วันที่ ศุกร์ มีนาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คาใจ ! ผลแล็บชี้กระทิงตายเพราะโรคปากเท้าเปื่อย


จำกันได้ไหมครับกรณีกระทิงตายยกฝูง 24 ตัว ที่อช.กุยบุรี
รอกันนานกว่า 2 เดือน วันนี้ กรมอุทยานฯแถลงผลการตรวจสอบสาเหตุการตาย ! 

นักข่าวกระซิบเบาๆให้ฟังว่า กระทิงบางส่วนตายเพราะโรคปากเปื่อยเท้าเปื่อย ติดจากหมูป่าที่คนนำไปปล่อยในพื้นที่

เมื่อฟังการแถลงข่าวของกรมอุทยานแห่งชาติฯแล้ว ดูเหมือนว่า ถ้อยแถลงในเรื่องต้นเหตุกระทิงป่าตาย จะพุ่งเป้าไปที่หน่วยงานข้าราชการที่ทำงานโครงการปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติ ร่วมกับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อย่างเห็นได้ชัด เพียงแต่ยังไม่ระบุลงไปว่าเป็นหน่วยงานใดเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นายอำเภอกุยบุรี ได้ออกมาปฏิเสธข่าวกรณีมีกระทิงตายในพื้นที่อช.กุยบุรี อาจเกิดจากหน่วยงานในพื้นที่ปล่อยสัตว์ป่าเข้าสู่ธรรมชาติโดยไม่มีการรับรู้และขออนุญาตจากกรมอุทยานแห่งชาติฯ ไม่มีการตรวจโรคสัตว์ กักโรคสัตว์ และนำหมูป่าวัดมาปล่อยในเขตอุทยานแห่งชาติกุยบุรี

นายอำเภอกุยบุรี เคยชี้แจงว่า อำเภอกุยบุรีมิได้ทำโดยพลการแต่มีหน่วยงาน POWER ร่วมทุกครั้ง เช่น

1.การปล่อยสัตว์ป่า 4 ครั้ง ดำเนินกิจกรรมในวันเฉลิมพระชนมพรรษา
2.กวาง เก้ง ไก่ป่า มาจากกรมอุทยานแห่งชาติฯ
3.หมูป่าที่บอกว่ามาจากงานวัด ความจริงมาจากโครงการพระราชดำริหาดทรายใหญ่ 
4.มีการกักกันสัตว์และตรวจโรคสัตว์โดยนายสัตวแพทย์ และปศุสัตว์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก็มาร่วมในพิธี
5.การกักกันสัตว์ในกรงก่อนปล่อย ทำตามหลักวิชาการโดยสัตวแพทย์และอำเภอกับมูลนิธิช้างป่าบ้านพ่อต้องสนับสนุนงบประมาณให้กับอุทยานแห่งชาติกุยบุรีทั้งอาหารสัตว์และเบี้ยเลี้ยงเจ้าหน้าที่อุทยาน ฯ โดยรองอธิบดีกรมอุทยาน ฯ เจ้าหน้าที่อุทยาน ฯ ปศุสัตว์จังหวัด สัตว์แพทย์ และเครือข่าวPOWER ได้รับรู้ รับทราบตลอด และร่วมทำกิจกรรมทุกครั้ง

ประเด็นที่ผมยังคาใจอยู่คือ มีการตรวจสอบซากกระทิง 4 ซาก พบว่า ตายเพราะเชื้อไวรัสโรคปากเท้าเปื่อย
แสดงว่าอีก 20 ซาก ไม่มีการตรวจพบเชื้อดังกล่าว
แล้วทำไมการแถลงข่าวจึงให้น้ำหนักไปทำนองว่ากระทิงตายเพราะเชื้อโรคนี้
สันนิษฐานกันเร็วไปหรือเปล่าครับ แล้วกระทิงอีก 20 ตัวนั้นตายเพราะอะไร

อย่างไรก็ตาม คงต้องรอการแถลงผลแลปอย่างเป็นทางการอีกครั้งในวันที่ 11 มี.ค.นี้
อาจทำให้ทราบสาเหตุการตายของกระทิงทั้ง 24 ตัว ชัดเจนยิ่งขึ้น !

-------------------

ผลแล็บมหิดลตรวจกระทิงกุยบุรีพบ"โรคปากเท้าเปื่อย"

จากกรณีพบกระทิงในพื้นที่โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าบริเวณป่าสงวนแห่งชาติกุยบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ (โครงการกุญชร) ในเขตอุทยานแห่งชาติกุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตายโดยไม่ทราบสาเหตุรวม 24 ตัว ตั้งแต่ต้นเดือน ธ.ค. 2556 แต่ก่อนหน้านี้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และกรมปศุสัตว์ ที่นำซากชิ้นส่วนสรุปผลว่าพบเชื้อแบคทีเรียคอสตริเดียม โนวิอายส์ ว่าอาจเป็นสาเหตุให้กระทิงตาย

