วันที่ ศุกร์ มีนาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เวลาที่หายไป - บทที่ 13


ทิพย์สุรางค์ได้ยินเสียงตะโกนเรียกของกรแล้ว ถ้าไม่ได้อยู่ในอารมณ์นี้ เธอคงดุว่าหรือเข้าไปบิดเนื้อเขาแล้ว เพราะเธอเคยสั่งสอนเขาเสมอว่าการตะโกนเรียกคนเป็นมารยาทไม่ดี ที่ไม่ควรปฏิบัติแม้แต่กับคนรับใช้ แต่ตอนนี้เธอหมดอารมณ์ ที่จะเคี่ยวเข็นเขา เธอไม่อยากเข้าไปร่วมวงกับคนทั้งสอง เพราะไม่อยากมองหน้าชายหนุ่มผู้นั้น หญิงสาวรู้สึกอายสิ่งที่กรนำมาโพนทนา แต่เธอจะนั่งเฉยทำไม่รู้ไม่ชี้อยู่อย่างนี้ต่อไปก็ไม่ได้

ชายหนุ่มกับเด็กชายที่นั่งอยู่ด้วยกันบนแผ่นพลาสติค เหลียวมามองเธอหลายครั้ง ขณะที่ทิพย์สุรางค์กำลังพยายามปรับสีหน้าให้เหมือนปกติที่เคยเป็น เคนก็เดินเข้ามาถึงตัวเธอ

“ คุณหนูครับ เชิญไปรับประทานอาหารด้วยกัน คุณกรหิวแล้ว ผมก็เหมือนกัน ”

เขาพูดกับเธอด้วยเสียงที่นุ่มนวลตามปกติของเขา สายตาที่มองเธอก็ยังสุภาพเหมือนเดิม ไม่มีร่องรอยเกาะแกะหรือเลียมโลมอย่างที่เธอกลัว ทิพย์สุรางค์ไม่รู้หรอกว่าเขาเข้าใจอาการของเธอดี เคนรู้ว่าเธอหลบไม่อยากเผชิญหน้ากับเขาเพราะอายเรื่องที่กรพูด เธอเป็นสาวน้อยที่ถือตัว การถูกต้องตัวเขาเป็นไปด้วยเจตนาบริสุทธิ์ที่จะช่วยชีวิตเขา และการที่เขาถูกต้องตัวเธอก็เกิดขึ้นโดยบังเอิญในขณะที่เขาหมดสติเท่านั้น เอง ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น

การที่ได้รู้ว่าทิพย์สุรางค์เป็นคนช่วยชีวิตเขาไว้ ทำให้เขาซาบซึ้งในน้ำใจของเธอ แต่ท่าที่เธอเมินหลบตาเขาทำให้ชายหนุ่มอดนึกเอ็นดูเธอไม่ได้ ตอนนี้เธอดูไม่เหมือนคุณหนูผู้มีความแปรปรวนทางอารมณ์ มีวาจาเชือดเฉือนและสายตาหยิ่งยโส คนที่เขาเห็นอยู่เป็นประจำเลย เขาอดคิดไม่ได้ว่าความจริงเธอก็เป็นหญิงสาวแสนสวยที่น่ารักคนหนึ่ง

เคนแอบอมยิ้มเมื่อหญิงสาวยอมลุกจากที่ เดินนำหน้าเขาไปที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ที่เด็กชายกรนั่งคอยอยู่อย่างกระสับกระส่าย ถ้าทิพย์สุรางค์ไม่คอยจ้ำจี้จ้ำไช เรื่องมารยาทในการรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น ว่าต้องรับประทานพร้อมๆกันแล้ว กรคงคว้าแซนด์วิชในกล่องพลาสติกใบใหญ่ ที่ศรีวรรณเตรียมมาให้อย่างเหลือเฟือ เข้าปากไปหลายคู่แล้ว

“ คุณหนูมาแล้ว ” กรร้องอย่างดีใจ เมื่อทิพย์สุรางค์เดินมานั่งลงข้างๆเขา

เด็ก ชายรีบกุลีกุจอหยิบแซนด์วิชไส้ทูน่ากับมายองเนสคู่หนึ่ง ใส่ลงในจานกระดาษส่งให้เธอ คีบน้ำแข็งก้อนเล็กๆใส่ลงในถ้วยกระดาษ รินน้ำจากขวดลงไปแล้วนำไปวางไว้ให้ตรงหน้า

