วันที่ จันทร์ กุมภาพันธ์ 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรียนภาษาอังกฤษ ที่ไทย หรือ ต่างประเทศ?? (1/2)


เรียนภาษาอังกฤษที่ไทย หรือ ต่างประเทศ วันนี้มาเขียนเรื่องนี้ เพราะว่ามันก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ที่ได้เจอได้ยินมา และมัน

ก็อาจเป็นคำถามที่เกิดขึ้นกับใครหลายๆคน ที่มีลูก แล้วลูกอยากจะไป หรือ ใครที่กำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนภาษาอังกฤษที่ต่าง

ประเทศ แต่บางทีมันก็อาจจะเป็นค่านิยมอีกอย่างหรือเปล่า ก็ไม่รู้สิ  แต่ถ้าให้ได้ผลดีจริง ควรอยู่ 6 เดือน ถึง 1ปี 

และจะบอกถึงผลลัพธ์ ผลดี ที่มันได้กลับมา 

 

ความคิดแต่ละคน ก็ไม่เหมือนกัน

ตอนนั้น เรา ไม่มีอะไรมาก แค่เบื่อ เบื่อแบบไม่มีเหตุผล ก็เลยอยากจะไปต่างประเทศ ไปเรียนภาษา และก็อยากจะไปอยู่ให้นานๆสัก

หน่อย เหมือนไปพักผ่อน ด้วย  อยากจะไปหางานทำด้วย ซึ่งงานมันก็งานลูกจ้างน่ะล่ะ เพราะก็มีคนเคยบอกว่า ไปทำงาน ก็เป็น

แรงงาน ลูกจ้างเค้าอยู่ดี  มันก็ใช่  เริ่มต้นใครก็เริ่มแบบนี้.....เพราะก็ไม่ได้หวังจะอยู่ที่นั่นตลอดชีวิต  แต่ถ้าเก็บเงิน ไม่ใช้จ่ายสิ้นเปลือง

มันก็เป็นเงินก้อนที่พอกลับไทย มันก็เยอะเลยล่ะ

 

เป็นคนไม่มั่นใจ ทำอะไรไม่กล้า 

ก่อนไป เราเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเองเลย ทำอะไรก็ไม่กล้าทำเอง มีคนช่วยตลอด แต่พอไปออสฯ ทุกอย่าง ต้องทำเอง

ต้องพูด ต้องกล้า พอกลับมา ทุกอย่างเปลี่ยน เรากล้าพูด กล้าทำ ทำอะไรด้วยตัวเองหลายๆอย่าง มั่นใจในตัวเองขึ้น 

แต่ตอนอยู่ออสฯใหม่ๆ ไม่กล้าถามทาง ไม่กล้าพูด ไม่รู้จะพูดยังไง อย่างเรื่องนี้ ต้องใช้บัตรนักเรียนเติมเงินเข้าบัตร  เพื่อใช้บัตรขึ้น

รถไฟ ในราคาที่ถูกกว่าไปหยอดเหรียญเอง ตอนนั้นถึงขั้นโทรกลับไทยเลย ถามป้าว่า จะบอกเค้ายังไง จะเติมเงินอ่ะ พอวางสาย ก็ไม่

กล้าอยู่ดี สุดท้ายไปหยอดเหรียญซื้อบัตร พอเป็นงี้ผ่านไป 2-3 วัน เฮ้ยมันแพงว่ะ ทนไม่ไหวล่ะ และบัตรนักเรียน ก็ใช้ ขึ้นรถ ลง เรือ

แค่ tag บัตรไป มันก็หักจากบัตรล่ะ สุดท้าย ก็ต้องกล้า 

โมเซค ซะหน่อย หน้าไม่ไหว

 

ภาษากับตัว...เราเอง

ตอนมัธยม ก็เรียนสายศิลป์-ภาษา อังกฤษ ฝรั่งเศส  ไม่สนใจ ไม่ตั้งใจเรียน โดดเรียน สอบไม่เคยอ่านหนังสือ

เกรดได้น้อย  สอบก็ตกบ่อย ดีอยู่อย่างเดียว คือ วิชาพละ กับ สุขศึกษา อาศัยสอบตก ซ่อมเอาสิ จบ ไม่คิดไร 

พอเข้ามหาลัย ภาษาอังกฤษเรียน แค่ 5 ตัว เวลาเรียนทีไร เกลียด และไม่ชอบ ภาษาอังกฤษ ก็อาศัย คะแนนเก็บ ทำงานส่ง

