วันที่ เสาร์ กุมภาพันธ์ 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เปิดเส้นทางโกงจำนำข้าว


สวัสดีครับ พี่น้องผู้รักขาติ รักแผ่นดิน

         คนไทยเราคุ้นสายตากับภาพโรงสีที่ตั้งอยู่ริมทางหลวงต่างจังหวัดทั่วประเทศ หรือมิฉะนั้นก็ไปสะท้อนแสงเข้า

ตาเราอยู่กลางทุ่งนาไกลออกไปเป็นอย่างดี ซึ่งปัจจุบันก็เป็นโรงสีขนาดใหญ่ที่มีโกดังเก็บข้าวที่ใหญ่โตด้วยกันทั้งนั้น

แล้วถ้าเปิดโกดังออกดูในฤดูเก็บเกี่ยวเราก็จะได้เห็นกระสอบบรรจุข้าววางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบเต็มโกดังเลยที

เดียว เพราะโรงสีรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนามาสีเป็นข้าวสารต่อไปนั่นเอง ซึ่งในบางช่วงก็จะมีรถ 10 ล้อบรรทุกวิ่ง

เข้า - ออกโรงสีเป็นขบวนยาวเหยียด ขณะเดียวกันก็มีรถอีแต๋นของชาวนาบรรทุกข้าวเปลือกมาจำนำเป็นแถวด้วย

เหมือนกัน

         ภาพโรงสีดังกล่าวนั้น ทุกโรงก็จะมีลานคอนกรีตขนาดใหญ่เป็นส่วนประกอบอันสำคัญด้วยเช่นกัน เพราะทาง

โรงสีจะใช้เป็นที่ตากข้าวที่เปียกหรือมีความชื้นให้แห้งเสียก่อน ก่อนที่จะบรรจุกระสอบเก็บไว้ในโกดังต่อไป ซึ่งภาพ

ดังกล่าวนี้ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า เหตุใตโรงสีจึงไม่ลงทุนสร้างไซโลเอาไว้เก็บข้าวเปลือกข้าวสารกันบ้าง ซึ่งไซโลจะ

มีอุปกรณ์ควบคุมความชื้นและรักษาคุณภาพข้าว ทั้งที่ยังเป็นข้าวเปลือกและหลังจากสีเป็นข้าวสารแล้วได้เป็นอย่างดี

และค่าก่อสร้างไซโลก็ไม่ใช่เป็นสิ่งสุดวิสัยที่เจ้าของโรงสีจะลงทุนไม่ได้อยู่แล้วด้วย

         นอกจากนั้น เราคนไทยก็รู้กันเป็นอย่างดีว่า โรงสีแทบทุกโรงจะเอารัดเอาเปรียบชาวนาในการรับจำนำหรือรับ

ซื้อข้าวด้วยกันทั้งนั้น ทั้งซิกแซ็กเรื่องความชื้น คุณภาพข้าว เป็นข้อต่อรองกับชาวนาในลักษณะเอารัดเอาเปรียบ

ตลอดเวลา และทำเหมือนๆกันทุกโรงเสียด้วย ถือว่าเป็นเรื่อง 'อ้อยเข้าปากช้าง' แล้ว ชาวนาจะต่อรองได้อย่างไร

         สิ่งสำคัญอย่างยิ่งก็คือ โรงสีได้ใช้วิธีจับเสือมือเปล่าอีกด้วย เพราะโรงสีจะไม่จ่ายเงินค่าข้าวให้แก่ชาวนาใน

ทันที แต่จะออกใบรับหรือใบประทวนสำหรับให้มารับเงินในภายหลัง การจ่ายเงินตามใบประทวนช้าเร็วอย่างไรก็ขึ้น

อยู่กับฝ่ายโรงสีกำหนอทั้งสิ้น ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะรู้กันอยู่ทั่วไปอยู่แล้ว แต่รายละเอียดกลโกง

ต่างๆเพิ่มเติมก็ต้องติดตามที่สื่อและผู้รู้เรื่องดีนำมาบอกให้เรารู้กันต่อไป.

 

 

 **

**

 

เปิดเส้นทาง'โกง'จำนำข้าว

 

เปิดเส้นทาง'โกง'จำนำข้าว : กวินทรา ใจซื่อ - ชยานนท์ ปราณีตรายงาน

**

 

 

 

               เป็นที่รับรู้กันแล้วว่า นโยบายประชานิยม "โครงการรับจำนำข้าว" นั้น มีการทุจริตกันอย่างเป็นระบบ โกงชาวนาตั้งแต่นำข้าวเปลือกมาขาย นำข้าวสารคุณภาพดีจากโกดังไปขาย แล้วนำ "ข้าวคุณภาพไม่ดี" เข้ามาสวมสิทธิ์แทน และอาจกลายเป็นชนวนเพลิงไหม้โกดังข้าวตามโครงการรับจำนำข้าวในที่สุด

