วันที่ อาทิตย์ กุมภาพันธ์ 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ชาเขียว ดื่มถูก ดื่มเป็น ต้านโรคหวัด ยัน มะเร็ง


"ชาเขียว" ดื่มถูก ดื่มเป็น ต้าน"โรคหวัด" ยัน "มะเร็ง"

 

    หลายปีที่ผ่านมานี้กระแสดูแลสุขภาพในไทยเป็นที่นิยมกันอย่างมาก ผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติต่างๆเข้ามามีบทบาทมากมาย แย่งชิงรายได้จากท้องตลาดเป็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นของใช้บริโภค ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยา อาหารเสริม อาหารเครื่องดื่มต่างๆ จนถึงของใช้อุปโภค ก็เน้นการโฆษณาถึงวัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติและปลอดสารพิษ วัตถุดิบที่ยอดฮิตชนิดหนึ่งก็คงหนีไม่พ้น ชาเขียว ที่เป็นส่วนประกอบหลักของผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด โดยเฉพาะ เครื่องดื่มดับกระหาย ที่มีอยู่หลายยี่ห้อด้วยกัน สินค้าเหล่านี้มีการวางกลยุทธ์ทางการตลาดมากมายเพื่อให้ผู้บริโภคเลือกซื้อกันอย่างพึงพอใจ โฆษณาในด้านต่างๆ ทั้งเรื่องรสชาติ สรรพคุณ คุณภาพของใบชาที่นำมาใช้ และการชิงโชคร่วมลุ้นรางวัลใหญ่อยู่บ่อยๆครั้ง

    ชาเขียวเป็นเครื่องดื่มหลักของชาวจีนและชาวญี่ปุ่น เป็นพืชที่มีสรรพคุณมากมาย หากเรานำมาบริโภคอย่างถูกวิธีจึงจะเกิดประโยชน์ต่อร่างกาย

    การวิจัยถึงสรรพคุณของชาเขียวในปัจจุบันมีมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถทราบได้ว่าในชามีสารประกอบที่สำคัญเช่น Catechins Polyphenols คาเฟอิน Theanine Saponin เป็นต้น ทางศาสตร์แพทย์จีนบันทึกว่า ชาเขียวมี ฤทธิ์เย็น สรรพคุณ ระบายความร้อน ขจัดไฟ ดับกระหาย ขับปัสสาวะ แก้อักเสบ เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการตัวร้อนจากหยางแกร่ง* และตัวร้อนจากอินพร่อง** จากองค์ประกอบเหล่านี้จึงสามารถออกฤทธิ์ต่างๆได้ ไม่ว่าจะเป็น antioxidant ลดระดับไขมันและคลอเรสเตอรอลในเลือด ต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านไวรัส ต้านมะเร็ง ลดความอ้วน และชะลอความชราได้เป็นต้น

    ในบทความนี้จะกล่าวถึงเฉพาะสรรพคุณของชาเขียวในการต้านโรคหวัด และ โรคมะเร็ง รวมถึงวิธีการชงชา พร้อมทั้งข้อควรระวังในการดื่มชา เพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบข้อมูลและเลือกรับประทานได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