“ ขอกาแฟด้วย ” ทิพย์สุรางค์พูดเบาๆกับกร แต่เคนซึ่งอยู่ใกล้กระติกใส่กาแฟมากกว่า เอื้อมมือไปเปิดฝากระติก รินกาแฟลงในถ้วยกระดาษใบหนึ่งแล้วส่งให้เธอ เมื่อเธอทำเหมือนไม่เห็นชายหนุ่มก็นึกอยากแกล้งขึ้นมาเสียเฉยๆ

“ กาแฟครับคุณหนู ” เขาแกล้งเรียกเพื่อให้เธอหันมา

ทิพย์สุรางค์เหลือบมองเคน พอเห็นดวงตาคู่ที่มีรอยยิ้มขันๆของเขาขณะส่งถ้วยกาแฟให้ เธอก็รีบปั้นสีหน้าให้เย็นชาขึ้นมาทันที

เมื่อเห็นเคนดื่มแต่น้ำเปล่าไม่แตะต้องทั้งแซนด์วิชและกาแฟ กรซึ่งคว้าแซนด์วิชเข้าปากไปหลายคู่ ตามด้วยโอวัลตินเย็นในขวดพลาสติค ที่ศรีวรรณเตรียมมาให้หมดไปสองถ้วยแล้ว ก็โวยวายขึ้นมาตามนิสับ

“ อ้าว เคน ทำไมไม่ทานแซนด์วิชล่ะ กาแฟก็มีนะ แล้วยังมีผลไม้ปอกมาแล้วเรียบร้อยด้วย นี่เป็นอภินันทนาการจากคุณหนูเชียวนา เธอเตรียมมาให้ เพราะกลัวว่าเราจะ...”

พูดยังไม่ทันจบประโยค หญิงสาวก็หยุดเขา ด้วยเสียงที่กลับเด็ดขาดเกือบเท่าเก่าว่า “นายกร อย่าพูดไร้สาระ ฉันไม่ได้เป็นคนเจ้ากี้เจ้าการเรื่องนี้”

กรหน้าเสีย พยายามอธิบายเอาตัวรอดอย่างตะกุกตะกัก “ เอ้อ.. ผมกำลังจะเล่าให้เคนฟังว่า ตอนที่ผมไปขอรถคุณหนูแล้วบอกว่าคงจะกลับตอนบ่าย ศรีวรรณเลยบอกว่าจะเอาอาหารกลางวันใส่กล่อง ให้ผมไปรับประทานกลางทาง แล้วพอคุณหนูได้ยิน ก็สั่งศรีวรรณว่าให้เปลี่ยนเป็นแซนด์วิชหลายๆคู่และผลไม้ด้วยจะได้อิ่มๆ ศรีวรรณก็เลยให้มาเสียเยอะแยะ แถมกาแฟมาให้อีกด้วย ผมเพียงจะบอกเคนว่าไม่ต้องเกรงใจ เพราะอาหารพวกนี้ก็จัดมาเผื่อเขาด้วยเหมือนกัน ”

“ เธอไม่ต้องยุ่งหรอก ใครเขาไม่อยากกินก็เรื่องของเขา สนใจแต่ตัวเองก็พอแล้ว ” พูดจบทิพย์สุรางค์ก็เมินหน้าไปทางอื่น ที่ไม่มีใบหน้าของชายต่างวัยทั้งสอง

เคน ซึ่งนิ่งฟังอยู่เงียบๆ รีบรินกาแฟซึ่งปรุงสำเร็จแล้วลงในถ้วยกระดาษ หยิบแซนด์วิชจากกล่องหนึ่งคู่และเริ่มรับประทาน เพราะรู้ว่าเธอประชดเขาผ่านกร

