วันที่ อาทิตย์ มีนาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทางรอดของ กปปส.ต่อความหน้าหนาของรัฐบาล ก่อนจะถึงเมษาเลือด


         แม้ผมจะยอมรับความจริงว่า การอยู่รวมกันของคนจำนวนมาก จะต้องมีการจัดระบบให้คนเหล่านั้นสามารถอยู่รวมกันได้อย่างสันติ ได้เปรียบ เสียเปรียบกันไม่มากนัก ซึ่งระบอบประชาธิบไตยเป็นทฤษฎีที่ดีที่สุด แต่ผมก็ข้องใจมาตลอดว่า ความกลมเกลี่ยงของระบอบประชาธิปไตยที่ไปได้ทุกทิศทุกทาง จนไม่มีใครในโลกนี้กล้าจะออกมาให้คำจำกัดความของคำว่า "ประชาธิปไตย" ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ (คล้ายกับคำจำกัดความของ "ความรัก") ถ้ามีผู้กล้าออกมาให้คำจำกัดความ ก็คงมีอยู่กลุ่มเดียวครับ คือ กลุ่มคนเสื้อแดง เท่านั้น สรุป ก็คือ ทุกคน ทุกกลุ่มในโลก ล้วนแต่มีมุมมองของ "ประชาธิปไตย" ไปเข้าข้างตนเองเกือบทั้งสิ้น

        ตั้งแต่มี"ระบอบประชาธิปไตย"เกิดขึ้นมาในโลกนี้ ถ้าดูกันในภาพกว้างที่เป็นข้อเท็จจริงแล้วจะพบว่า ประชาธิปไตย มีการพูดถึงไปในแง่ลบอย่างกว้างขวาง มากกว่าด้านบวก เช่น อริสโตเติ้ล มองว่า "ประชาธิปไตยทำให้สังคมสูญเสียโอกาสที่จะใช้ประโยชน์จากคนมีความรู้ มีความสามารถ" จริงไหมลองคิดดูครับ ส่วนประธานาธิบดีคนที่ 7 ของสหรัฐฯ (ไม่7ก็6ละครับ) ชื่อ แจ็กสัน ระบุว่า "ระบบประชาธิบไตยเป็นระบบพรรคพวก มีการปลดข้าราชการที่มีความสามารถออกไป เอาพรรคพวกเข้ามาแทน" และยังระบุไปถึงว่า "เป็นการปกครองโดยกฎหมู่อีกด้วย จริงหรือไม่ก็ลองคิดดู เอารัฐบาลไทยชุดนี้เป็นตัวตั้งก็ได้ ครับ

       แต่ระบอบประชาธิปไตยก็มีแง่ดีอีกมากเหมือนกับระบบอื่นๆ ถ้าได้คนดีมีคุณธรรมเข้ามาบริหารประเทศ แต่น้อยโอกาสนักที่เราจะได้ผู้บริหารที่ดี ดังนั้นผู้บริหารที่ไม่ดีที่มีมากกว่า จึงมักจะช่วยกันปกปิดแง่มุมที่ไม่ดีไว้ พูดถึงแต่แง่ดีออกมาด้านเดียว แต่ถ้าลองมาดูในแง่ดีของมัน ก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก ลองมองแค่มุมของการให้สิทธิเสรีภาพเพียงหัวข้อเดียวก็พอครับ เช่น รัฐธรรมนูญระบุว่า ทุกคนมีความเท่าเทียมกันในการประกอบอาชีพ กรณีนี้เองที่ทำให้ร้านขายปลีกของคนไทยพังยับไปกับมือนายทุน, ส่วนความเท่าเทียมกันในสิทธิ เรื่องทรัพย์สินก็มีผลทำให้ชาวนากลายเป็นลูกจ้างทำนา ไปครึ่งประเทศแล้ว, สิทธิเท่าเทียมกันในการแสดงความคิดเห็นและการใช้สื่อ ก็เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้รัฐบาลที่ไม่ดีสามารถครอบงำสื่อ จนชาวชนบทไม่รู้ว่ามีการชุมนุมอะไรอยู่ในกรุงเทพฯ ทั้งๆที่ใกล้เมษา เข้ามาอีกแล้ว เมษาที่รัฐบาล หลังติดฝาจริงๆ "ลองคิดดูว่าการโต้ตอบของฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลจะรุนแรงขนาดไหน ยกเอากรณี "เป่านกหวีด ที่เอ็มโพเรี่ยม" มาเป็นกรณีศึกษาได้

      เรื่องนี้จะเห็นได้ว่า สิทธิเสรีกาพระหว่างคนรวยกับคนจนนั้นไม่เท่าเทียมกันเลย นอกจากนั้น สิทธิเสรีภาพระหว่างคนรวยเหมือนกัน ก็ยังไม่เท่ากันอีก เช่น ฝ่ายหนึ่งเป็นรัฐบาล ย่อมได้เปรียบฝ่ายที่เป็นฝ่ายค้าน เพราะเรื่องสิทธิการใช้สื่อที่ไม่เท่าเทียมกัน จึงทำให้ กปปส.ยังไม่ชนะสักที ทั้งๆ ที่มะม่วงรัฐบาลชุดนี้สุกงอมถึงที่สุดแล้ว ถึงขนาดที่เน่าติดคากิ่งอยู่แต่ไม่ยอมหล่นลงมา ชนิดที่ไม่มีใครทำนายถูก โหรทุกประเทศยังยอมแพ้เลยครับ ทั้งหนาและไม่ยอมรับกติกาทุกชนิดของสังคม

