วันที่ พุธ มีนาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บทความ "เชื่อผิด คิดผิด ทำผิด"


บทความ "เชื่อผิด คิดผิด ทำผิด"

โดย อาจารย์บรรจง บินกาซัน ประธานโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน

ที่มา http://www.knowislamthailand.org/

ความเชื่อพื้นฐานอย่างหนึ่งของทุกศาสนาคือ ความเชื่อในเรื่องการมีอยู่ของโลกหน้า หรือโลกหลังความตาย ซึ่งถูกเรียกด้วยถ้อยคำที่แตกต่างกัน เช่น นรกและสวรรค์ วันพิพากษาและวันแห่งการฟื้นคืนชีพ เป็นต้น

เหตุผลที่ความเชื่อเช่นนี้มีอยู่ในทุกศาสนา ก็เพราะศาสนาถูกส่งมาเพื่อจัดระเบียบและปฏิรูปมนุษย์ ทั้งนี้ เนื่องจากในสมัยก่อน สังคมมนุษย์ยังไม่มีรัฐบาลกลางที่คอยทำหน้าที่ออกกฎหมายจัดระเบียบควบคุมสังคมมนุษย์ กฎของศาสนาจึงต้องควบคุมมนุษย์ทางด้านวิญญาณ เพราะวิญญาณคือผู้บงการพฤติกรรมของมนุษย์ แต่เนื่องจากไม่มีอำนาจใดสามารถนำวิญญาณที่เป็นจอมบงการมนุษย์ตัวจริงไปลงโทษในโลกนี้ได้ การลงโทษวิญญาณจึงต้องเลื่อนไปยังโลกหน้า ซึ่งเป็นโลกที่ตามองไม่เห็น นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมคำสอนของทุกศาสนาจึงมีหลักความเชื่อในเรื่องนรกและสวรรค์เป็นพื้นฐาน 

 

 

ถ้ามนุษย์มีความเชื่อว่า หลังความตายมีการลงโทษอย่างแสนสาหัสสำหรับคนทำบาปหรือทำชั่ว มนุษย์ก็จะคิดแล้วคิดอีกว่า ความชั่วที่ตัวเองจะทำนั้นคุ้มหรือไม่กับการถูกลงโทษ ถ้าเห็นว่าไม่คุ้ม มนุษย์ก็จะไม่ทำ ในทางตรงข้าม ถ้ามนุษย์เห็นว่าการทำความดีในโลกนี้ แม้ไม่มีใครเห็นและตอบแทน แต่โลกหน้ามีรางวัลตอบแทนให้อย่างมากมาย มนุษย์ก็จะทำความดีต่อไปโดยไม่หวังการตอบแทนจากมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งทำให้การทำความดีของมนุษย์มีความยั่งยืน

                การฟื้นคืนชีพหลังความตาย วันพิพากษา นรกและสวรรค์จึงเป็นความจริงและเป็นความยุติธรรมที่ศาสนานำเสนอแก่มนุษย์ หากวิญญาณของมนุษย์ไม่มีความเชื่อในเรื่องนี้ ต่อให้มีกฎหมายนับสิบนับร้อยฉบับก็ไม่สามารถควบคุมมนุษย์ได้ตราบใดที่มนุษย์ยังมีชีวิต

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อในเรื่องโลกหน้าได้ถูกเนื้อหนัง ความสุขและความสวยงามของวัตถุรอบตัวมนุษย์บดบังไว้ มนุษย์จึงมองโลกหน้าไม่เห็น และเมื่อไม่เห็นสิ่งใด มนุษย์ก็ด่วนสรุปว่าสิ่งนั้นไม่มี เมื่อเชื่อว่าโลกหน้าไม่มี มนุษย์ก็จะมีพฤติกรรมเยี่ยงสัตว์ที่เกิดมาเพียงเพื่อกิน นอน ถ่าย สืบพันธุ์และตายไปเยี่ยงสัตว์ที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองในโลกหน้า แต่เนื่องจากมนุษย์มีสติปัญญาและความสามารถเหนือกว่าสัตว์ เมื่อมนุษย์ทำความชั่ว มนุษย์ทำความชั่วได้มากกว่าสัตว์ ดังนั้น มนุษย์จึงต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง

ชาวอาหรับสมัยก่อนหน้าอิสลามมีความเชื่อว่า การฟื้นคืนชีพหลังความตายเป็นเรื่องโกหกหรือนิยายปรัมปราที่ผู้คนเล่าสืบทอดกันมา ชาวอาหรับจึงทำความชั่วกันด้วยความโอหัง ด้วยเหตุนี้ยุคก่อนหน้าอิสลามในแผ่นดินอาหรับจึงถูกเรียกว่า “ยุคอวิชชา” (ญาฮิลียะฮ์) ที่เต็มไปด้วยความชั่วสารพัดเช่นเดียวกับโลกในยุคปัจจุบัน

