วันที่ พฤหัสบดี กุมภาพันธ์ 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นำเที่ยวเกาะจำ ในอารมณ์ ฉันไม่แยกแผ่นดินไทย


ตอนเห็นพระกำลังเดินลงเรือลำเดียวกับพี่สาวชาวมุสลิม อาจจะเป็นภาพปกติของที่นี้ แต่แปลกตาสำหรับคนต่างถิ่นแบบเรา

เรือที่เรานั่งเป็นเรือสองชั้น สามารถบรรทุกสัมภาระได้เยอะ มอเตอร์ไซค์จอดได้หลายคัน แต่เล็กไปสำหรับรถยนต์ นักท่องเที่ยวฝรั่งชอบนั่งชั้นบน คุณลุงจากเกาะหันไปพูดดังๆกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน ระดับได้ยินกันทั้งเรือว่า

นั่งใต้หอยหรั่งกันหนาเรา"( นั่งใต้ .... ของผู้หญิงฝรั่ง/ แกคิดมากหนะ คิดว่าเขานั่งบนหัวแก) ทุกคนบนเรือหันไปยิ้มเจือหัวเราะ ให้กับคุณลุงและยังเหลือรอยยิ้มกว้าง ๆ ที่ยังค้างอยู่พอจะส่งต่อไปได้อีกหลายคน  

เมื่อเริ่มยิ้ม บทสนทนาก็เริ่มต้นขึ้นกับคนแปลกหน้า

 

เรือลำนี้ นำคนหลายสัญชาติ ศาสนา รวมคนพื้นถิ่นที่เป็นชาวเล บางคนกลับบ้าน บางคนแค่ผู้ไปเยือน 

ค่าโดยสารเรือ 50 บาท คนไทย ต่างชาติเขาว่าคิด 70 บาท แต่ค่าฝากรถยนต์ วันละ 40 บาท

หรือใครจะใช้รถโดยสารประจำทาง ก็มีรถโดยสารจากเมืองกระบี่ สามารถขึ้นได้ที่หน้าห้างโว้คในเมืองกระบี่ สายที่ ไปแหลมกรวด อ.เหนือคลอง   

แล้วก็ลงเรือ นั่งเรือประมาณ 50 นาที ไปขึ้นที่ท่าเรือ มูตู มีร้านเล็กๆ เช่ารถมอเตอร์ไชค์ และถ้าไม่อยากเช่าก็นั่งรถ

โดยสารที่เป็นสามล้อพ่วงข้าง

หรือรถมอเตอร์ไซค์ไปที่จุดที่เราต้องการ แต่เราสองคนไม่มีแผนว่าจะพักที่ไหน  เราเลยเช่ารถมอเตอร์ไซค์ ค่าเช่าวันละ 250 บาท 

ขับผ่านถนนลูกรังฝุ่นคลุ้งสมกับเริ่มต้นฤดูร้อน  มีถนนปูนสลับเป็นช่วง ๆให้ได้หายใจ โล่งๆ

เกาะนี้เขาเรียกกลุ่มเกาะศรีบอยา ซึ่งมีเกาะใหญ่ทั้งหมด 3 เกาะ 7 หมู่บ้าน ที่เกาะปู - เกาะจำ ที่คุณตุ๊กไป

คือหมู่ 2 บ้านเกาะปู  หมู่ 3 บ้านเกาะจำ หมู่ 5 บ้านติงไหร

คุณตุ๊กก็ตะแวนครบทั้ง 3 หมู่บ้าน และเกือบครบทุกหาด ที่เกาะน้ำใส แม้วันที่ไปไร้เมฆ สงสัยนิดๆ ว่าหรือที่เกาะไม่มีเมฆในช่วงนี้  หาดที่คุณตุ๊กไป

 

 

พระอาทิตย์ตกยามเย็นสวยงามมาก 

ที่พักที่เกาะจำยังมีไม่มาก เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวเองก็ไม่เยอะนัก

มีระดับราคาตั้งแต่ 500 บาท ถึงคืนละ 9,000 บาท

คุณตุ๊กพักห้องราคา 500 บาทแบบพัดลม จะว่าเรางกก็ได้ คือตอนเราเช่ามอเตอร์ไชค์ทางร้านแนะนำเอาไว้คร่าวๆ