สรรพคุณของชาในการต้านไข้หวัด

    สารฟลาโวนอยด์ในชาเขียวสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ไมโคพลาสมา และยีสต์ ได้หลายชนิด จากการศึกษาพบว่าความสามารถในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียของชาเขียวมีความสัมพันธ์กับช่วงเวลาการเก็บเกี่ยวและการหมักชา โดยที่ระดับการหมักชายิ่งมากเท่าไหร่ ความสามารถในการในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียยิ่งน้อยลงเท่านั้น เช่น ชาอู่หลงที่เก็บในฤดูร้อนจะมีความสามารถในการยับยั้งแบคทีเรียสูงกว่าฤดูอื่นๆ สาร Catechins ในชาก็สามารถออกฤทธิ์ยับยั้งไวรัสได้หลายชนิด เมื่อความเข้มข้นของสารCatechins อยู่ในระดับที่แตกต่างกันก็จะดูแลเซลล์ได้ต่างกัน หากมีความเข้มข้นถึง200g/ml จะสามารถยับยั้งการ Duplication ของเชื้อไวรัสไข้หวัดในเซลล์MDCK (Madin-Darby canine kidney cell)ได้ จากการทดลองของ Huadexing และคณะ โดยนำสารสกัดชาเขียวมาใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะต่างๆ คือ Penicillin,Oxacillin,Tetracycline,Ampicillin,Ceftazidime,Ceftezole,Minocyline มายับยั้งเชื้อแบคทีเรียMRSA (MethicilinResistant Staphylococcus Aureus) พบว่าสามารถยับยั้งได้มากกว่าการใช้ยาปฏิชีวนะเหล่านี้เพียงชนิดเดียว แต่ถ้าใช้สารสกัดชาเขียวร่วมกับยา Erytromycinและ Chloromycetin ผลที่ได้ไม่แตกต่างกับการใช้ยาปฏิชีวนะเพียงอย่างเดียว ส่วนยา Ciprofloxacin นั้น เมื่อใช้ร่วมกันความสามารถในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียลดลง แสดงว่า Ciprofloxacin ออกฤทธิ์หักล้างกับสารสกัดจากชาเขียว จากการทดลองนี้สามารถเห็นได้ว่าสารสกัดจากชาเขียวสามารถออกฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียได้

    สรรพคุณของชาในการต้านมะเร็งนั้น จากการวิจัยพบว่า สารต่างๆในชาเขียวสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งบางชนิด อีกทั้งยังช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ ดังเช่น

>>มะเร็งตับ - จากการวิจัยพบว่า ชาเขียวสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งH22 ทั้งยังกระตุ้นให้เกิดการตายของเซลล์แบบapoptosis สารTheanine ในชาเขียวสามารถยับยั้งการสังเคราะห์ไขมัน และการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งตับ

>> มะเร็งต่อมลูกหมาก - สาร EGCG(สารต้านพิษ Epigallocatechin Gallate) ในชาเขียวสามารถยับยั้ง Prostatic specific antigen(PSA)ได้ ซึ่ง EGCGไม่เพียงแต่สามารถลดความเข้มข้นของ PSAได้แล้ว ยังสามารถยับยั้งการทำงานของ PSA ลดการเจริญเติบโตของมะเร็งต่อมลูกหมาก

   กระทรวงสาธารณสุขประเทศญี่ปุ่นได้ศึกษาการระบาดวิทยาของโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ระหว่างปี1990-2004 ทั้งหมด15 ปี โดยสำรวจจากประชากรเพศชาย อายุระหว่าง 40- 60ปี ที่มีสุขภาพแข็งแรง พบว่าอัตราการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ที่ดื่มชาวันละ 5แก้วต่อวันขึ้นไป จะเสี่ยงน้อยกว่าผู้ที่ดื่มชาวันละไม่ถึง1แก้วถึง50% ผลที่ออกมาแสดงได้ว่าการดื่มชาเขียวมีนัยสำคัญต่อการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

>>มะเร็งรังไข่ - สารโพลีฟีนอลในชาเขียวสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งโดยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อเซลล์ปกติ สารEGCG สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งรังไข่และช่วยให้เซลล์มะเร็งไวต่อยาเคมีบำบัด

    จากการสำรวจประชากรเพศหญิง ช่วงอายุ 40-76 ปี ในประเทศสวีเดน ระหว่างปี 1987-2004 เป็นระยะเวลาทั้งหมด18 ปี จำนวน 61057คน พบว่า ในจำนวนนี้มีผู้ที่ดื่มชาถึง 2ใน 3 ส่วนของจำนวนที่สำรวจ เมื่อนำผู้ที่ดื่มชาและไม่ดื่มชามาเปรียบเทียบกันแล้ว พบว่า ผู้ที่ดื่มชาวันละ 2 แก้วขึ้นไป อัตราเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งจะลดลงถึง 46% ผู้ที่ดื่มชาวันละ 1แก้ว อัตราเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งจะลดลง 18% จึงคาดการณ์ได้ว่าการดื่มชาเขียวนั้นมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งรังไข่