เมื่อนบีมุฮัมมัดถูกส่งมาปฏิรูปชาวอาหรับ สิ่งแรกที่ท่านทำคือ การสอนให้ชาวอาหรับเลิกกราบไหว้พระเจ้าจอมปลอมและหันมาศรัทธาในพระเจ้าที่แท้จริง และเชื่อว่ามนุษย์จะถูกทำให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งหลังความตายเพื่อรับการตอบแทนรางวัลหรือการลงโทษในสิ่งที่ตัวเองได้ทำไว้ขณะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้

แม้ในตอนแรกๆชาวอาหรับจะต่อต้านท่านนบีมุฮัมมัด แต่เมื่อชาวอาหรับยอมจำนนต่อเหตุผลและความจริงที่นบีมุฮัมมัดนำเสนอ ไม่นานนักชาวอาหรับก็เปลี่ยนแปลงตัวเองและสังคมของตนจนกลายเป็นอู่อารยธรรมแห่งหนึ่งของโลก

นอกจากการไม่เชื่อในเรื่องการตอบแทนในชีวิตหลังความตายที่เป็นสาเหตุทำให้มนุษย์ทำความชั่วแล้ว ความเข้าใจผิดในเรื่องชีวิตหลังความตายก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มนุษย์ทำความชั่วโดยไม่กลัวเกรงการถูกลงโทษในโลกหน้า

ในสมัยที่ท่านนบีมุฮัมมัดอพยพไปตั้งถิ่นฐานในเมืองยัษริบ ที่นั่นมีชุมชนชาวยิวลี้ภัยมาอาศัยอยู่บริเวณชานเมืองเป็นเวลานานแล้ว ในตอนแรกคัมภีร์กุรอานเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “ลูกหลานอิสราเอล” เพราะคนเหล่านี้สืบเชื้อสายมาจากยาโกบผู้ได้ฉายาว่าอิสราเอล บางครั้งก็เรียกคนกลุ่มนี้ว่า “ชาวคัมภีร์” เพราะคนเหล่านี้ได้รับคัมภีร์ทางศาสนาจากศาสดาหลายคนของตน คนในชุมชนนี้ส่วนใหญ่นับถือศาสนายูดายที่ผิดเพี้ยนไปจากคำสอนดั้งเดิมของโมเสส จึงถูกเรียกว่ายิวในเวลาต่อมา ชาวยิวเป็นกลุ่มเป้าหมายแรกที่ท่านนบีมุฮัมมัดเรียกร้องเชิญชวนให้หันกลับมาสู่ศาสนาดั้งเดิมของอับราฮัมบรรพบุรุษของพวกเขา นั่นคืออิสลาม

ชาวยิวมีความศรัทธาในเรื่องโลกหน้าหรือการฟื้นคืนชีพหลังความตาย แต่ชาวยิวก็กระทำความชั่วสารพัด คัมภีร์กุรอานกล่าวว่าสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะชาวยิวถือว่าตัวเองเป็น “หมู่ชนที่ถูกคัดเลือก” เพราะพวกตนเป็นลูกหลานของศาสดาคนสำคัญผู้เป็นที่รักของพระเจ้า ดังนั้น ด้วยความเป็นลูกหลานของศาสดาที่พระเจ้ารัก พวกตนจะได้รับอานิสงส์ด้วย ชาวยิวจึงเชื่อว่าสวรรค์มีไว้สำหรับชาวยิวเท่านั้น คนที่ไม่ใช่ยิวไม่มีสิทธิ์ได้เข้าสวรรค์ และถ้าหากพวกตนทำชั่วจนต้องถูกลงโทษในนรก พวกตนก็จะถูกลงโทษเพียงสองสามวันและบรรพบุรุษของตนที่เป็นที่รักของพระเจ้าจะช่วยให้พวกตนพ้นโทษ

เป็นธรรมดาครับ เมื่อใครเชื่อว่าตัวเองทำผิดหรือทำชั่วแล้วจะมีคนมาช่วยให้พ้นจากการถูกลงโทษ คนผู้นั้นก็จะทำผิดซ้ำซากเพราะความเชื่อผิดๆ ด้วยเหตุนี้ท่านนบีมุฮัมมัดจึงได้บอกชาวยิวให้เข้าใจเสียใหม่ให้ถูกต้องว่าความดีของบรรพบุรุษไม่มีส่วนช่วยลูกหลานที่ทำความชั่ว ในวันแห่งการพิพากษาได้ พระเจ้าจะไม่ถามว่าบรรพบุรุษของพวกท่านได้ทำอะไรไว้ แต่พระองค์จะถามว่าพวกเจ้าได้ทำอะไรไว้ในขณะที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ต่างหาก

 

                น่าเสียดายครับ ชาวยิวไม่เชื่อนบีมุฮัมมัดเพราะความอคติทางเชื้อชาติ ด้วยเหตุนี้ชาวยิวส่วนหนึ่งจึงยังคงทำชั่วด้วยการสังหารชาวอาหรับและชาวปาเลสไตน์ไม่สิ้นสุดจนทุกวันนี้

โดย โครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม

 

กลับไปที่ www.oknation.net