               นโนบายขายฝันให้ชาวนาจากราคาข้าวเปลือกที่ขายอยู่ตันละไม่ถึง 1 หมื่นบาท ขยับมา 15,000 บาท แต่สุดท้ายกลายเป็น "น้ำตา" ที่ชาวนาได้รับตอบแทน จากผลพวงการทุจริตของโครงการรับจำนำข้าวตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ เริ่มตั้งแต่ "ชาวนา" เก็บเกี่ยวผลผลิต แล้วนำข้าวเปลือกมาตาก เพื่อให้ข้าวมีความชื้นต่ำกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ แล้วจึงนำไปจำนำที่โรงสี แต่โรงสีก็ไม่ต้องการรับซื้อในราคา 15,000 บาทต่อตัน เพราะเมื่อหักค่าใช้จ่ายในการสีข้าวแล้วจะไม่ได้ส่วนต่าง ทางโรงสีจึงรับซื้อข้าวเปลือกชาวนาในราคา 12,000-13,000 บาทต่อตัน เท่านั้น

               เมื่อโรงสีรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา ด้วยข้ออ้างสารพัดทั้งความชื้นและสิ่งเจือปนที่สูง ชาวนาบางคนถูกโกง จากการคิดค่าความชื้นสูงถึง 35 เปอร์เซ็นต์ก็มี ทำให้โรงสีรับซื้อข้าวเปลือกได้ในราคาต่ำ และยิ่งเกิดภาวะปริมาณข้าวมาก และจำกัดเขตการจำนำของรัฐบาล ยิ่งทำให้โรงสีเล่นตัว กดราคาข้าวชาวนา โดยอ้างเกณฑ์ในเรื่องความชื้น และสิ่งเจือปนเป็นหลัก ชาวนาทำได้เพียงก้มหน้าก้มตายอมจำนำข้าวในราคาที่ต่ำกว่า 15,000บาทต่อตัน ส่วนโรงสีจึงแฮปปี้สุดๆ ที่ไม่ต้องเอาเงินมาลงทุนซื้อข้าว รัฐบาลออกตังค์ให้ แถมสีเสร็จได้ค่าสีเป็นกอบเป็นกำ และยังไม่รวมเรื่องการคดโกงกิโลตาชั่งของโรงสีบางแห่ง

               หลังจากชาวนานำข้าวไปขายให้แก่โรงสี จะได้รับใบประทวนสินค้า เพื่อให้นำไปยื่นรับเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์เกษตร ล่าสุด มีการร้องเรียนกรณีออกใบประทวนล่าช้า ทำให้เกษตรกรได้รับเงินช้าไปด้วย ขณะที่ อคส.อ้างว่าอยู่ระหว่างตรวจสอบความเป็นเจ้าของข้าวเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์

               จากนั้นโรงสีก็จะนำข้าวสารส่งให้โกดังข้าว ซึ่งโรงสีต้องจ่ายเงินให้แก่บริษัทตรวจสอบคุณภาพข้าว (เซอร์เวอร์เยอร์) ในราคากระสอบ (100 กก.) ละ 3-7 บาท ทั้งนี้ บริษัทตรวจสอบคุณภาพข้าวส่วนใหญ่ เป็นเครือข่ายของนักการเมืองเครือญาติคนแดนไกล และเมื่อข้าวเข้าไปอยู่ในโกดัง จะมีค่าบริหารจัดการที่แพงมาก ตกอยู่ในราคาตันละ 32,000 บาท

               “นี่คือความเจ็บปวดของเกษตรกร ที่ชาวนาทำนามาทั้งปีได้เงินจากการขายข้าวเพียงตันละ 12,000 บาท แต่เมื่อขายให้กับโรงสีไปแล้ว ทางโรงสีก็จะขายข้าวให้กับตัวแทนบริษัทตรวจสอบคุณภาพข้าว ทำให้ข้าวที่ตกอยู่ในมือของโกดังจึงมีราคาสูงถึง 32,000 บาท เมื่อราคาสูงมากจึงไม่มีบริษัทค้าข้าวกล้าประมูลซื้อข้าว” แกนนำชาวนา กล่าว

               เมื่อข้าวในโกดังราคาดี จึงถูกขายออกไปอย่างลับๆ และรับซื้อข้าวปลายข้าวหรือข้าวคุณภาพไม่ดีจากโรงสีกระสอบละ 400 บาท เพื่อนำเข้าไปปะปนกับข้าวสารคุณภาพดีที่อยู่ในโกดังรับจำนำข้าวเพื่อเพิ่มปริมาณ จะเห็นได้ว่า หลายโรงสีที่มีปัญหาเรื่องไฟไหม้โกดัง อย่างเหตุการณ์ที่คลังสินค้าลำนารายณ์  ต.ลำนารายณ์ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา พบว่า ข้าวที่ถูกไฟไหม้มีปลายข้าวรวมอยู่ด้วย

               นอกจากนี้ ยังมีการตั้งบริษัทประมูลข้าวเสียที่มีอายุเกิด 6 เดือนขึ้นไป ในราคากิโลกรัมละ 7 บาท ตันละ 7,000 บาท เพื่อนำมา “เปาเกา” นำมาสีใหม่เพื่อให้ข้าวดูขาว และปัดมอด บรรจุกระสอบ นำมาเก็บไว้ยังโกดังที่เข้าร่วมกับโครงการจำนำข้าวของรัฐบาล เพื่อนำข้าวใหม่ออกไปขาย หรือที่เรียกว่าเป็นการสวมข้าว ทำให้ดูว่าข้าวที่ชาวนานำมาจำนำยังอยู่ครบ แต่แท้จริงแล้วเป็นข้าวที่เสียแล้ว เมื่อนำมาหุงก็จะมีกลิ่นเหม็นอับและรับประทานไม่ได้