>> มะเร็งเต้านม - สาร CatechinsในชาเขียวสามารถลดจำนวนของสารประกอบPAH (polycyclic aromatic hydrocarbon) และ 7,12 dimethylbenz (a) anthracene,DMBA)ที่จะสามารถกระตุ้นให้เซลล์เต้านมกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ ทั้งยังสามารถลดระดับของ c-Relในเซลล์มะเร็ง และ Protein kinase CK2ให้แสดงอยู่ในระดับปกติได้ สารCatechins และ EGCG ยังสามารถทำให้ระดับ MDA MB 231ของ beta Cateninในเซลล์มะเร็งเต้านม และยีน AKTแสดงออกอยู่ในระดับปกติ จึงทำให้เซลล์มะเร็งมีการตายอย่างเป็นธรรมชาติ ควบคุมการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง

>> มะเร็งปอด - การสูบบุหรี่มีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปอด จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างโดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ 1) ผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ 2) ผู้ที่สูบบุหรี่ต่ำกว่า10 มวนต่อวัน และ 3) ผู้ที่สูบบุหรี่มากกว่า10มวนต่อวัน เมื่อวิเคราะห์ออกมาแล้วพบว่าผู้ที่ดื่มชาเขียว 5แก้วต่อวันขึ้นไป อัตราที่ DNAถูกทำลายจากสารพิษในบุหรี่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

    ผลการวิจัยจากผู้ที่สูบบุหรี่ในปริมาณมาก จำนวน 133คน เป็นระยะเวลา 4เดือน พบว่าผู้ที่ดื่มชาเขียววันละ 4แก้ว ปริมาณของ 8-OHdG มีการลดลงอย่างเห็นได้ชัด สามารถคงระดับของกลูตาไธโอนให้อยู่ในระดับปกติ และยังสามารถลดการถูกทำลายของDNAจากสารพิษในบุหรี่ จึงส่งผลให้ช่วยลดอัตราเสี่ยงในการเกิดมะเร็งปอด นอกจากนี้ยังมีรายงานการวิจัยอีกว่าEGCGสามารถลดการทำงานของเอนไซม์Telomeraseในเซลล์มะเร็งปอดได้ถึง 50-60% ลดการแบ่งตัวของเซลล์ ทั้งยังกระตุ้นให้เกิดการตายของเซลล์แบบapoptosis

    เมื่อทราบถึงสรรพคุณของชาเขียวแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ วิธีการดื่มชาอย่างถูกวิธี เพื่อที่ให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งการชงชามีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนและทำด้วยตนเองได้ง่าย ดังนี้

1)อุณหภูมิของน้ำที่เหมาะสมกับการชงชาคือระหว่าง 80c - 90c

2)น้ำแรกที่ใช้ชงชาไม่ควรดื่ม ให้เทน้ำทิ้งเพื่อเป็นการล้างชาและกระตุ้นใบชา

3)เมื่อชงชาแล้วควรรอสัก 30-60 นาที ถึงค่อยดื่มชา

4)ชาที่ใช้ชงไม่ควรชงเกิน 5ครั้ง เมื่อรู้สึกว่าหมดรสชาติของชาก็ให้เปลี่ยนใบชาใหม่


    ในการดื่มชานั้น ไม่ใช่ว่าจะเหมาะสมกับทุกคน เนื่องจากแต่ละคนมีสภาพร่างกายที่แตกต่างกัน จึงควรตระหนักถึง ข้อควรระวังในการดื่มชา

>ผู้ที่เป็นโลหิตจางชนิดขาดธาตุเหล็ก เพราะจะทำให้อาการเป็นมากขึ้น

>ผู้ที่นอนไม่หลับ เพราะคาเฟอีนในชาจะส่งผลให้นอนไม่หลับยิ่งขึ้น

>ผู้ป่วยโรคหัวใจ การดื่มชาอาจทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น หัวใจเต้นผิดจังหวะได้