ยิ่งเวลามีเขียน แต่งประโยค ไวยากรณ์ และกิริยาต่างๆ ไม่รู้เลยมันคืออะไร ก็ผิดหมดน่ะล่ะ ส่งกระดาษเปล่าๆก็มี สุดท้ายก็ต้อง Drop 

จบมาได้ไง ก็จบแบบ งงๆ และศัพท์ ก็ไม่ท่อง พูดก็ไม่ได้ ฟังก็ฟังออกบ้าง แต่ไม่รู้จะตอบกลับยังไง ก็เลยกลัวชาวต่างชาติ ซึ่งเห็นใน

ไทย เราก็อยากช่วยเหลือเค้านะ แต่สุดท้ายก็เป็นเดินหนีแทน..กลัวอ่ะ 

 

หาข้อมูลเยอะ หลายที่ และมีเหตุผลต่างๆนาๆ จากแม่ และ คนรอบข้าง 

แม่...บางคนก็บอก เรียนที่ไทยก่อนสิ แล้วก็ค่อยไป ไม่ใช่ไปเริ่มใหม่ที่นั่น ไปตายเอาดาบหน้าที่นั่น

แม่...บางคนก็บอก เรียนภาษา เรียนที่ไทยก็ได้ ไปทำไมเมืองนอก 

แม่...บางคนก็บอก เรียนภาษา กลับมาทำไรล่ะ กลับมาก็ไม่ได้ใช้ ก็ลืมหมดอยู่ดี

บางคนก็บอก...ไปเริ่มใหม่ที่นั่นล่ะ ยังไงอยู่ที่นั่น มันก็ต้องดิ้นรน สู้เอง ไม่งั้นก็อดตาย

บางคนเรียนเพราะ ปิดเทอมใหญ่ ก็เลยขอพ่อแม่ ไปต่างประเทศ หาประสบการณ์  (ถามน้องๆที่รู้จักที่นั่นล่ะ ว่าทำไมมาเรียนภาษา

เค้าก็บอกว่า ก็ปิดเทอม เลยคุยกันในกลุ่ม ว่าไปเรียนภาษาที่ต่างประเทศกัน บางคนไปง่ายก็ง่ายเลย อาจจะเป็นฐานะทางครอบครัว

ด้วย ) แต่เราไม่ได้รวยหรอกนะ มีกิน มีใช้  แต่ส่วนใหญ่คนที่ทำงานแล้วไปเรียนภาษา คือ เงินเก็บเค้านั่นล่ะนะ แต่เรานี่สิ ทำงานแล้ว

แต่ก็เป็นเงินแม่ที่จ่ายไป -__-

แม่...บอก คนที่เค้าไปเรียนภาษา อาจ เพราะ จะปรับพื้นฐาน ใช้เรียนต่อปริญญาโท หรือ เรียนต่อมหาลัยที่ต่างประเทศ

แม่...บอกท่องศัพท์บ้างไรบ้าง เราก็บอกท่องอยู่ๆ แต่จริงๆก็ตั้งใจ ไปตายเอาดาบหน้านั่นล่ะ 

เราก็หาข้อมูลทาง Google เจอหลายที่ แต่สุดท้าย ก็ไปลงเอยที่ thedeaninter

 

คนไทยชอบดูถูกกันเอง...เลยทำให้ไม่อยากจะพูดภาษาอังกฤษ

เห็นมาเยอะ คนรอบข้างมาเล่าก็มี ว่าเวลาพูดภาษาอังกฤษ คนไทยด้วยกันเนี่ยล่ะ จะดูถูกกันเอง บางคนก็หัวเราะ  และจะทำเหมือนว่า

ตัวเองเก่ง ก็ยอมรับว่าเก่งกว่า แต่มันก็ไม่ควรจะทำแบบนี้  แบบพูดจาดูถูก อย่างเหตุการณ์นี้ เพื่อนเราไปเรียนที่ AUA ได้เรียนห้อง

เดียวกับพี่ชายเพื่อนคนนึง  พี่ชายเพื่อนมาบอก เพื่อนเราว่า  เพื่อนมึงโคตรโง่เลย ว่ะ มันมีอีกหลายเคท ที่ทำให้คนไทย ไม่อยากพูด

ภาษาอังกฤษ 

 

ทำไมถึงไป ออสเตรเลีย ล่ะ ทั้งๆที่ก็มี USA ,Canada, Singapore, England, New Zealand และก็ประเทศอื่นๆที่ใช้ภาษา