               ล่าสุด เกิดเหตุข้าวสารเหนียว กข. 6 กว่า 3 ล้านกิโลกรัม หรือประมาณ 34,000 กระสอบ จากโกดังข้าว จ.อุดรธานี สูญหายไประหว่างขนย้ายเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ข้าวในโครงการรับจำนำองค์การคลังสินค้า หรือ อคส. เป็นผู้ดูแลรักษาโดยจะฝากไว้ที่โกดังกลางในจังหวัดนั้นๆ เมื่อ อคส.ได้รับคำสั่งจากรัฐบาลจะดำเนินการตั้งคณะอนุกรรมการระบายข้าว พร้อมทั้งประกาศจัดหาผู้ประกอบการรับจ้างปรับปรุงข้าวสารบรรจุถุงยื่นซองประกวดราคา จากนั้นโรงสีข้าวจะเปิดให้บริษัทที่ชนะการประมูลดูสินค้า เมื่อพอใจจึงมีขนย้ายไปปรับปรุง 

               สำหรับการขนย้ายข้าวจะมีการควบคุมกำกับดูแล 3 ฝ่าย คือ โรงสีข้าวที่เข้าร่วมโครงการ คณะอนุกรรมการพิจารณาการระบายข้าว และองค์การคลังสินค้า โดยระเบียบการขนย้ายข้าวเมื่อรถสิบล้อที่ขนข้าวจะเดินทางออกจากต้นทาง ผู้รับผิดชอบต้องเซ็นชื่อลงในใบโอนย้ายข้าวที่มีทั้งหมด 4 ฉบับ คือ ต้นฉบับ คู่ฉบับ สำเนาที่ 1 และสำเนาที่ 2 แนบกับเอกสารการชั่งน้ำหนัก เมื่อข้าวไปถึงปลายทางต้องมีการลงนามผู้รับมอบอำนาจจากโรงสี และ อคส. จังหวัดปลายทาง ในใบโอนย้ายทั้ง 4 ฉบับด้วย จากนั้น อคส.ปลายทางจะส่งใบโอนย้ายต้นฉบับและสำเนาที่ 2 ส่งให้ อคส.ต้นทางจังหวัด ส่วนคู่ฉบับและสำเนาที่ 1 ส่งต่อไปยัง อคส. ส่วนกลาง

               แหล่งข่าวในวงการรับจำนำข้าวตั้งข้อสังเกตว่า การขนย้ายสินค้าครั้งนี้ ไม่มีใบส่งมอบ ถือว่าเป็นการกระทำที่ส่อว่าเป็นการทุจริตได้ เพราะตามหลักในการทำการค้า ไม่ว่าจะเป็นของรัฐบาล หรือ เอกชน การขนส่งทุกครั้งจะต้องมีใบขนย้าย เพื่อคู่ค้าสามารถที่จะตรวจสอบความถูกต้องของสินค้าได้ สำหรับข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการทำกันเป็นขบวนการ มีการรู้เห็นกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับโรงสี เพราะโรงสีแต่ละแห่งจะรู้ว่าข้าวที่เก็บไว้ในโกดังไหนที่มีคุณภาพดี การที่เจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการตามระเบียบราชการ จึงเป็นการกระทำที่สุ่มเสี่ยง ที่สร้างความเสียหายกับภาครัฐได้ ทั้งนี้ การขนย้ายแต่ละครั้งจะมีเจ้าหน้าที่และโรงสีรับรู้ร่วมกัน แต่สำหรับกรณีข้าวล่องหนที่อุดรธานี มีการออกมาปฏิเสธ ทำให้การขนย้ายข้าวในครั้งนี้กลายเป็นประเด็นปัญหาที่ซับซ้อน ยากต่อการติดตามหาผู้กระทำผิดที่แท้จริง

               ด้าน พ.ต.อ.สุภากรณ์ คำสิงห์นอก โฆษกตำรวจภูธรภาค 4 ตั้งข้อสังเกตว่า โครงการรับจำนำข้าว รัฐบาลให้ราคาสูงตันละ 16,000 บาท เมื่อนำไปแปรรูปก็เป็นข้าวเหนียวคุณภาพดี ตามหลักปฏิบัติการขนย้ายข้าวจะต้องมีหน่วยงานร่วมรับรู้หลายหน่วยงาน การขนข้าวโดยไม่มีเอกสารแบบฟอร์มการขออนุญาตขนย้ายข้าวออกนอกเขต ทำให้เกิดช่องโหว่สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการนำข้าวคุณภาพที่ด้อยกว่ามาสวมแทนข้าวเหนียว กข.6 ได้

โดย นายยั้งคิด

 

กลับไปที่ www.oknation.net