ล่าสุดวันที่ 7 มี.ค.นี้ นายนิพนธ์ โชติบาล รองธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติะสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้รับรายงานผลการตรวจซากชิ้นเนื้อกระทิงป่ากุยบุรี จากผลแล็บของคณะสัตว แพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดลแล้วว่ามีการตรวจพบเชื้อไวรัสโรคปากเท้าเปื่อย (FMD)ในซากกระทิงหลายซาก และจะนำเข้าหารือในคณะทำงานด้านวิชาการตรวจสอบการตายของกระทิงที่กุยบุรี ที่ประกอบด้วยตัวแทนจากกรมปศุสัตว์ กรมอุทยานฯ สัตวแพทย์จากมหิดล ในช่วงบ่ายวันที่ 7 มี.ค.นี้ และจะมีการแถลงผลแล็บอย่างเป็นทางการอีกครั้งในวันที่ 11 มี.ค.นี้

" ก่อนหน้านี้กรมอุทยานฯยังไม่กล้าสรุปสาเหตุการตายของกระทิงทั้ง 24 ตัวว่ามาจากโรคระบาดสัตว์ โดยเฉพาะโรคปากเท้าเปื่อยเพราะไม่เคยพบการระบาดในสัตว์ป่ามาก่อน จนกระทั่งทางทีมมหิดลลงพื้นที่สอบสวนโรค เก็นชิ้นเนื้อมาตรวจสอบในแล็บและพบว่ามีเชื้อดังกล่าวในกระทิงจำนวน 4 ซากจากทั้งหมด 24 ซากกระทิงกุยบุรี โดยสันนิษฐานว่ากระทิงมีความอ่อนไหวต่อเชื้อโรคดังกล่าวมากกว่าสัตว์กีบชนิดอื่นๆ โดยจากข้อมูล เคยมีกรณีการตายของกระทิงป่ายกฝูงในประเทศอินเดียมาแล้ว

อย่างไรก็ตาม ส่วนพาหะนำเชื้อโรคปากเท้าเปื่อยเข้าไปติดในฝูงกระทิงนั้น คาดว่าจะมาจากสัตว์เลี้ยงรอบพื้นที่ป่ากุยบุรี ซึ่งมีรายงานว่าพบเชื้อนี้ในจ.ประจวบคีรีขันธ์ และราชบุรี ในช่วงต้นปีนี้" รก.อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ ระบุ

นางเตือนใจ นุชดำรงค์ ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยาน ยอมรับว่า การเจอเชื้อโรคปากเท้าเปื่อยในกระทิงป่า ถือเป็นครั้งแรกของไทย แม้ว่าจะเคยมีรายงานการติดเชื้อโรคนี้ในกระทิงป่าที่อินเดียมาแล้ว ดังนั้นจึงต้องวางมาตรการป้องกันปัญหา เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับฝูงกระทิงที่เหลืออยู่ในป่ากุยบุรีอีกเกือบ 100 ตัว แต่เบื้องต้นมั่นใจในระดับหนึ่งว่าเราเอาอยู่ เพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานพบกระทิงตายเพิ่มเติมในช่วง1-2 เดือนที่ผ่านมา รวมทั้งยังต้องวางมาตรการและแนวทางเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยงอื่นๆ ที่มีฝูงกระทิงอาศัยอยู่เช่น บริเวณเขาแผงม้า อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.นครราชสีมาด้วย" นางเตือนใจ ระบุ

เมื่อถามว่าจะหาต้นเหตุการแพร่กระจายของเชื้อชนิดนี้มายังฝูงกระทิงป่ากุยบุรีได้หรือไม่ นางเตือนใจ กล่าวว่า ขณะนี้ยังจำเป็นต้องเฝ้าระวังหาสาเหตุการนำเชื้อดังกล่าวเข้ามาแพร่ในกระทิง ซึ่งที่ผ่านมามีข่าวลือว่าอาจมาจากสัตว์ป่าที่ถูกนำเข้ามาปล่อย โดยหน่วยงานบางแห่งที่ไม่ผ่านการตรวจโรค แต่เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน และยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่จะสืบหาที่มา แต่เชื่อว่าในที่ประชุมน่าจะหาเส้นทางการแพร่ของเชื้อชนิดนี้มายังกระทิงป่าได้อย่างแน่นอน อีกทั้งจะต้องหาทางทำความเข้าใจกับประชาชน หรือหน่วยงานที่อาจจะนำสัตว์ป่ามาปล่อยโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ในอนาคต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการตรวจสอบเบื้องต้นซากกระทิงกุยบุรีตายจำนวน 24ซาก ก่อนหน้านี้มีการสรุปผลครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยระบุว่าเจอสารไนเตรททุกตัวในกระทิง 17 ซาก พร้อมเชื้อแบคทีเรียในดินใน 9 ซาก -พยาธิเลือด 2 ซาก แต่ยังไม่มีการสรุปว่าเป็นสาเหตุการตายของกระทิงหรือไม่ แต่ก็มีข่าวลือมาเป็นระยะๆว่าตรวจพบเชื้อโรคปากเท้าเปื่อย โดยที่ผู้บริหารของกรมอุทยานฯไม่ยอมรับ จนกระทั่งการประชุมนัดสุดท้ายในวันที่ 7 มี.ค.นี้ ได้ยืนยันผลตรวจทางวิทยาศาสตร์จากแล็บมหิดลว่าเจอเชื้อโรคดังกล่าวในกระทิง 4 ซาก

 ข่าวจากโต๊ะข่าวสิ่งแวดล้อม เครือเนชั่น,ภาพจากศูนย์ภาพเนชั่น

 

โดย BlueHill

 

กลับไปที่ www.oknation.net