เรารับทราบไว้ เรามีเป้าหมายจะไปพักที่หาดติงไหร แต่มิสเตอร์ริชาร์ดโดนข้าศึกโจมตีอย่างหนัก เมื่อเจอกับถนนเป็น

หลุมเป็นบ่อ ข้าศึกก็ชนะ เลยต้องวิ่งเข้าไปหาห้องน้ำใกล้สุด ไหนๆก็ไหนๆ จองห้องพักเขาซะเลย และเราก็คิดว่าเรา

ตัดสินใจไม่ผิด ที่พักที่ USA รีสอร์ท อ่านว่า อุษารีสอร์ท  

 

 

 

เป้าหมายแรกสำรวจหาดติงไหร และอยากเห็นรีสอร์ทที่เราคิดว่าเราอยากจะพักว่าอยู่ตรงไหนด้วย

ระหว่างทางเราก็เจอที่พักราคาสูงสุดของเกาะ เจ้าของเป็นคนอังกฤษผิวสี ภรรยาเป็นคนฝรั่งเศส เชื้อเชิญเราให้เข้าไปเดินเล่นริมหาด ดื่มเครื่องดื่มที่บาร์  ชื่ออันดามันรีสอร์ท คุณตุ๊กก็ไปอาศัยนอนแปล รับลม

แล้วก็เดินทางต่อ  เล่นน้ำ กลับมาดูพระอาทิตย์ตกใกล้ที่พัก เพราะเห็นมีเรือจอดอยู่เป็นฉากหน้า สวยงามเล็งไว้แล้ว

 

ชีวิตที่เกาะจำไม่มีอะไรมาก ทานข้าวเย็น ขับรถชมพระจันทร์  มองหาบาร์เครื่องดื่มหาไม่เจอ

กลับห้องนอนดูพระจันทร์และดาวที่บันไดที่พัก เหมาะกับการท่องเที่ยวแบบสงบ คนรักธรรมชาติ ไม่มองหาสถานบันเทิงยามค่ำคืน  

 

รุ่งขึ้นตื่นเช้าตื่นก่อนใคร ขับรถไปที่โรงเรียนเกาะจำ เพื่อรอดูพระอาทิตย์ขึ้น และตะเวนดูชีวิตยามเช้า

เจอร้านม่าม๊ากุ๊กกิ๊ก ของคุณลุงที่เจอในเรือ แวะทัก ยกมือไหว้ แกเรียกเข้าไปดื่มโกปี้   บอกว่าไว้ก่อนนะคะ ขอไป

สำรวจทั่วๆก่อนเดี๋ยวแวะมา (เรื่องคุณลุงคุณตุ๊กประทับใจแกมาก ไว้จะเล่าให้ฟังตอนอื่นๆ)

 

 

 

ขับรถเลยร้านลุงซะงัน !

เพราะสาวน้อยอายุประมาณ 4 ขวบ ผู้นั่งท้ายมอเตอร์ไซค์คุณแม่ ได้หันส่งจูบให้ฝรั่งของดิฉัน  ฝรั่งปลื้มลืมตัว

ขับรถตามสาวน้อย  ผ่านแล้วผ่านเลย ขับกลับผ่านที่พักไปจนสุดถนนปูนอีกฟาก เข้าเส้นทางลูกรังคลุกฝุ่นสายหลัก

เห็นเขาว่าถนนเส้นนี้ สามารถขับรอบเกาะได้ เขาพูดต่ออีกว่าฝรั่งบ้าๆ ลุยๆ นิยมขับกันไป

แต่มอเตอร์ไซค์เก่าๆ ที่เราเช่ามาไม่พร้อมจะลุย

 

 

เลยแวะแค่อ่าว(.........จำชื่อไม่ได้........)  มีเรือคายัคของชาวประมง ที่อาชีพหลักทำสวนยาง จอดเรียงไว้เตรียม

พายออกไปตกปลาหมึกเพื่อบริโภคและแบ่งขาย เราหยุดแวะทักสนทนา

 

 

 

 

