วันที่ ศุกร์ กุมภาพันธ์ 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

.....น่าน(6)..@..เก็บตกเล็ก ๆ น้อย ๆ จากเมืองน่าน.....


.

.

.

กลับจากน่านมาหลายวันแล้วครับ  แต่ความรู้สึก  ยังนึกถึงน่านมิรู้เลือน...

เหตุผล..เพราะในแต่ละวัน เมื่อผมรู้สึกเบื่อหรืออ่อนเพลียจากการเสพข่าวการเมือง  ผมจะนั่งเขียนบล็อกเรื่องน่าน

ทบทวนเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมาอย่างมีความสุขที่น่าน  ลดความรู้สึกที่ร้อนแรงภายในจิตใจตนเองลงไปได้มาก

จึงเขียนเรื่องราวที่ไปเที่ยวน่านครั้งนี้ได้ถึง ๕ เอ็นทรียาว ๆ 

เมื่อกลับมาเปิดไฟล์ภาพดูอีกครั้ง  พบว่ายังมีภาพอีกมากมายที่ไม่ได้หยิบมาใช้เขียนบล็อก

และเห็นว่าน่าจะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ดีกว่าให้ภาพสงบนิ่ง ๆ อยู่ในคอมพิวเตอร์  

ผมจึงขอเพิ่มเอ็นทรีเก็บตกอีกสัก ๑ เอ็นทรีนะครับ

.

.

.

๑...ทุ่งช้างขวางหน้า....

การเดินทางท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่าง ๆ ในแต่ละทริป  หากสามารถเลือกได้  ผมจะเลือกเดินทางกลางวัน

และขอซุกตัวเองอยู่ที่เบาะนั่งแถวหน้าของรถ  ไม่ว่าจะเป็นรถตู้หรือรถบัส  เพื่อสะดวกในการชมวิวทิวทัศน์และบันทึกภาพ

ไปน่านครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน  จองตั๋วล่วงหน้า  ระบุที่นั่งเรียบร้อย  คาดหมายว่าจะต้องเป็นจุดที่เหมาะสมแน่นอน

และเหมาะสมจริง ๆ ด้วย  แต่เจออุปสรรคเข้าจังเบ้อเริ่ม

กระจกหน้ารถ  มีตัวอักษรว่า "ทุ่งช้าง" ติดหราอยู่  รวมถึงมีเสาอากาศวิทยุ  และอุปกรณ์อื่น ๆ อีกหลาย ๆ อย่าง

สุดท้าย  เมื่อเห็นวิวเบื้องหน้าสวย ๆ  ถ่ายออกมาจะเป็นเช่นนี้แล....

.

.

.

๒...แพร่ยามเย็น...

แสงแดดเย็น  สาดส่องไปทั่วถนนสายหนึ่งของจังหวัดแพร่

ผมเห็นความจอแจ จ๊อกแจ๊กของการเดินทางจากการใช้รถใช้ถนน

รถยนต์หลากชนิด  มอเตอร์ไชด์มากมาย  และผมยังเห็นรถสามล้อถีบวิ่งรวมอยู่ด้วย

ผมเลยบอกแม่มะยงว่า  หากมีทริปขึ้นมาทางเหนืออีกครั้งเมื่อไหร่  เราซื้อตั๋วมาลงที่ขนส่งจังหวัดแพร่บ้างดีกว่า

นอนแพร่ ๑ คืน  เที่ยวแพร่ ๑ วัน  ก่อนจะไปต่อที่น่านอีกครั้ง

แม่มะยงเห็นด้วยกับความคิดนี้....

รอก่อนนะเมืองแพร่.....เมืองที่เคยผ่านบ่อย ๆ  แต่ยังไม่ได้ละเลียดเก็บรายละเอียดซะที...

แต่ "แพร่" อยู่ใกล้ตัวใกล้ใจของผมทุก ๆ วัน  

เพราะผมสวมใส่ "เสื้อหม้อฮ่อมแพร่" เป็นเครื่องแบบประจำตัวมานานแล้ว......

.

.

.

๓...เขตพระราชฐาน ที่น่าน  ก็มีนะจ๊ะ...