> ผู้ป่วยแผลในกระเพาะอาหาร คาเฟอีนจะทำให้การหลั่งของน้ำย่อยในกระเพาะอาหารมากขึ้น มีผลต่อแผลใน กระเพาะอาหาร

>นิ่วในทางเดินปัสสาวะ การดื่มชาอาจทำให้ก้อนนิ่วเพิ่มมากขึ้น

>ผู้ที่การทำงานของตับไม่ดี เพราะคาเฟอีนส่งผลต่อการเผาผลาญของตับได้

>ผู้ที่มีอาการท้องผูก การดื่มชาส่งผลให้การบีบตัวของลำไส้ลดลง อาการท้องผูกจึงจะเป็นมากขึ้น

>สตรีมีครรภ์และสตรีระยะให้นมบุตร เพราะคาเฟอีนสามารถส่งผลกระทบต่อได้

>อีกทั้งไม่ควรดื่มชาขณะท้องว่าง เพราะ active substanceในชาจะไปจับกับโปรตีนในกระเพาะอาหาร ทำให้กระเพาะอาหารถูกกระตุ้นจนอาจเกิดอันตรายต่อกระเพาะอาหารได้

>การดื่มชาควรดื่มหลังจากทานอาหารไปแล้ว 1ชั่วโมง และไม่ควรดื่มชาพร้อม/หลังจากดื่มเหล้าหรือดื่มนม

    ดังนั้นเมื่อทราบถึงสรรพคุณและวิธีการดื่มชาอย่างถูกวิธีแล้ว หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านไม่มากก็น้อยนะคะ แต่ไม่ใช่ว่าเมื่อทราบแล้วก็ดื่มแต่ชาอย่างเดียวจนขาดการดูแลร่างกายด้วยวิธีอื่นๆ การทานอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งไม่ว่าจะมากเกินไปหรือน้อยเกินไปล้วนทำให้สมดุลของร่างกายเราเสียไป ดังนั้นจึงควรทานอาหารหลากหลายประเภท เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วนตามหลักโภชนาการ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับมลพิษต่างๆ และดูแลให้สุขภาพจิตดี อารมณ์แจ่มใส ก็จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว โรคภัยต่างๆก็ยากที่จะเข้ามาเบียดเบียนเราได้ค่ะ 

*ตัวร้อนจากหยางแกร่ง ลักษณะอาการคือ ตัวร้อนมาก กระหายน้ำ สีหน้าแดง ตาแดง ร้อน อาจมีปวดศีรษะและบริเวณดวงตา

**ตัวร้อนจากอินพร่อง ลักษณะอาการคือ ปากแห้ง คอแห้ง ตัวร้อนวูบวาบ มักจะร้อนตามบริเวณฝ่ามือฝ่าเท้าและทรวงอก

โดย แพทย์จีนณัฐธิดา  สิริโยธิน

 

เอกสารอ้างอิง

1.华德兴,彭青,曾香连,姚芬,钱元恕。绿茶及其提取物抗耐甲氧西林金黄色葡萄球菌作用研究[J]。中国抗生素杂志。2010,35(3): 228-233

2. 张卫国,黄秋婵,韦友欢,陈承燕。 常见茶叶对人体健康的生理效应[J]。农技服务。 2008, 25( 10) : 128- 129

3. 许君,高振兴,宋淑红,杨秀君,郑文明。绿茶提取物及其抗病毒研究进展[J]。中国农学通报。2009,25(16):79-82

4.张焕金,蔡林儿。绿茶提取物茶多酚抗癌作用的研究进展[J]。华南国防医学杂志。2012,26(5): 522-523

5. 郑国栋,杨丽聪,黎冬明,徐明生。绿茶抗癌作用研究进展。中国茶草。2009,12:15-17

6. 邢志华,佟启鹏,赵宇,闫,锦。绿茶类黄酮生物活性研究进展[J]。大家健康。2013,7(4):110

7.雅琴。绿茶8问[J]。女性天地。2012。03:61

8. 贤惠。空腹喝绿茶,对肠胃不利[J]。健身科学。2008。10:43

 

 

โดย yuanyuan

 

กลับไปที่ www.oknation.net