อังกฤษ

ที่จริงเราจะไปที่ USA แต่วีซ่าไม่ผ่าน ก็เลยเลือก Australia ถ้าออสฯวีซ่าไม่ผ่านอีก ก็จะไป อังกฤษ แต่วีซ่าที่ออสดันผ่านนี่สิ ก็เลยได้

ไป ออสเตรเลีย ที่เลือก เมือง PERTH เพราะว่า มันใกล้ประเทศไทย เดินทางแค่ 7 ชั่วโมง ไม่ชอบนั่งเครื่องบินนานๆ และมีเพื่อนอยู่ที่

นั่น แค่ 1 คน น่ะล่ะ เวลามีปัญหา จะได้ให้เค้าช่วยเหลือ (รบกวนๆ) แต่เค้าก็ช่วยเหลือทุกอย่างเลยนะ  และ Perth ก็มีคนไทย แต่น้อย

กว่าเมืองอื่นๆของ ออสฯ

 

สำเนียงคน Australia 

เรื่องนี้ ก็เห็นมาเยอะก่อนเราจะไป ออสฯซะอีก  สำเนียง ต่างหรือไม่ต่าง คือ ช่วงที่เราอยู่ออสฯ เราก็ว่ามันปกตินะ  

หรือเราอาจจะไม่รู้ก็ได้ เพราะเราไม่ได้คลุกคลีกับชาวต่างชาติตลอดเวลา แต่เรารู้สำเนียงคนไทย เกาหลี ญี่ปุ่น และคนแขก

และเราโชคที่เราได้อยู่กับโฮส ที่เป็นคนอังกฤษ 

 

โรงเรียนและ program ที่เลือกเรียน มีหลายคอร์สให้เราเลือก 

Intensive /English for Business ฯลฯ เราก็ต้องเลือกให้เหมาะสมกับตัวเราเอง อย่างเราเลือกไปเลย เริ่มต้น ภาษาอังกฤษทั่วไป

ส่วนโรงเรียนก็มีให้เราเลือกเรียนหลายที่ แต่เราก็ไม่รู้หรอก ว่าโรงเรียนไหนดี แต่ราคา จะถูกจะแพงก็อยู่ที่โรงเรียนด้วยนะ  ของเราเจ้า

หน้าที่แนะแนวของ The dean แนะนำว่า เป็น Kaplan Inter ฯ เราเลือกเรียน 4 เดือน อยู่กับ Homestay ซึ่ง Homestay เราเลือกได้ว่า

จะอยู่กี่เดือน กี่อาทิตย์ และค่อยไปหาห้องพัก แชร์กับคนอื่น Homestay เราก็ไม่รู้หรอกจะได้ครอบครัวแบบไหน บ้านเป็นยังไง เรา

เลือกได้แค่ว่า เอาสัตว์เลี้ยง หรือ มีเด็กเล็ก หรือไม่

 

เตรียมตัวก่อนไป จริงๆก็แล้วแต่ใครจะยัด จะเอาไรไป 

- ซื้อ Talking Dict พอไปจริงๆก็ไม่ได้ใช้เลยอ่ะ

- ซื้อเสื้อกันหนาว เสื้อกันหนาวก็ซื้อแบบแฟชั่น ใส่กันหนาวในไทย เนี่ยกันได้ แต่ใส่ที่ออสฯ มันไม่ช่วยเลยอ่ะ -_-

- ซื้อ แว่นกันแดด รองเท้า หมวก โลชั่น ครีม ยา คอม กล้อง ฯลฯ ที่จำเป็น 

ตอนเก็บเสื้อผ้า ก็มาเก็บวันใกล้ๆจะไป ก็เจอปัญหากระเป๋าเสื้อผ้าเจ๊ง! ไปซื้อใหม่ก็

ไม่ทันแล้ว โดนแม่ด่าอีก  และช่วงที่จะไปเป็นฤดูหนาว ก็ไม่ชอบหน้าหนาวอยู่แล้ว แต่ที่เลือกไปเดือน มิถุนายน ก็คือ ไม่ได้ดูสภาพ

อากาศเลย รู้แค่ว่าไปก่อน ไปให้เร็วที่สุด ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี พอมารู้ว่า อ้าวฤดูหนาวเหรอเนี่ย ตายแน่กู!!

