วันที่ พฤหัสบดี กุมภาพันธ์ 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พล็อตเรื่องรามเกียรติ์กับสังคมที่ไม่รู้จักสีเทา


เวิ้งวิภาษ หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 10 มกราคม 2556

อติภพ ภัทรเดชไพศาล

 

มหากาพย์รามายณะ กับ มหาภารตะยุทธ์ นั้นมีต้นกำเนิดจากแหล่งเดียวกัน คืออินเดีย แต่ถูกสร้างขึ้นตามความเชื่อที่ต่างนิกายกัน

ขณะที่มหาภารตะนับถือร่างอวตารของพระนารายณ์เป็นพระกฤษณะ

ในรามายณะกลับนับถือร่างอวตารในรูปของพระราม

ในสังคมไทย ดูเหมือนเราจะมุ่งศึกษาแต่เรื่องรามายณะ หรือ รามเกียรติ์ เป็นหลัก โดยน้อยนักที่จะมีการกล่าวถึงเรื่องมหาภารตะ

เคยมีคนตั้งข้อสังเกตว่า ที่สังคมไทยชื่นชอบเรื่องรามเกียรติ์มากเป็นพิเศษ จนหลงลืมเรื่องมหาภารตะไปโดยสิ้นเชิงนั้น เกิดจากการที่สังคมไทยเป็นสังคมที่นิยมเรื่องเล่าแบบดำ-ขาว

แสดงถึงความดีความชั่วที่ตัดกันอย่างสุดขั้ว

โดยมีพระรามเป็นเครื่องหมายถึงความดีสูงสุด และทศกัณฑ์เป็นเครื่องหมายของความเลวทรามต่ำช้าอย่างไม่อาจหาใดเปรียบ

สอดคล้องกับคำวิจารณ์ของเขมานันทะ ที่ว่า

“พระรามเป็นแบบฉบับบุคคลในอุดมคติ คือเป็นพระเจ้า เป็นสามีที่เลิศที่สุดของภรรยาคือนางสีดา เป็นพี่ชายที่ดีที่สุดของน้องคือพระลักษมณ์ เป็นคนที่ทรงสัตย์ที่สุด รับคำของพ่อไว้แล้ว แม้พ่อตายแล้วยังปฏิบัติต่อ”

(เขมานันทะ, เค้าขวัญวรรณกรรม)

ขณะที่มหาภารตะ เป็นเรื่องราวการฆ่าฟันกันเองของญาติพี่น้องสองฝ่าย คือฝ่ายเการพและปาณฑพ ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างความชอบธรรมของตนเอง 

โดยเนื้อหาในเรื่องยังมีประเด็นที่แปลกและแหวกขนบอย่างยิ่ง เช่น ในกรณีที่พี่น้องปาณฑพทั้งห้า มีเมียเป็นผู้หญิงคนเดียวกัน คือนางเทราปที

เป็นไปได้อย่างไรที่ผู้หญิงคนเดียวจะมีสามีถึงห้าคน สิ่งนี้ช่างขัดแย้งกับศีลธรรมและสามัญสำนึกอย่างโจ่งแจ้ง แต่ฝ่ายปาณฑพนั้นเป็นฝ่ายตัวเอก เป็นฝ่ายดีในเรื่อง จะเป็นไปได้อย่างไรที่ฝ่ายดีจะกระทำในเรื่องผิดศีลธรรมเช่นนี้

เรื่องแปลกๆ เช่นนี้มักถูกมองว่าเป็นปริศนาธรรม และต้องการการตีความในระดับลึก

ศีลธรรมจึงเป็นสิ่งที่ถูกท้าทายและตั้งคำถามในมหากาพย์เรื่องนี้อย่างถึงที่สุด

นอกจากนั้น การพิฆาตฆ่าฟันญาติพี่น้องตนเอง ก็ยังแสดงให้เห็นถึงความบิดเบี้ยวของ “ศีลธรรม” ความเจ็บปวดใจของอรชุนในการเข้าสู่สนามรบ จึงจำเป็นต้องได้รับการคลี่คลายโดย “ภควัตคีตา” ของพระกฤษณะ