เลยอำเภอเวียงสา มาหน่อยหนึ่ง  ก่อนจะเข้าตัวจังหวัดน่าน ในตำบลดู่ใต้

ผมหันขวับไปทางขวามือของรถ เห็นป้าย "เขตพระราชฐาน  ลดความเร็ว"

โอว์!  ความรู้ใหม่  น่าน มีเขตพระราชฐานด้วย  ค้างคาใจผมมาก  

สอบถามรายละเอียดจากชาวน่าน  ได้คำตอบว่า....

"ชื่อพระตำหนักธงน้อย  ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา  สยามบรมราชกุมารี "  อยู่ริมแม่น้ำน่าน

รายละเอียดมากกว่านี้  ไม่นำเสนอนะครับ  มิบังควร...

.

.

.

๔...พระบิณฑบาตร...

เห็นพระออกเดินบิณฑบาตรโปรดสรรพสัตว์คราใด  ให้นึกถึงวันเวลาที่ผมบวชเป็นพระ ๑ พรรษา

การออกเดินในทุก ๆ เช้า  จะได้พบเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เหมือนกันในแต่ละวัน

เดินก้าวย่างไปด้วยจิตใจที่สงบ  มองไปข้างหน้าไม่เกิน ๓ ก้าว  เดินด้วยอาการสงบ

วินัยสงฆ์เกี่ยวกับการเดินบิณฑบาตรมีละเอียดยิบ  อย่าเผลอใจเชียวนะ  เป็นอาบัติทันทีเชียวแหละ..

.

.

.

๕...เก็บยอดผักจิ้มน้ำพริก...

ชาวเมืองจะปรุงอาหารแต่ละมื้อแต่ละจาน  ต้องไปเดินตลาดซื้อหาสิ่งต่าง ๆ มาให้ครบถ้วน  จึงจะปรุงอาหาร

แต่ชาวบ้าน  ตื่นเช้าหุงข้าวไว้อย่างเดียว  และเดินออกไปในสวนข้างบ้าน

หันซ้ายทีขวาที  จะได้อาหารมาเต็มกำมือ  เพียงพอกับการรับประทานใน ๑ มื้อ

คุณน้าคนนี้  โปรยยิ้มให้ผมและยกผักในมือในมือให้ดู

แล้วบอกว่า  "ผัดกับน้ำมันร้อน ๆ จิ้มน้ำพริกอร่อยจ้าพ่อหนุ่ม"

.

.

.

๖...ยิ้มคุณยาย...

คนเฒ่าคนแก่  ส่วนใหญ่จะปลงตกในเรื่องราวของชีวิต  ไม่มีอะไรนำมาคิดมาก  หรือนำมาแบกไว้ในจิตใจ

คุณยายท่านนี้  มีบ้านอยู่ใกล้ ๆ กับบ้านที่ผมไปพักอาศัย

ผมเจอคุณยายทุก ๆ เช้า  คุณยายจะเดินมาดูคนแปลกหน้าที่มาเที่ยวในหมู่บ้าน

เดินมาส่งยิ้มเฉย ๆ แล้วเดินกลับ

.

.

.

๗...สักวันหนึ่ง ผมจะเป็นเช่นนั้น...

คุณตาอีกท่านหนึ่ง  อยู่คนเดียวในบ้านซอมซ่อ  หูหนวก  ตาเป็นต้อมองอะไรไม่ชัดเจน

ผมไปนั่งคุยกับคุณตาทุกวัน  คุยภาษามือ ชี้โบ้ชี้เบ้ไปเรื่อย  มีแต่เสียงหัวเราะ ฮ่า..ฮา...สนุกสนาน

ผมขอถ่ายรูปคู่ คุณตายิ้มด้วยไมตรี

เมื่อมานั่งดูรูป  ผมก็ปลงตกว่า  สักวันหนึ่งอีกไม่นานผมจะเป็นแบบคุณตานี่แหละ...

.

.

.

๘...สันเขา...

สันเขาเมืองน่านวันนี้  มีถนนตัดผ่านเป็นถนนลอยฟ้า

ผมยืนมองแล้วรู้สึกทึ่งในการออกแบบถนนของนายช่างกรมทาง

เขามีฝีมือและมีความสามารถสูงที่จะทำให้การสัญจรเป็นไปอย่างสะดวกสบาย

แต่ก่อนที่จะเป็นเช่นนี้  ผมได้ยินเสียงเพลง"น้ำตาคลอ" ของสุเทพ  แว่วเบา ๆ เข้ามาในโสตประสาท

"ฉันสู้ถากถางสร้างทางทำไม?  ฉันสร้างเพื่อใคร?  ก็ใครเป็นแรงผลักดัน?

