วันที่ ศุกร์ กุมภาพันธ์ 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

กระบวนงานภาษีอากร


กระบวนงานจัดเก็บภาษีอากร

 

สมเจตน์ ประสงค์ดี

 

          ภาษีอากร คือ สิ่งที่รัฐบาลบังคับจัดเก็บจากราษฎร  โดยไม่มีผลประโยชน์ตอบแทนแก่ผู้เสียภาษีอากรโดยตรง เป็นรายได้หรือทรัพยากรที่ได้มีการเคลื่อนย้ายจากภาคเอกชนไปสู่ภาครัฐบาล และไม่ก่อให้เกิดภาระชำระคืนแก่รัฐบาล เป็นสิ่งที่เรียกเก็บจากบุคคล ทรัพย์สิน หรือธุรกิจ เพื่อการสนับสนุนรัฐบาลกลาง หรือรัฐบาลท้องถิ่น และเป็นการโอนทรัพยากรใดๆ อันมีลักษณะบังคับแต่มิได้เป็นการลงโทษจากภาคเอกชนไปสู่ภาครัฐบาล โดยไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

          กรมสรรพากรมีหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร และพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ประกอบด้วย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล  ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ อากรแสตมป์ และภาษีเงินได้ปิโตรเลียม

          กระบวนการจัดเก็บภาษีอากรที่กรมสรรพากรกำหนดไว้ในการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA) มี 8 กระบวนงานสร้างคุณค่า คือ การจดทะเบียน การรับชำระภาษีอากร การคืนภาษีอากร การสำรวจแหล่งภาษีอากร การตรวจสอบและกำกับดูแล การเร่งรัดภาษีอากรค้าง การพิจารณาอุทธรณ์ การดำเนินคดีภาษีอากร และกระบวนงานสนับสนุนต่างๆ เช่น การเงิน/งบประมาณ การพัสดุ การบริหารงานบุคคล การวางแผนและพัฒนา การเทคโนโลยี งานอำนวยการ งานตรวจสอบภายใน งานตรวจราชการ

          การเสียภาษีอากรของผู้เสียภาษีอากรเริ่มต้นจากการจดทะเบียนเข้าสู่ระบบ เช่น การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยใช้เลขประจำตัวประชาชน หรือใช้เลขทะเบียนนิติบุคคลที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าออกให้เป็นเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร แล้วแต่กรณี แต่หากผู้เสียภาษีอากรเป็นคณะบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญ กิจการร่วมค้า มูลนิธิ สมาคม สหกรณ์ นิติบุคคล และผู้จ่ายเงินได้ ที่ยังไม่มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร 13 หลัก ให้ยื่นคำขอมีเลขและบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากรต่อกรมสรรพากรก่อน

          เมื่อผู้เสียภาษีอากรมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร หรือได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว ประกอบอาชีพ หรือประกอบกิจการมีรายได้ รายรับ หรือกำไรแล้ว มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีอากร โดยใช้แบบแสดงรายการต่างๆ เช่น ภ.พ.30 ภ.ธ.40 ภ.ง.ด.90 ภ.ง.ด.94 ภ.ง.ด.50 ภ.ง.ด.51 ภ.ง.ด.55 ยื่น ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา หรือทาง Internet ภายในกำหนดเวลาที่ประมวลรัษฎากรกำหนด

          การยื่นแบบแสดงรายการของผู้เสียภาษีอากรดังกล่าวข้างต้นเป็นการประเมินตนเองของผู้เสียภาษีอากร ซึ่งในขั้นตอนต่อไปคือการประเมินโดยเจ้าพนักงานประเมินในหลายๆ กรณี รวมทั้งหากมีภาษีที่เสียเกินก็จะทำการประเมินโดยสั่งคืนให้แก่ผู้เสียภาษีอากรที่ขอคืนตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนดไว้

          ปัจจุบันมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้มีผู้ประกอบการ หรือผู้มีเงินได้รายใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอยู่ตลอดเวลา ผู้มีเงินได้หรือผู้ประกอบการรายใหม่ดังกล่าวอาจยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในการเสียภาษีอากรมากนัก ดังนั้น เพื่อนำผู้เสียภาษีอากรรายใหม่ดังกล่าวเข้าสู่ระบบภาษีอากรอย่างถูกต้อง จึงมีกระบวนงานสำรวจแหล่งภาษีอากร เพื่อดำเนินการสำรวจแหล่งภาษีอากร เพื่อให้คำแนะนำ/ให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้เสียภาษีอากรรายใหม่ให้เข้าสู่ระบบภาษีอากรที่ถูกต้องต่อไป