 

วันที่เดินทาง เจอ ฝรั่ง เหงื่อแตกกกกกกก หน้าซีด เลย

เป็นครั้งแรกที่ขึ้นเครื่องคนเดียว  มีพ่อแม่พี่ ไปส่ง สนามบิน ช่วงที่รออยู่ใน gate ก็รู้สึกเหงาๆ กล้าๆกลัวๆ 

พอขึ้นเครื่องปุ๊บ เดินหาที่นั่ง ปรากฎมีฝรั่ง นั่งอยู่ เค้าเห็นเรา เค้าลุก และช่วยเก็บกระเป๋าเป้ให้ พอเราเข้าไปนั่ง เราพยายาม หลับ

หันหน้าไปทางหน้าต่าง ซึ่งตอนฝนตก อย่างกับเล่น MV คิดในใจ อย่าชวนกูคุยๆ อย่าชวนคุยนะ กูคุยไม่ได้

เลือกไป TG เพราะว่า สายอื่น ต้องไปหยุดพักที่ สิงค์โปร์ บางสาย มาเลเซีย  กลัวฟังไม่รู้เรื่อง กลัวตกเครื่อง เลยขอบินตรง

 

เข้าสู่น่านฟ้า Perth

เข้าสู่น่านฟ้า Perth  แสงสวยมากเลย

ลืมตามา มองออกไปหน้าต่าง ก็คือ มันสวยมากๆเลยอ่ะ  นี่ใกล้จะถึงสนามบินแล้ว แอบตื่นเต้นจังเลย ตื่นเต้นตรงจะเจอ ตม. นั่นล่ะ

ก่อนมาไปอ่านจากเว็บหลายๆที่ ซึ่งมันดูกลัวมาก แต่ Perth ไม่มีอะไรเลย อาจเพราะเป็นสนามบินเล็กๆ กว่าเมืองอื่นของ ออสฯ ไม่เข้ม

งวดเท่าเมืองอื่น แต่ก็เข้มงวดพอประมาณน่ะล่ะ แอร์ฯแจกใบคนเข้าเมือง จะใช้ใบภาษาไทยก็ได้  อังกฤษก็ได้  ซึ่งเราหยิบที่เป็นไทย

ใส่กระเป๋าไว้ เขียนใบที่เป็นภาษาอังกฤษ คิดแค่ว่า มันคงง่ายกว่ามั้ง พอเครื่องลง เราเอ๋อมาก เดินลงมา เจอเก้าอี้ ก็เลยหยุดกรอก

พอกรอกเสร็จ เฮ้ยคนหายไปไหนหมดวะ ล่ะไปทางไหนเนี่ย เลยโทรหาเพื่อน เพื่อนมารับ ก็เดินตามป้ายลงมา ก็ยังคุยโทร ปรากฎมี

คนชี้มาว่าห้ามโทรศัพท์ในเขตนี้ ก็เลยไปเข้าส้วมก่อนดีกว่า พอไปถึงส้วม โอ้โห้ อุจจาระ เต็มเลย ทุกห้อง ไม่เข้าก็ได้วะ

 

เข้าแถวรอตรวจกระเป๋า , ตม.

ได้เวลาเหงื่อแตกหน้าซีดอีกรอบ ส่งใบตรวจคนเข้าเมืองให้เจ้าหน้าที่เป็นใบภาษาอังกฤษ พร้อมกับ Passport และ วีซ่า สักพัก เค้า

ถามว่าเข้าใจเปล่า ข้อ 1 ที่เราติ๊ก คือ มีแค่ยาสามัญประจำตัวมา ไม่มีของต้องห้ามอย่างอื่น  ก็จะให้เราพูดน่ะล่ะ เราเลยบอก wait หยิบ

ใบที่เป็นภาษาไทยให้เค้าดู เค้าเห็นปุ๊บ เค้าก็ยิ้ม และบอก ok ส่ง ของคืนเรา พอผ่าน เราก็ งง อีก อ้าวเฮ้ย ง่ายจังวะ นี่กูคิดมาก คิด

เยอะ กลัว สุดๆ  แต่เจ้าหน้าที่บางคนก็ไม่ยิ้ม ขรึม มากกกกก 

ตอนสแกนกระเป๋า ได้พนักงานเป็นคนเอเชียนี่ล่ะ เค้าบอกให้ยกกระเป๋า ไอ้เรายกไม่ไหว หนักว่ะ คิดในใจ มึงช่วยกูไม่ได้หรอวะ จะ

พยายามยก ก็ยกไม่ไหวอีก เค้าก็บอกให้วางแนวนอน ก็คิดในใจ เออรู้ แต่คือ กูยกไม่ไหว และรวบรวมพลังทั้งหมด ยกวางจนได้ พอ