คนทั้งสามนั่งรับประทานอาหารด้วยกันเงียบๆ ไม่พูดไม่จา กรเงียบเพราะกลัวอาญาจากคุณหนู เรื่องอาหารที่เขาปากโป้ง รวมทั้งเรื่องที่ช่วยเคนจากลำธารด้วย เคนเงียบเพราะไม่อยากให้คุณหนูอายมากขึ้นจากที่อายอยู่แล้ว จากความปากสว่างของเด็กชาย ส่วนทิพย์สุรางค์เงียบเพราะความอายเรื่องแรกเพิ่งจะจางลงไปได้ไม่เท่าไร จากการทำไม่รู้ไม่ชี้ของเคน แล้วกรก็มากวนน้ำให้ขุ่นอีก

ในที่สุดชายหนุ่มก็กล่าวทำลายความเงียบที่ทำให้ทุกคนอึดอัดว่า “ผมเพิ่งทราบว่าคุณหนูกับคุณกรเป็นคนช่วยชีวิตผม เลยยังไม่ได้ขอบคุณ ขอบคุณมากนะครับ ถ้าไม่ได้คุณหนูช่วยผมก็คงตายไปแล้ว หนานคำบอกว่าที่ตรงนี้เปลี่ยว ไม่ค่อยมีใครเข้ามา ”

ทิพย์สุรางค์ซึ่งกำลังทำตาเขียวใส่กร ที่บังอาจนำเรื่องที่เธอสั่งห้ามเอาไว้ไปบอกเคน ยังไม่ยอมสบตาเขา เธอแค่ปรายตามอง นี่น่าจะเป็นประโยคยาวที่สุดที่เขาเคยพูดกับเธอ

“ ขอบใจนายกรเขาดีกว่า เขาเป็นคนเจ้ากี้เจ้าการช่วยนายเอง ฉันไม่เกี่ยว ”

ว่าแล้วเธอก็ วางถ้วยกาแฟที่ดื่มหมดแล้วลง ผละจากกลุ่มออกเดินไปเรื่อยๆตามสุมทุมพุ่มไม้ ที่บางตอนรกเรื้อไปด้วยต้นไม้ต้นหญ้า บางตอนก็มีแต่โขดหินระเกะระกะ โดยมีดวงตาของผู้ชายสองคนมองตามหลังไป

เคนและกรรับประทานอาหารกันต่อไปจนอิ่ม ดื่มน้ำเสร็จเด็กชายก็ลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ

“ เดี๋ยวผมมานะ ” เขาล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกง หยิบหนังสะติ๊กคู่ชีพออกมา พร้อมกรวดก้อนเล็กๆสองสามก้อนที่พกติดตัวอยู่เป็นประจำ “ผมจะไปเดินเล่นหานกหากิ้งก่ายิงหน่อย ”

“ คุณแวะไปดูคุณหนูก่อนแล้วกัน ถามเธอด้วยว่าจะกลับหรือยัง ผมจะเก็บของพวกนี้ใส่รถ ถ้าเธออยากกลับเราจะได้ออกเดินทางกันเลย ”

เคนบอกแล้วก็ลงมือเก็บถ้วย จานกระดาษที่ใช้แล้วและกระดาษทิชชู ใส่ลงไปในถุงพลาสติกใส ที่ศรีวรรณรอบคอบพอที่จะจัดมาให้ด้วยหลายใบ

ขณะที่ชายหนุ่มเก็บของใกล้เสร็จ เขาก็ได้ยินเสียงร้องของทิพย์สุรางค์ และเสียงตะโกนฟังไม่ได้สรรพของกร ดังมาจากหลังพงไม้ที่อยู่บนเนินเตี้ยใกล้ๆ เคนกระโดดจากท่าที่กำลังนั่งคุกเข่า รวบรวมกล่องพลาสติคและกระติกน้ำเข้าไปเก็บในตะกร้าใบใหญ่ เผ่นพรวดขึ้นไปบนเนิน เมื่อพ้นดงไม้ เขาก็เห็นทิพย์สุรางค์นั่งเอนๆเหยียดขาอยู่บนพื้นดิน มือของเธอโน้มไปกุมเหนือข้อเท้าข้างหนึ่ง ส่วนเด็กชายกรนั่งคุกเข่าอยู่ใกล้เท้าเธอ กำลังพยายามที่จะทำอะไรสักอย่างกับข้อเท้าข้างนั้น