          การประเมินภาษีอากรของเจ้าพนักงานประเมิน เป็นการบังคับใช้กฎหมาย ให้การเสียภาษีอากรเป็นไปโดยทั่วถึง และเกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษีอากรโดยรวม

          เพื่อให้การจัดเก็บภาษีอากรเป็นไปตามประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานประเมินมีหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามผู้เสียภาษีอากรที่หลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร โดยอาจดำเนินการโดยให้คำแนะนำและความรู้แก่ผู้เสียภาษีอากรตามสมควร หรือเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ให้อธิบดี หรือสรรพากรภาค มีอำนาจเข้าไป หรือออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรเข้าไปในสถานที่ หรือยานพาหนะใดเพื่อทำการตรวจค้น ยึด หรืออายัดบัญชีเอกสารหรือหลักฐานอื่นที่เกี่ยวกับ หรือสันนิษฐานว่าเกี่ยวกับภาษีอากรที่จะต้องเสียได้ทั่วราชอาณาจักรในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก หรือในระหว่างเวลาทำการของผู้ประกอบกิจการนั้น ตามมาตรา  3 เบญจ แห่งประมวลรัษฎากร

          ภาษีอากรซึ่งต้องเสียหรือนำส่ง เมื่อถึงกำหนดชำระแล้ว ถ้ามิได้เสียหรือนำส่ง ให้ถือเป็นภาษีอากรค้างเพื่อให้ได้รับชำระภาษีอากรค้าง อธิบดีมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรหรือนำส่งภาษีอากรได้ทั่วราชอาณาจักร โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง อำนาจดังกล่าวอธิบดีจะมอบให้รองอธิบดีหรือสรรพากรภาคก็ได้ โดยวิธีการยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สิน ให้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยอนุโลม ส่วนวิธีการอายัดให้ปฏิบัติตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี และเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าว ให้หักค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายในการยึดและขายทอดตลาด และเงินภาษีอากรค้าง ถ้ามีเงินเหลือให้คืนแก่เจ้าของทรัพย์สิน

          หากผู้เสียภาษีอากรไม่เห็นด้วยกับการประเมินภาษีอากรของเจ้าพนักงานประเมิน ก็มีสิทธิยื่นอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาสามสิบวัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน และเมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้วและผู้เสียภาษีอากรไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้อุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภายในกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร

          ตามประมวลรัษฎากรได้กำหนดให้การเสียภาษีอากรแต่ละประเภทจะต้องดำเนินการยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีอากร ภายในกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ การไม่ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีภายในกำหนดเวลา หรือไม่เสีย หรือเสียไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วน ผู้เสียภาษีอากรจะต้องรับผิดเสียเงินเพิ่ม และเบี้ยปรับตามที่กำหนดไว้ในแต่ละประเภทภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร

         บทกำหนดโทษในทางแพ่งบางกรณีกำหนดไว้สูง เพื่อป้องกันผู้เสียภาษีที่หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีอากร เช่น ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับเป็นจำนวนมากถึง 2 เท่าของเงินภาษีที่ต้องเสีย เป็นต้น

         ในการปฏิบัติการตามประมวลรัษฎากร เพื่อเสียภาษีอากรมีบทกำหนดโทษทางอาญากำหนดไว้หลายประการด้วย ตั้งแต่โทษปรับสถานเดียว เช่น ปรับไม่เกินสองพันบาท ปรับไม่เกินห้าพันบาท จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน ปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท เป็นต้น

         การดำเนินคดีอาญาผู้กระทำความผิดตามประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานดังต่อไปนี้เห็นว่าผู้ต้องหาไม่ควรต้องได้รับโทษจำคุก หรือไม่ควรถูกฟ้องร้องให้มีอำนาจเปรียบเทียบ โดยกำหนดค่าปรับแต่สถานเดียวในความผิดต่อไปนี้ เว้นแต่ความผิดตามมาตรา 13 คือ

         (1) ความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียว หรือมีโทษปรับหรือจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ ซึ่งโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร ให้เป็นอำนาจของอธิบดี ถ้าเกิดขึ้นในจังหวัดอื่นให้เป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด

         (2) ความผิดที่มีโทษปรับหรือโทษจำคุกเกินหกเดือนแต่ไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ ซึ่งโทษจำคุกเกินหกเดือนแต่ไม่เกินหนึ่งปีให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วย อธิบดี อธิบดีกรมการปกครอง และอธิบดีกรมตำรวจ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย

         ถ้าผู้ต้องหาใช้ค่าปรับตามที่เปรียบเทียบภายในระยะเวลาที่ผู้มีอำนาจ เปรียบเทียบกำหนดแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันคุ้มผู้ต้องหามิให้ถูกฟ้องร้องต่อไป ในกรณีแห่งความผิดนั้น

         ถ้าผู้มีอำนาจเปรียบเทียบตามวรรคหนึ่งเห็นว่า ไม่ควรใช้อำนาจเปรียบเทียบ หรือเมื่อเปรียบเทียบแล้วผู้ต้องหาไม่ยอมตามที่เปรียบเทียบ หรือยอมแล้วแต่ไม่ชำระค่าปรับภายในระยะเวลาที่ผู้มีอำนาจเปรียบเทียบกำหนดให้ดำเนินการฟ้องร้องต่อไป และในกรณีนี้ ห้ามมิให้ดำเนินการเปรียบเทียบตามกฎหมายอื่นอีก

         การดำเนินคดีผู้กระทำความผิดนอกจากที่กล่าวข้างต้นเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวน แต่เนื่องจากมีประกาศคณะปฏิบัติฉบับที่ 8 กำหนดไว้พนักงานสอบสวนจะดำเนินคดีตามาประมวลรัษฎากรได้จะต้องได้รับการร้องขอจากกรมสรรพากรเสียก่อน แม้เป็นความผิดซึ่งหน้า เช่น การไม่ออกใบกำกับภาษี หรือออกใบกำกับภาษีปลอม เป็นต้น

         ในปัจจุบันกรมสรรพากรยังมีได้ร้องทุกข์กล่าวโทษในทางอาญากับผู้เสียภาษีอยู่เสมอ เช่น ผู้ทำลายระบบภาษีอากร (ออกใบกำกับภาษีปลอม) ผู้มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร เป็นต้น ทั้งนี้ก่อนการร้องทุกข์กล่าวโทษเจ้าพนักงานประเมินจะต้องทำการประเมินภาษีเพื่อให้ทราบความเสียหายก่อนด้วย

         ในส่วนของกระบวนงานสนับสนุนต่างๆ เช่น การเงิน/งบประมาณ การพัสดุ การบริหารงานบุคคล การวางแผนและพัฒนา การเทคโนโลยี งานอำนวยการ งานตรวจสอบภายใน งานตรวจราชการ ก็ได้มีการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อสนับสนุนกระบวนงานหลักต่างๆ ให้เป็นไปด้วยความคล่องตัว และมีประสิทธิภาพ เช่น การพัฒนาบุคลากรให้มีสมรรถนะตามหน้าที่ความรับผิดชอบมากขึ้น มีการวางแผนการปฏิบัติงานโดยคำนึงถึงผู้ปฏิบัติงาน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และผู้รับบริการ ตลอดจนการจัดการความรู้ภายในองค์การให้ครอบคลุมทุกๆ ภารกิจ

         ในกระบวนงานภาษีอากรที่กล่าวข้างต้น แต่ละกระบวนงานจะมีกระบวนงานย่อยๆ อีกจำนวนมาก เนื่องจากกรมสรรพากรไม่สามารถเพิ่มอัตรากำลังให้สอดคล้องกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจด้วยข้อจำกัดทางด้านกฎหมายได้ กรมสรรพากรจึงได้ปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานในกระบวนงานต่างๆ ให้มีขั้นตอนที่สั้นลง หรือเพิ่มกระบวนงานใหม่ๆ บนระบบ Intranet เพื่อสื่อสารหรือเป็นข้อมูลสำหรับใช้ในการปฏิบัติงาน หรืออ้างอิงเป็นข้อมูลรวม เป็นการลดการซ้ำซ้อนของข้อมูล ลดการใช้กระดาษ ทำให้การปฏิบัติงานมีความคล่องตัวมีประสิทธิภาพ และมีมาตรฐานเดียวกัน

         อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การจัดเก็บภาษีอากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิผล และประสิทธิภาพ กรมสรรพากรจำเป็นต้องมีการปรับปรุงและพัฒนากระบวนงานต่างๆ ต่อไปอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เทคโนโลยี และการจัดการ เนื่องจากการจัดเก็บภาษีอากรจะมีความสลับซับซ้อนและยากลำบากมากขึ้นต่อไป

 

---------------------------

 

1 สมเจตน์ ประสงค์ดี นักวิชาการภาษีชำนาญการพิเศษ สำนักมาตรฐานการจัดเก็บภาษีทกรมสรรพากร

โดย กาญจนพล

 

กลับไปที่ www.oknation.net