สแกนกระเป๋าเสร็จ ก็เดินออกเลย จบ ง่ายจัง ว้า

 

นอนบ้านเพื่อน 1 คืน วันต่อมา เพื่อนไปส่ง ที่ บ้าน Homestay เจอโฮส วันแรก

เพื่อนมารับที่สนามบิน แล้วก็ เอาของไปเก็บบ้านเพื่อน แล้วก็พอาเข้าเมืองไปกินมื้อเที่ยง และพาเดินเล่นย่านในเมือง ของ Perth

ตอนเย็นเพื่อนก็ทำอาหารให้กิน วันต่อมาก็ไปส่งที่บ้าน โฮส นัดเวลาว่า ถึง 12.00 ที่บ้าน แต่เราไปถึง 12.30 เห็นโฮส และลูกสาวเค้า

รอเราเนี่ยล่ะอยู่หน้าบ้าน เราลากกระเป๋าไปพร้อมเพื่อน เพื่อนก็คุยกับเค้าน่ะล่ะ เราแค่ say hi ทักทาย นิดๆ และลงท้ายว่า I'm speak

english a little เค้าก็อ่อ โอเคๆ ลูกสาวเค้าก็ไป shopping คงรอเรามาถึงก่อนน่ะล่ะค่อยออก เสร็จ เค้าก็ให้พักผ่อนก่อน วันต่อมา ก็พา

ไปเดินทัวร์ ในบ้าน และ บริเวณใกล้ๆบ้าน

 

วันแรกที่โรงเรียน

เค้านัด 8.30 น.  ไอ้เราถึง 10.30 คือวันแรกไง หลงทางอ่ะ และ ยังกะเวลา ไม่ถูก รถไฟก็มาตามเวลา วันนั้นคิดว่าจะไม่ไปโรงเรียน

แล้วนะ แต่มันไม่ได้อ่ะ เพราะมันเป็นวันแรก เดี๋ยวไม่รู้เรื่อง พอไปถึงโรงเรียน ไปประชาสัมพันธ์ เค้าถาม วันแรกเหรอ ก็บอกใช่ 

ก็เห็นชื่อตัวเอง คือ เหลือ อยู่ 2 ชื่อ ที่ยังไม่มา อิอิ ล่ะเค้าก็พาไปที่กลุ่มนักเรียนใหม่ พาเดินทัวร์ในโรงเรียน และก็บริเวณโรงเรียน

พอเสร็จก็จะมีการสอบวัดระดับ เราก็คิด ไม่ต้องสอบก็ได้มั้ง ยังไงกูก็เลเวลแรก เพราะให้สอบยังไง กูก็ไม่รู้ศัพท์ ไม่รู้อะไรอยู่ดี 

วันแรกที่โรงเรียน

ก็จะมีการถ่ายรูปนักเรียนไว้ สำหรับวันแรกที่มา วันนั้นก็มีนักเรียนเท่านี้ล่ะ แต่บางวัน ก็ต้องออกมาถ่ายหน้าโรงเรียน เพราะคนเยอะมาก

ที่นี่จะเริ่มเรียนวันแรกของนักเรียนใหม่ ที่มา  ก็คือทุกๆวันจันทร์  และเราก็เรียนวันจันทร์ - วันศุกร์  รูปก็จะมีการแปะที่บอร์ดด้วย

ก็มีแต่คนคิดว่า เราเป็น เด็กผู้ชาย 555 อยู่ไทยแก่ อยู่นอก เด็ก  เพื่อนๆก็หลายเชื้อชาติมาก ทั้งยุโรป เอเชีย อเมริกาเหนือ ใต้ แทบจะ

ทั่วโลกเลย

 

มีเรื่องทั่วๆไปอีกมากมาย  เที่ยวกลางคืน ปาร์ตี้  นั่งแท็กซี่  ไปซื้อเบียร์ วิ่งตากฝนตอนกลางคืน เพื่อขึ้นรถไฟกลับบ้าน 

ขึ้นรถไฟ เจอ เจ้าหน้าที่ตรวจบัตร ตอนนั้นบัตรเรามีปัญหา เที่ยว Bar ก่อนกลับจะไปเข้าห้องน้ำ เห็น ห้องคนเยอะ เลยผลักไปห้องคน

พิการ ก็ดัน เจอคนกำลังมี Sex อีกหลายเหตุการณ์ คือ ประสบการณ์ชีวิต และ โอกาสไว้มาเขียนต่อ

โดย hob

 

กลับไปที่ www.oknation.net