ทันทีที่เห็นเคน กรก็ร้องว่า “ เคน ช่วยคุณหนูด้วย เธอถูกงูกัด ! ”

เคนใจหายวาบ ปราดเข้าไปคุกเข่าลงใกล้เท้าของทิพย์สุรางค์ ส่วนกรกระเถิบห่างออกไปเล็กน้อย ตาเรียวยาวของเขาตอนนี้เบิกโตเกือบเท่าไข่ห่าน ชายหนุ่มจับข้อเท้าขาวผ่องของเธอให้พลิกขึ้น ก้มลงพิจารณารอยแผลที่กรบอกว่าถูกงูกัด เขาเห็นรูเล็กๆสองรู มีเลือดไหลซึมออกมาตรงบริเวณข้อเท้าข้างขวา หน้าของทิพย์สุรางค์ซีดเผือด

“ คุณกร ช่วยไปหยิบกระดาษทิชชูให้ผมหน่อย เอามาทั้งกล่องเลย เอาน้ำมาด้วย เร็วที่สุดนะ ”

เด็กชายวิ่งตัวปลิวไปตามคำสั่ง และกลับมาภายในเวลาอันรวดเร็ว เคนเปิดฝาขวดน้ำ เทน้ำราดลงไปบนแผลเกือบค่อนขวด หลังจากนั้นเขาดึงกระดาษทิชชูออกมาปึกหนึ่ง ใช้น้ำในขวดราดลงไปจนชุ่มแล้วใช้กระดาษชุ่มน้ำนั้น ค่อยๆซับทำความสะอาดแผลงูกัดของเธออย่างะมัดระวัง มีเลือดไหลออกมาอีกเล็กน้อย ทิพย์สุรางค์นิ่วหน้าอย่างเจ็บปวด

หลัง จากนั้นเคนเหลียวซ้ายเหลียวขวา เหมือนมองหาอะไรสักอย่างหนึ่ง แล้วเหมือนนึกขึ้นมาได้ เขายืนขึ้นล้วงมือลงไปในกระป๋ากางเกง สิ่งที่ติดมือเขาออกมา คือผ้าเช็ดหน้าซึ่งพับเป็นรูปสี่เหลี่ยม ชายหนุ่มคลี่ผ้าเช็ดหน้าใหม่เอี่ยมผืนนั้นออกสะบัด นั่งลงอีกครั้ง ยกขาของทิพย์สุรางค์ขึ้นแล้ววางลงไปตามเดิม โดยให้หัวเข่าข้างนั้นงอขึ้น เท้าวางราบกับพื้น ใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นรัดตรงรอบข้อเท้าเหนือรอยเขี้ยวประมาณสามนิ้ว แล้วผูกแบบขันชะเนาะจนแน่น โดยพยายามระวังไม่ให้แน่นจนเกินไป

เมื่อเสร็จแล้วเขาถามกรว่า “ คุณรู้ได้ยังไงว่าคุณหนูถูกงูกัด ? คุณเห็นตัวมันหรือเปล่า ? ”

เด็กชายกร ซึ่งหน้าซีดพอๆกับทิพย์สุรางค์และกำลังมองเธออย่างเป็นห่วง หันมาตอบทันทีว่า “เห็นสิ โน่นไง มันนอนตายแหง๋แก๋อยู่โน่น ” เขาชี้ให้เคนดูงูตัวยาวสีขาวมัวๆ ที่นอนนิ่งไม่กระดุกกระดิกอยู่ใกล้โขดหินเล็กๆ

เคนเดินเข้าไปใกล้ๆ โดยเด็กชายเดินตามไปด้วย ชายหนุ่มพยายามจะมองหารูปดอกจันทน์บนหัวของงูตัวนั้น แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะส่วนหัวของมันถูกกรยิงจนเละ

“ ผมมาถึงพอดีตอนที่มันกำลังกัดคุณหนู พอกัดแล้วมันก็รีบเลื้อยไปตรงโขดหินนั่น คงจะไปลงรูใต้นั้น แต่ผมไวกว่า เลยยิงมันด้วยหนังสะติ๊กเข้าที่หัวพอดี ” ตอนนี้กรหายตกใจแล้วก็เริ่มคุยโอ่ตามนิสัย “มันกระตุกพรวดแล้วดิ้นปัดๆ ผมกะจะซ้ำอีกทีอยู่แล้ว แต่มันหยุดดิ้นเสียก่อน ”