นอกจากแรงใจที่ให้กับฉัน  ยังร่วมกันฝัน  สร้างสรรค์สื่อปรารถนา"

.

.

.

๙...หมากร้อยพวง...

เช้าวันหนึ่ง  ผมเดินเข้าไปที่ตลาดปัว  เดินหาภาพแปลก ๆ เพื่อถ่ายรูป

ได้เห็น "หมากร้อยพวง"  ซึ่งไม่มีให้เห็นทางปักษ์ใต้หรือภาคกลาง

ชาวไทยเหนือหรืออีสาน นิยมนำผลของหมากมาผ่าซีก แล้วเสียบร้อยด้วยปอหรือด้าย  

ผูกเป็นพวง เพื่อสะดวกในการจัดเก็บ ก่อนจะนำไปตากแห้ง  ในแต่ละพวงจะมีหมากนับร้อย ๆ ชิ้น

นอกจากจะนำมารับประทานแล้ว เขายังนำหมากร้อยเหล่านี้ มาเป็นส่วนสำคัญในพิธีกรรมหลายอย่าง

.

.

.

๑๐...เสาไฟจราจร...

ผมผ่านไปบ้านเมืองใดก็ตาม  ผมชอบมองหาป้ายชื่อบอกถนน  หรือโคมไฟฟ้าริมถนน

แต่ละท้องถิ่นจะสร้างไม่เหมือนกัน  แล้วแต่การออกแบบและงบประมาณที่มีอยู่

ในตัวจังหวัดน่าน  ผมได้เห็นเสาสำหรับแขวนสัญญาณไฟจราจรเป็นรูปเรือยาว  ซึ่งมีประวัติว่า...

ไม่เป็นที่ปรากฏแน่ชัดว่าเจ้าผู้ครองนครน่านพระองค์ใด มีรับสั่งให้บรรดาเสนาอามาตย์ทหารข้าราชบริพาร

ไปตัดต้นตะเคียนที่ป่าขุนสมุน (ป่าต้นน้ำอยู่ห่างจากอำเภอเมืองน่านในปัจจุบันไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ ๓๐ กม.)

เป็นต้นไม้ตะเคียนที่มีขนาดใหญ่มาก ใหญ่ขนาดที่ว่าตอไม้ที่เหลือกว้างจนสามารถนำขันโตก มาตั้งได้ถึง ๑๐๐ โตก

แล้วให้ทหารลากออกมาที่ริมแม่น้ำน่าน  รอยลากทำให้เกิดแม่แม่น้ำสมุน (แม่น้ำสาขาของแม่น้ำน่าน)

และให้น้ำไม้ตะเคียนมาขุดตกแต่งเป็นเรือแข่งเมืองน่าน ๒ ลำตั้งชื่อว่า "เรือท้ายหล้า-ตาตอง"

ให้คนเมืองน่านได้ใช้เป็นรูปแบบในการขุดเรือ

เพื่อใช้ในการแข่งขันเรือให้เป็นประเพณีเพื่อบ่มเพาะความรัก ความสามัคคี

เสริมสร้างจิตใจให้มั่นคง รู้แพ้ รูชนะ รู้อภัย ให้กับลูกหลานเมืองน่าน ตราบจนถึงปัจจุบัน

.

.

.

๑๑...กว่าง..นักสู้แห่งขุนเขา...

ก่อนจะถึงตัวอำเภอปัว  เทศบาลได้จัดทำป้ายต้อนรับไว้สวยงาม

เป็นรูปตัวกว่าง

"กว่าง" เป็นชื่อเรียกด้วงปีกแข็งชนิดหนึ่ง มี 6 ขา มีทั้งชนิดมีเขาและไม่มีเขา

ชอบกินน้ำหวานจากอ้อย มีวงจรอายุหนึ่งปี เริ่มจากระยะที่เป็นตัวหนอน หรือด้วงจะมีสีขาว