อันเป็นกถาที่เต็มไปถ้อยคำเชิงปรัชญาขั้นสูง ที่ไม่ใช่ว่าจะอ่านเข้าใจกันง่ายๆ

ยิ่งในตอนจบของเรื่อง เมื่อตัวเอก ยุธิษฐิระ ได้ขึ้นสวรรค์ เข้าเฝ้าพระกฤษณะ เขากลับพบว่าคนอื่นๆ ล้วนอยู่บนสวรรค์กันหมดแล้ว ซึ่งรวมถึงฝ่ายศัตรูหรือตัวโกงที่ถูกเขาฆ่าตายในทุ่งกุรุเกษตรไปแล้วด้วย

อันแสดงให้เห็นถึงมายาภาพของความเป็นตัวเอก-ตัวโกง ที่ไม่มีอยู่จริง 

แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเราทั้งหมดทั้งมวล ล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน และความชั่ว-ความดีก็ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากภาพลวงตาเท่านั้น

นี่แหละ ที่ทำให้สังคมไทยไม่ต้องตาต้องใจกับมหาภารตะ แต่กลับไปถูกใจกับรามเกียรติ์ เพราะเนื้อเรื่องที่ง่ายๆ ทื่อๆ ตรงไปตรงมา ถ้าไม่ชั่วก็คือดี ถ้าไม่ดีก็คือชั่ว

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ผมรู้สึกว่าพล็อตเรื่องง่ายๆ ทื่อๆ นี้ กำลังถูกผลักดัน หรือถูกนำมาโกหกว่าเป็นความจริงเพียงหนึ่งเดียวในสังคมไทย

เมื่อข้างหนึ่ง ทำการชี้หน้ากล่าวหาอีกข้างหนึ่ง ว่าโกง ว่าเป็นเผด็จการ หาว่าต้นเหตุของความเลวร้ายของสังคมไทยมีต้นเหตุมาจากทักษิณและระบอบทักษิณที่ชั่วช้าสามานย์อย่างสุดขั้ว

และขณะที่อ้างว่าตนเองเป็น “คนดี” ก็เที่ยวกล่าวหาชี้หน้าชาวบ้านที่ไม่เห็นด้วยกับตัวเองว่า “โกง” บ้าง เป็น “ขี้ข้าทักษิณ” บ้าง

การไม่เคารพความเห็นต่าง และอวดอ้างว่าฝ่ายตนเท่านั้น ที่เป็น “คนดี” นอกจากจะนำไปสู่การดูหมิ่นเหยียดหยามผู้ที่คิดต่างว่าเป็น “คนไม่ดี” แล้ว ยังต้องนับว่าเป็นการ “โกหก” นำเรื่องไม่จริงมาพูดอย่างน่าละอายใจเป็นอย่างยิ่ง

เพราะในโลกแห่งความจริง รู้ๆ กันอยู่ว่า คนที่ดีที่บริสุทธิ์ผุดผ่องร้อยเปอร์เซ็นต์นั้นไม่เคยมีอยู่

เช่นเดียวกับคนชั่ว ที่ชั่วไปทุกกระเบียดนิ้วก็ย่อมไม่มีอยู่เช่นกัน

การมองภาพสังคมไทยว่ามีเพียงฝ่ายชั่วกับฝ่ายดีนั้นเป็นการมองด้วยจิตใจที่คับแคบตื้นเขิน และมีแต่จะนำไปสู่การใช้ความรุนแรงต่อกันโดยปราศจากการยั้งคิด

คงยังจำกันได้ว่าเรามีตัวอย่างกรณีเช่นนี้มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง

 

ภาพจากเรื่องมหาภารตะ : ภีษมะ ผู้มีศักดิ์เป็นปู่ของทั้งฝ่ายปาณฑพและเการพ ต้องศรของอรชุนผู้หลานในการรบวันที่สิบ

โดย insanetheater

 

กลับไปที่ www.oknation.net