เคนรู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้างเล็กน้อย “คุณกร ช่วยอีกทีนะ ช่วยวิ่งไปเอาถุงพลาสติคที่ยังไม่ได้ใช้ในตะกร้าหน่อย ”

“ คุณจะเอาถุงมาทำอะไรหรือ? ” กรสงสัย

“ เอาใส่งูนั่นไปให้หมอดู จะได้รู้ว่าเป็นงูพิษหรือเปล่า หมอจะได้รักษาถูก” เคนนิ่งตรองแล้วก็กล่าวต่อว่า “เอายังงี้นะ คุณไปเอาถุงมาเขี่ยงูใส่ลงไปแล้วเอาไปไว้ที่รถ ผมจะพาคุณหนูไปขึ้นรถก่อน ค่อยช่วยกันเก็บของทีหลัง ”

เด็กชายพยักหน้ารับ “ คุณรีบพาคุณหนูไปที่รถเถอะ เรื่องของเดี๋ยวผมจัดการเอง ”

พูดจบเขาก็วิ่งหน้าตั้งไปหาถุงพลาสติคที่เคนสั่ง ส่วนเคนก็พยุงทิพย์สุรางค์ให้ยืนขึ้น หญิงสาวพยายามเกร็งขาข้างที่ไม่มีบาดแผล เพื่อรับน้ำหนักตัวเองไม่ให้เซไปโดนตัวเขา เคนจับแขนข้างหนึ่งของเธอไว้ มองหน้าซีดขาวของเธออย่างกังวล ชั่งใจอยู่เดี๋ยวหนึ่งก็ตัดสินใจกล่าวว่า

“ คุณหนูครับ ถ้าไม่รังเกียจ ผมขออนุญาตอุ้มคุณหนูไปที่รถ ถ้าเดินมากจะกระเทือน พิษงูจะเข้าไปในกระแสเลือดได้มากขึ้น อาจเป็นอันตรายได้ คุณหนูต้องอยู่นิ่งๆ ”

ทิพย์สุรางค์พยักหน้าโดยไม่สบตาเขา ชายหนุ่มอุ้มเธอเดินลงเนิน แล้วเดินต่อไปอีกประมาณสิบห้าเมตรจึงถึงรถ ค่อยๆวางเธอลงบนเบาะหลังอย่างระมัดระวังแล้วมองหากร เด็กชายเก็บของเสร็จแล้ว กำลังพับแผ่นพลาสติคที่ใช้ปูนั่ง

กรมาถึง เอาของที่เก็บมาทั้งหมดวางไว้บนเก้าอี้ข้างคนขับและตรงพื้นรถ เคนมองหาผ้าห่มที่คาดว่าน่าจะมีติดรถอยู่บ้าง เมื่อพบมันซุกอยู่ตรงซอกหนึ่งของรถ เขาก็เอามันออกมาสะบัด แล้วนำไปคลี่ลงบนตัวทิพย์สุรางค์อย่างประดักประเดิด

“ ห่มทำไม ฉันไม่หนาวสักหน่อย ” ทิพย์สุรางค์ท้วง พยายามจะผลักผ้าห่มออก
“ เดี๋ยวพอรถวิ่งลมมันจะแรง คุณหนูอาจเป็นไข้ได้ ” เขาทำเสียงดุ

“ คุณกรเข้าไปนั่งกับคุณหนู ให้คุณหนูเอาศรีษะวางไว้บนตักคุณ ” เขาสั่งเด็กชาย แล้วก็หันไปบอกทิพย์สุรางค์ว่า “ คุณหนูเหยียดเท้าให้ราบไปกับเบาะนะครับ อย่ายกเท้าขึ้นสูง แล้วก็ควรนอนนิ่งๆ ”

ทิพย์สุรางค์ทำตามคำบอกของเขา และทั้งๆที่ยังมีอาการปวดแผลและยังไม่หายตกใจ เธอก็ยังอุตส่าห์นึกแวบขึ้นมาอย่างหมั่นไส้เล็กๆ ว่าเขาทำยังกับว่า เป็นนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างนั้นแหละ

