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตพิเศษกว่าคนอื่นขอแค่ใช้ชีวิตให้มีค่ากว่าคนอื่นก็พอ

เห็นพ่อท่านเพิ่มดำรงชีวิตในพระพุทธศาสนาที่อยู่บนความถูกต้อง บนพื้นฐานแห่งคุณงามความดีแล้ว อดถามไม่ได้ว่าแล้วในปัจจุบันที่สังคมไทยกำลังอยู่บนความแตกแยก พวกเราควรจะวางตัวอย่างไร?

ต้องหันหน้ามาคุยกันโดยยอมเสียสละความโลภ จะโกงจะกินก็เอาแต่พอเพียงและต้องมีหิริโอตตัปปะ คือความละอายและเกรงกลัวต่อบาป เป็นหลักคอยเตือนใจ”

“หลักธรรมและหลักการนี้จะเป็นสิ่งที่กระตุ้นเตือนเมื่อเราจะประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่ไม่เป็นกุศล ถ้าทุกคนมีหลักธรรมนี้อยู่ในใจและเข้าใจมันอย่างถ่องแท้แล้ว การหันหน้ามาคุยกันไปใช่เรื่องยาก”

ครับ ตลอดระยะเวลาชีวิตทางโลก  ๒๔  ปี กับชีวิตทางธรรม ๔๗  พรรษา “พ่อท่านเพิ่ม ฐานภทฺโท” ถือได้ว่าเป็นพระผู้เข้าใจในความเป็นสมณะ อันมีความหมายว่า ผู้สงบอย่างแท้จริง...

ย้อนหลังไปประมาณ  ๗๐ ปี..เด็กชายตัวน้อยๆ คนหนึ่งที่วิถีชีวิตไม่ได้แตกต่างไปจากเด็กๆ ในวัยเดียวกันเท่าใดนัก เพียงแต่สิ่งที่ทำให้เขาดูผิดแปลกไปจากเด็กๆ ในวัยเดียวกันคือความใจเย็น ใจดี ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำ ซึ่งในตอนนั้นเขาเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าเรื่องของบุคลิกส่วนตัวแบบนี้มันเกิดจากอะไร

จนกระทั่งได้ก้าวเข้ามาในเพศบรรพชิตและดำรงชีวิตในพระพุทธศาสนาที่อยู่บนความถูกต้อง บนพื้นฐานแห่งคุณงามความดี ท่านจึงได้ตกผลึกและพบคำตอบที่ค้นหามาตั้งแต่เด็กว่า มันคือเรื่องของการดำรงชีวิตที่เรียบง่าย ซึ่งไม่ใช่การดำรงชีวิตที่พิเศษกว่าคนอื่น หากแต่มันเป็นเรื่องของการใช้ชีวิตให้มีคุณค่ากว่าคนอื่นนั่นเอง

“คือ “พระครูกาเดิม” นามนี้เพราะ

ชื่อเฉพาะ “สมณศักดิ์” สงฆ์ทักษิน

เป็นตำแหน่งพระครูคู่ธานินทร์

สามบุรินทร์โบราณนมนานมา..”

สวัสดีครับ

ขอกราบขอบพระคุณ พ่อท่านเพิ่ม ฐานภทฺโท (พระครูกาเดิม) ที่เมตตาอนุญาตและให้ข้อมูล ขอขอบคุณ คุณสมโชค ชูกลิ่น สำหรับข้อมูลและการอำนวยความสะดวก คุณพรชนก สุขพงษ์ไทย/ภาพถ่าย เพื่อนต่อกับคำแนะนำ และคุณสมบูรณ์ ร้านนายฮ้อ สระบุรี สำหรับกำลังใจที่มีให้เสมอครับ 

 

โดย ศิษย์กวง

 

กลับไปที่ www.oknation.net