เราสองคนไม่ไปต่อละนะ เพราะไม่ใช่ฝรั่งบ้าดีเดือด  แต่เราเป็นฝรั่งหิว

เล็งร้านเบเกอรี่เอาไว้แล้วตอนขาไป เพราะร้านเขายังไม่เปิด เจ้าของร้านอดีตนักออกแบบตกแต่งภายในสัญชาติ

สวีเดน ที่ลงเอยแต่งงานกับสาวมุสลิมจบวิทยาศาสตร์ Bio มาเปิดร้านเบเกอรีและมีกาแฟสด อาหารเช้าก่อนอาหาร

เช้าของเราสองคนใต้ต้นมะขาม   แล้วก็ไปกินอาหารเช้าจริงจังที่ร้าน USA ของเรา

 

ดูเวลา อ้าว !! สิบโมงแล้วเหลอ  เราต้องทำเวลาเพราะอยากลงเรือเที่ยวบ่ายสองโมงครึ่ง

ยังไม่ได้เล่นน้ำรอบเช้าเลย  พอคุณตุ๊กพูดว่า เดี๋ยวเล่นน้ำตรงหาดนี้เลยดีกว่า คือหาดที่หน้าร้านเค้า เจ้าของร้านรีบ

แนะนำอ่าวมะพร้าว  อยู่ที่เกาะปู เส้นทางที่เราตั้งใจไปพอดี  ที่แนะนำเพราะดีกว่าหรือเพราะไม่อยากเห็นทิวทัศน์มี

เราในหาดนะ( ตอนนั้นแอบสงสัย แต่คำตอบที่ได้ มันดีกว่าเยอะเลย)

 

 (แปลนอนที่ชายหาดที่พัก USA ร้านอาหารอยู่ติดหาด ที่พักต้องเดินข้ามถนน)

( ยังเป็นบรรยากาศอ่าวที่ ที่พัก)

 

ขับรถมอเตอร์ไซค์ผ่านป่ายางบนเส้นทางสายเดียวที่ตัดผ่านเกาะ เลยไปถึงอ่าว  อ่าวลุโบ๊ะ ทั้งที่มองหาอ่าวพร้าว

เมื่อมาถึงแล้ว ก็นั่งรับลมสักครู่ ค่อยย้อนกลับไปเล่นน้ำที่ อ่าวพร้าว

ทั้งหาดเป็นของเราเมื่อเรือที่นำนักท่องเที่ยวมาเล่นน้ำบ่ายหน้าออกไปแล้ว น้ำใส ไม่มีโขดหิน  คลื่นไม่แรง สวรรค์

ของคุณตุ๊กเลย

 

(ป้ายบอกนักท่องเที่ยว )

แล้วเราก็จากมา ทุกพื้นที่ ทุกก้าวที่เดิน คุณตุ๊กเดินบนแผ่นดินไทย รู้สึกอบอุ่นได้รับการต้อนรับ 

 

คุณตุ๊กอาจจะเกิดมาในช่วงเวลาสงบสุข แม้จะเห็นพ่อเข้าร่วมฝึกกับทหาร “ไทยอาสาป้องกันชาติ” แต่ก็ไม่เคยเห็นพ่อถือปืนออกไปรบกับใคร

เมื่อน้องชายร้องให้เสียงจ้า  แค่ปู่พูดว่า โน้น “คอม” มา เสียงร้องให้หยุด ดั่งกดปุ่มปิด 

บ้านคุณตุ๊กไม่ได้อยู่ในโซนพื้นที่สีแดง แค่สีชุมพูจางๆ ได้ยินวงสนทนาของผู้ใหญ่คุยกันเสมอเรื่องคอมมิวนิสต์ เป็นเสียงกระซิบกระซาบ เรื่องราวของลูกหลาน บ้านนั่น บ้านนี้ ทั้งฝ่ายทางการ ฝ่าย"ผู้หลงผิด" ในยามค่ำคืนลูกหลานของใครบางคนที่เข้าป่า อาจะแวะมาเอาเสบียงที่มีคนจัดเตรียมไปซ่อนไว้ให้ที่คันนา หรือชายป่าไกลๆ ทำทีว่าไปเข้าป่าเก็บเห็ด ไม่มีใครเอ่ยปากถามใคร แค่รู้กัน