กรปีนขึ้นไปบนรถแล้วยกศีรษะทิพย์สุรางค์ขึ้นไว้บนตัก เคนขึ้นไปนั่งตรงที่คนขับ สตาร์ทเครื่องด้วยกุญแจที่เสียบคาอยู่ในรถ ก่อนออกรถ เขาหันไปบอกทิพย์สุรางค์ว่า “ อย่าหลับนะครับคุณหนู ” แล้วย้ำกับกรอีกทีว่า “คุณกร คอยดูคุณหนูไว้ ถ้าเธอหลับคุณต้องพยายามปลุกเธอนะ ” แล้วเขาก็เร่งเครื่องนำรถวิ่งขึ้นเนินแรกไปอย่างรีบร้อน

“ เคน จำทางได้หรือเปล่า ? ” กรยื่นหน้ามาถาม
“ พอจำได้ แต่คุณช่วยดูด้วย ถ้าผมทำท่าว่าจะไปไม่ถูก คุณก็รีบบอกเลยนะ ”

ชายหนุ่มขับรถอย่างรวดเร็ว และไปถึงทางแยกที่จะเลี้ยวไปยังเส้นทางที่นำไปสู่เวียงพุกาม ภายในสี่สิบห้านาทีต่อมา ตอนแรกเคนคิดว่าจะผ่านทางแยกนั้นไปโดยไม่เลี้ยว เพื่อตัดขึ้นถนนอีกเส้นหนึ่งที่จะเข้าถึงตัวอำเภอ โดยคิดว่าจะพาทิพย์สุรางค์ตรงไปที่โรงพยาบาลเลย แต่ก่อนที่จะถึงทางแยกดังกล่าว กรซึ่งตาไวมองเห็นรถปิคอัพสีดำที่วิ่งสวนมา กำลังชะลอรถเพื่อเลี้ยวเข้าถนนเส้นเล็กที่นำไปสู่เวียงพุกาม

“ โอ๊ะ ! นั่นรถหมอประสพชัยนี่ เลี้ยวตามไปเลย ! ” กรร้องอย่างดีใจ
เคนทำตามด้วยความดีใจไม่แพ้กร “ หมอมาทำไมน่ะ ? ใครเป็นอะไรหรือเปล่า? ”

“ ไม่รู้สิ แต่เราโชคดีมากเลยนะฮะ คุณหนู ” กรก้มลงพูดกับทิพย์สุรางค์ “ไม่งั้นต้องไปอีกตั้งไกลกว่าจะถึงโรงพยาบาล ”

ทิพย์สุรางค์นอนหลับตานิ่งอยู่แต่ไม่ได้หลับ เธอได้ยินที่คนทั้งสองโต้ตอบกันมาตลอดทาง

อีกสิบห้านาทีหลังจากนั้น รถทั้งสองคันก็เข้าสู่อาณาเขตเวียงพุกาม พอรถจอดสนิทเคนก็กระโดดลง ร้องเรียกนายแพทย์ประสพชัยซึ่งลงจากรถแล้วพร้อมกระเป๋ายาประจำตัว และกำลังจะก้าวขึ้นบันไดที่จะนำไปสู่ตัวตึกซึ่งตั้งอยู่สูงขึ้นไป

นายแพทย์หนุ่มชะงักเมื่อได้ยินเสียงเรียก เมื่อหันกลับมาเห็นเคนเขาก็มองอย่างประหลาดใจ ชายหนุ่มไม่รอให้ถาม รีบอธิบายอย่างรวบรัดว่า “คุณหมอครับ ช่วยดูคุณหนูหน่อย เธอถูกงูกัด ”

ประสพ ชัยเดินแกมวิ่งตามเคนไปที่รถจิ๊ป ชะโงกมองเข้าไปในรถแล้วบอกเคนว่า “ ช่วยอุ้มคุณหนูขึ้นไปบนบ้านก่อนดีกว่า ตรงนี้มันคับแคบ ผมตรวจไม่ถนัด ”