อาศัยอยู่ในดิน กินเศษใบไม้ผุ ตอไม้หรือต้นไม้ที่ผุ

ซึ่งนับเป็นการช่วยธรรมชาติในการช่วยย่อยสลายใบไม้กลายเป็นปุ๋ยให้ดินเป็นอย่างดี

ต่อมา เจริญเติบโตกลายเป็นดักแด้ และด้วงกว่างเต็มวัยที่พร้อมสืบพันธ์ได้

จากนั้นเมื่อเข้าสู่ฤดูฝนและดินอ่อน

ด้วงกว่างที่เจริญเติบโตเต็มที่ก็จะดันดินออกมาสู่โลกภายนอก เพื่อหาแหล่งอาหารใหม่ และผสมพันธุ์
       
กว่างตัวผู้ที่แข็งแรงเท่านั้น ที่มีโอกาสรอดเพื่อการผสมพันธุ์

กว่างจะต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงตัวเมีย ที่เรียกกันว่า การชนกว่าง และฝ่ายที่ชนะก็จะได้ผสมพันธุ์กับตัวเมีย

นับเป็นการคัดเลือกสายพันธุ์โดยธรรมชาติอย่างแท้จริง

ซึ่งจากธรรมชาติเช่นนี้ จึงเป็นที่มาของกิจกรรมชนกว่างของชาวบ้านในภาคเหนือในช่วงว่างเว้นหลังจากปลูกนา

จังหวัดน่าน ถือได้ว่ามีกว่างเป็นจำนวนมาก  

แต่ไปน่านทริปนี้  ผมไม่ได้ชมการต่อสู้ของนักสู้แห่งขุนเขา  เสียดายมากครับ

.

.

.

๑๒...ผูกข้อมือรับขวัญ...

ก่อนจะกลับบางพลี ๑ วัน  ผมได้รับเมตตาจากคุณยาย  ญาติของเจ้าของบ้านที่ผมไปพักอาศัย ผูกข้อมือรับขวัญ

เป็นการผูกข้อมือด้วยด้ายสีขาวแบบง่าย ๆ ไม่มีพิธีรีตรองอย่างใด  

นอกจากขณะที่ผูกข้อมือ  คุณยายกล่าวคำให้พรเป็นภาษาบาลี  แปลได้ว่า  ให้อายุมั่นขวัญยืน  ให้มีความสุข  ประมาณนั้น

นั่นคือสิ่งร้อยรัดดวงใจให้กับนักท่องเที่ยวอย่างผมจดจำเหตุการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ในเมืองน่านได้อย่างมิรู้ลืม

.

.

.

๑๓...พระธุดงค์  เดินภูเขา...

ในขณะที่นักท่องเที่ยว  นั่งรถผ่านไปตามสถานที่ต่าง ๆ อย่างรวดเร็วนั้น

มีนักท่องเที่ยวในวัฎฏะสงสาร  จำนวนหนึ่ง  เดินช้า ๆ ไปตามสถานที่ต่าง ๆ 

"วัฎฎะสงสาร"  หมายถึง  การวนเวียนเป็นวงกลม  ซึ่งหมายถึงการที่จิตของคนวนเวียนอยู่ในอาการทั้ง  ๓  

อันได้แก่  "กิเลสวัฏฏะ"  วนอยู่ในกิเลส...  "กรรมวัฏฏะ"  วนอยู่ในกรรม...  "วิบากวัฏฏะ"  วนอยู่ในวิบาก

นั่งรถเร็ว ๆ มองไม่เห็นกิเลส  มองไม่เห็นกรรม  มองไม่เห็นวิบาก  หรอกครับ

ต้องเดินอย่างช้า ๆ วัฎฎะสงสารจะผุดขึ้นมาให้เราเห็นอย่างชัดเจนในแต่ละย่างก้าว

.

.

.

"เก็บตกจากน่าน" ครั้งนั้น  มีหลายสิ่งหลายอย่างให้ผมได้เห็น ให้ผมได้พิจารณา

เห็นแล้ว  พิจารณาแล้ว  พบว่า  

แต่ละเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิตนั้น

ไม่มีเรื่องใด  ไม่มีสิ่งใด  ที่ควรจะยึดมั่นถือมั่น

ยิ่งยึดมั่นถือมั่นมากเท่าไหร่  ก็จะมีทุกข์มากเท่านั้น

ดู "นังดอกไม้" เป็นตัวอย่างเถิด....

.

 

โดย มะอึก

 

กลับไปที่ www.oknation.net