เราเป็นเด็กเห็น ก็สงสัย ถาม แต่ไม่เคยได้รับคำตอบ 

แล้ววันเวลาเหล่านั้นก็ผ่านไป ข่าวจากวิทยุตอนเช้า บอกว่า คนที่เข้าป่าออกมา วางอาวุธ เป็น “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” กันหมดแล้ว  

สำหรับคุณตุ๊กเหตุการณ์เหล่านั้น เป็นเสมือนคำชุบซิบของคนอื่น ที่ผ่านหู ได้ยิน  แต่ไม่ได้ฟังไม่เข้าใจ ได้เห็น แต่เป็นเพียงภาพที่วูบผ่าน ไม่ได้รู้สึกมีส่วนร่วมไม่มีความเกี่ยวข้องกับช่วงประวัติศาสตร์ เหล่านั้น ถ้าไม่นับว่าเราคือหนึ่งชีวิตบนแผ่นดินไทย

คุณตุ๊กเติบโตมาบนแผ่นดินที่หลายคนใช้เลือดเนื้อชีวิตเข้าแลก เพื่อสร้างแผ่นดินสงบไว้ให้เรา แผ่นดินที่สงบร่มเย็นแล้วเลยคิดเสมอว่าโชคดีอยู่ในดินแดนที่สงบสุข แต่ไม่เคยรู้สึกซาบซึ้งขอบคุณ ได้มากเท่าเหมือนที่รู้สึกตอนนี้ ตอนนี้เราเห็นผู้บาดเจ็บล้มตาย เด็กน้อยโดนพรากชีวิต เพื่อนผู้ร่วมออกเดินสองเท้า เพื่อนที่ร่วมอุดมการณ์เดียวกับเรา คนที่ทุ่มเทเหล่านั้น คนที่ยอมนอนถนน ย่อมเสียงชีวิต

พอมีคนล้มตายสักคน เราก็รู้สึกสูญเสีย รู้สึกหดหู่ รักตัว กลัวตาย ท้อและอยากจะให้มันถึงวันสิ้นสุด ลืมไปว่า เคยมีคนมากเท่าไหร่ในประวัติศาสตร์ ก่อนหน้าเรา ที่ยอมสละเลือดเนื้อเพื่อแผ่นดินนี้  เมื่อมีคนประกาศขอแยกประเทศ แยกดินแดนเพียงเพื่อเราใส่เสื้อ คนละสี มีความคิดต่าง ในคำว่าประชาธิปไตย 

 

เห็นเขาว่าแกนนำเหล่านั้น เขาเคยเป็นคนหนุ่มสาวสมัยคุณตุ๊กยังเด็ก บางคนเคยหนีเข้าป่าจับมือต่อสู้กับรัฐบาลไทย เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง เป็นระบบคอมมิวนิตส์ ซึ่งเดี๋ยวนี้คงเปลี่ยนแนวการต่อสู้เพื่อระบบคอมมิสชั่น ไปแล้วสำหรับบางคน  

 “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้” เราสู้เพื่อขับไล่ทุนสามานย์ ที่สูบเอาผลประโยชน์บนแผ่นดินของบรรพบุรุษที่มีความต้ังใจ ไว้ให้รุ่นลูก รุ่นหลาน อยู่อาศัยกันอย่างเท่าเทียม ไม่ได้เอาเลือดเนื้อเข้าแลกเพื่อให้ ไอ้ อี หน้าไหนมาเอารัดเอาเปรียบ คนไทยคนอื่นๆ บนแผ่นดิน 

แม้เกาะที่ไปเยือน จะสวยงามเพียงไร แต่ดินแดนแห่งนั้นไม่ใช่บ้านคุณตุ๊ก ถึงเวลาคุณตุ๊กก็ต้องกลับบ้าน  

แผ่นดินไทยของเราก็เช่นกัน แผ่นดินที่เราเกิด แผ่นดินที่เราเรียกบ้าน เราจะไม่ยอมให้ใครมาทำลายความเป็นปึกแผ่นของเรา 

 

 (ชาวสวนในคราบชาวประมง กลับจากตกปลาหมึก)

โดย คุณตุ๊ก

 

กลับไปที่ www.oknation.net