      ในเมื่อมองดูแค่เรื่องสิทธิเสรีภาพเพียงอย่างเดียวยังไปทำลายคนจนให้จนลงไปอีก ไม่มีวันได้ผุดได้เกิด แล้วอีกตั้ง 4-5 เรื่องในกติกา "ประชาธิปไตย" ที่ยังไม่ได้พูดถึง จะทำลายสังคมไทยหนักหนาไปขนาดไหน ถ้ายังใช้ประชาธิบไตยแบบลอกเลียนมาจากประเทศตะวันตกทุกรูปแบบต่อไปอีก โดยไม่มีการปฏิรูปให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของสังคมไทยแล้ว ประเทศไทยคงต้องถึงจุดจบแน่นอนในเวลาที่ไม่ไกลนี้


         ปัจจุบัน ประชาธิปไตย แบ่งอำนาจอธิปไตยออกเป็น 3 อำนาจไม่ขึ้นต่อกัน แต่ในประเทศไทยและอีกหลายๆ ประเทศ อำนาจบริหาร (รัฐบาล) ดันไปคุุม อำนาจนิติบัญญัติ (รัฐสภา) แบบเกือบสมบูรณ์ ขนาดเหลือแค่ ส.ว.เพียง 40 คนเท่าน้ันที่เป็นกลุ่มที่คอยคัดค้าน ถ่วงดุลอำนาจที่ไม่มีสิ้นสุดของรัฐบาลอยู่ จึงทำให้เหลือแต่อำนาจตุลาการที่ยังคงเป็นอิสระอยู่องค์กรเดียว โดดเดียวไม่มีเพื่อน ไม่มีอำนาจไปตรวจสอบได้ว่ารัฐบาลกับรัฐสภาจะฮั้วกันทำชั่วอะไร  ดังนั้นกลไกการบริหารงานแบบนี้ในหลายประเทศรวมทั้งไทยด้วยจึงกำหนดองค์กรอิสระขึ้นมาเป็นหน่วยงานตรวจสอบรัฐบาลและรัฐสภาอีกทอดหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ทราบกันดี ทั้งรัฐบาล, ฝ่ายค้าน และประชาชน แต่ปัจจุบัน รัฐบาลกลับไม่ยอมรับ ทั้งอำนาจของศาลและองค์กรอิสระมาอย่างต่อเนื่อง ขนาดศาลปกติยังต้องยอมรับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญเลย แต่รัฐบาลกลับไม่ยอมรับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อน อย่างกรณีท่ีรัฐบาลไม่ยอมรับอำนาจ ศาลปกครองสูงสุด ในเรื่องของคุณถวิล เปลี่ยนสี ทั้งที่รัฐบาลใช้สิทธิอุทธรณ์กลับไปที่ศาลปกครองสูงสุดไปเอง บ้าไหมละ

        ปัจจุบันรัฐบาลเหลือเสาค้ำยันให้ยืนอยู่ได้เพียงเสาเดียว คือ หลักการคุ้มครองประชาธิปไตย จากหลักการของประเทศมหาอำนาจทั้งหลาย ซึ่งเรื่องการไม่ยอมรับอำนาจศาล, องค์กรอิสระ และการใช้ความรุนแรงในการโต้ตอบผู้เห็นต่างนั้น มีรายละเอียดค่อนข้างซับซ้อน โดยเฉพาะการที่รัฐบาลยอมรับอำนาจศาลเมื่อรัฐบาลได้ประโยชน์ และไม่ยอมรับเมื่อรัฐบาลเสียประโยชน์ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญในการอ้างอิงถึงความเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ของรัฐบาล ดังนั้นถ้า กปปส.อยากจะชนะให้เร็ว กปปส.จะต้องสื่อสารโดยตรงต่อสถานทูตต่างๆ ทั้งในรูปของจดหมายข่าวประจำวัน และช่องทางการติดต่อทางสื่อสังคมออนไลน์ทุกชนิด รวมถึงการส่งตรงไปยังประธานาธิบดี, นายกรัฐมนตรี, ฝ่ายค้านของทุกประเทศอีกด้วย ขอความกรุณาทำเถอะครับ ก่อนเดือนเมษายนเลือดจะมาถึง ซึ่งอาจจะทำให้สถานการณ์รุกของ กปปส.ยากขึ้นกว่าเดิมอีก

      เมื่อก่อน ฉันลั่นไก เพื่อศักดิ์ศรี แต่ปัจจุบันนี้ ฉันลั่นไก เพื่อ ความยุติธรรม (จากภาพยนตร์ เรื่อง Shooter) อย่าให้ประเทศไทยก้าวถึงจุดที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่องนี้เลยครับ เพราะมันใกล้เข้าไปทุกทีแล้ว

โดย พล.ท.นันทเดช

 

กลับไปที่ www.oknation.net