ขณะนั้นทิพย์สุรางค์พยุงตัวลุกขึ้นนั่งแล้ว เธอพยายามที่จะปีนลงจากรถเอง แต่ประสพชัยห้ามเอาไว้ “ เดี๋ยวก่อนคุณหนู ให้เคนอุ้มไปดีกว่า ”

ชายหนุ่มเอื้อมมือเข้าไปพยุงร่างทิพย์สุรางค์ ช้อนตัวเธอออกมาจากรถ พาร่างของเธอเดินแกมวิ่งขึ้นบันไดห้าขั้นตรงนั้น เดินลิ่วผ่านทางเดินเล็กๆขึ้นไปบนระเบียงใหญ่หน้าตึก แล้วเดินต่อเข้าไปในห้องโถง วางเธอลงบนตั่งใหญ่ ซึ่งเป็นตัวเดียวกับที่หนานคำเคยนำร่างที่หมดสติของเขามาวางไว้หลายเดือนมา แล้ว แต่เขาไม่รู้

ประสพชัยตามมาติดๆพร้อมกับกรซึ่งถือถุงพลาสติ คที่ใส่งูมาด้วย ระหว่างเดินมาด้วยกัน เด็กชายก็เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับทิพย์สุรางค์ให้เขาฟัง เมื่อเข้าไปในห้องโถงแล้ว นายแพทย์หนุ่มใหญ่ก็เทซากงูออกจากถุง พิจารณาอย่างละเอียดแล้วก็ยิ้มออกมาได้

“ โล่งใจไปหน่อย งูตัวนี้เป็นงูมีพิษก็จริง แต่พิษของมันไม่รุนแรงนัก แต่ก็ต้องฉีดเซรุ่ม ”

พูดแล้วเขาก็เข้ามาตรวจอาการของทิพย์สุรางค์อย่างละเอียด รวมทั้งดูบาดแผล “ อืมม์ ใครรัดแผลนี่ให้ล่ะ ทำได้ดีนี่ ”

เคนยิ้มแห้งๆ ไม่ตอบว่าอะไร แต่กรรีบสอดขึ้นมาทันที “เคนสิฮะ เขาใช้น้ำสะอาดในขวดล้างแผยด้วยนะฮะ แถมยังสละผ้าเช็ดหน้าใหม่เอี่ยมมารัดแผลให้อีก ”

นายแพทย์หนุ่มใหญ่มองหน้าเคนอีกครั้ง “เก่งนี่ ”

เขาฉีดเซรุ่มแก้พิษงูให้ทิพย์สุรางค์ นั่งดูอาการอยู่ครู่หนึ่งก็ลุกขึ้นบอกว่า “ ผมมาฉีดยาบำรุงให้แม่บัวศรี ความจริงถึงกำหนดเมื่อวานนี้ แต่ผมไม่ว่าง เลยเปลี่ยนเป็นวันนี้แทน เดี๋ยวผมจะไปหาแกหน่อย ก่อนกลับจะแวะมาดูคุณหนูอีกที ”

เคนซึ่งยังกังวลกับอาการของทิพย์สุรางค์ ถามขึ้นมาว่า “ คุณหนูปลอดภัยแล้วหรือครับ ? ”

“ อย่างที่บอกแหละ งูชนิดนี้พิษไม่ร้ายแรง การใช้น้ำล้างแผลให้ ก็ช่วยชะล้างพิษของมันออกไปบ้างแล้ว อาการทั่วไปของเธอก็ปกติดี แผลก็ไม่บวม พักอีกสักสองสามวันก็หายแล้วละ ”

แล้วเขาก็ถามเหมือนไม่ได้ตั้งใจว่า “ ว่าแต่ว่านายรู้วิธีปฐมพยาบาลคนถูกงูกัดด้วยหรือ ยังจำอะไรไม่ได้ไม่ใช่หรือ? ” เขามองหน้าเคนเหมือนจะจับพิรุษ

แต่ชายหนุ่มก็ตอบคำถามด้วยเสียงและสีหน้าที่ปกติ “ ผมเคยเห็นหนานคำทำแบบนี้กับคนงานในไร่ที่ถูกงูกัด”


โดย ม่อนหินไหล

 

กลับไปที่ www.oknation.net