วันที่ ศุกร์ มีนาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เสียงจากใจที่ “เกาะมันใน” บ้านเรา


เสียงจากใจที่ “เกาะมันใน” บ้านเรา
โดย: วรวลัญช์ เด่นปรีชากุล
ภาพโดย: Dream Studio Thailand
 
“ โห.....พี่ นั่นเกาะมันในหรือเปล่าครับ” คําถามแว่วๆ ของรุ่นน้อง คนหนึ่งในเรือ เมื่อคําถามจบ สายตาของผมพลันหันไปที่นั่นทันที สมอง และสายตายังจดจ่ออยู่ตรงนั้น
         “ พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันน้องชาย อย่าถามพี่เลย พี่ก็เพิ่งจะมาเหมือน กัน” ผมตอบน้องโดยไม่ทันคิดพร้อมยังมองไปที่เดิมอย่างไม่ละสายตา
 

   ในขณะที่เรือกําลังแล่นไปข้างหน้าโดยไม่หันเหทิศทางออกไป จากเส้นทางเดิม ผมเริ่มเห็นเกาะข้างหน้า คิดสงสัยว่าคําถามที่รุ่นน้องถาม คําตอบตรงนั้นมันก็คือ "เกาะมันใน" หลังจากนำสัมภาระที่หนักมากๆ ไปเก็บไว้ในเต็นท์ที่ได้ประกอบขึ้นมา ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนได้ยกภูเขาสิบลูกออกจากอ้อมอก ปากเริ่มแห้งและหิวเต็มที สายตาตอนนั้นกวาดไปกวาดมา ทันเห็นแหล่งน้ำที่ช่วยชีวิตที่พี่ๆ ได้เตรียมไว้ให้ ผมรีบวิ่งไปดื่มน้ำเพื่อดับกระหาย น้ำเย็นชื่นใจ ทันทีที่หายเหนื่อย ผมเริ่มออกเดินทางดูทิวทัศน์ภายในเกาะพร้อมเพื่อนๆ ร่วมเดินทาง
 
         ทัศนียภาพที่นั่น คือธรรมชาติล้วนๆ “โอ้แม่เจ้า ช่างงามเหลือเกิน อยากติดเกาะนานๆแล้วสิเรา” ผมเดินเพลินเลยออกนอกเส้นทางจากฝูงเพื่อน ผมลงไปในป่าข้างหลังเกาะ ตรงบริเวณโขดหินที่สลับซับซ้อน ยากที่คนเมืองจะเดินเข้ามาได้ โชคดีที่ผมเกิดเป็นลูกทะเล เลยคิดว่าง่ายสำหรับปีนโขดหิน  “อุ้ย นั่น อะไร” ผมมัวแต่ดู ผมลื่นลงไปตรงโขดหิน หันไปรอบๆ ไม่มีใครอยู่แถวนั้น น่าจะเป็นเรื่องของเวรและกรรม เจ็บมาก รองเท้าผมเกือบขาด เท้าถลอกนิดหน่อย พร้อมมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย สิ่งที่ผมเห็นคือขยะจำนวนมาก ติดอยู่ตรงโขดหิน ถ้ามองแต่ไกลอาจจะไม่เห็น ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ไม่สวยเลย ทั้งที่มีคนน้อย แล้วขยะลอยมาจากไหนกัน นั่นเป็นคำถามที่อยู่ในใจผม
 

          พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ทางกลับก็มืด โชคดีที่เจอรุ่นน้องคนหนึ่ง กำลังหาทางกลับเช่นกัน ฉันเกือบขึ้นมาจากโขดหินไม่ได้ เพราะตอนเดินลงมา ทางมันยังสว่าง พอที่จะเห็นโขดหินให้ไต่ได้่ แต่ตอนกลับดูไม่รู้เลยว่าเป็นทางไหน มืดไปเสียหมด ผมรวบรวมสติและสมาธิิ และอธิฐานถึงหลวงปู่ทวดที่คุณแม่ให้แขวนคอไว้ก่อนที่จะมาเรียนราม มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์มากๆ ที่เล่าให้ใครฟังก็ไม่มีใครเชื่อ มันเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ในตอนนั้นผมร้องไห้ และหลับตาลง คิดในใจไป ตายก็ตายที่นี่ ผมรวบรวมความกล้า ลืมตาขื้น หญ้าสีน้ำตาลเต็มเกาะเหมือนกับแหวกทาง ให้ผมได้กลับมายังค่าย
 

          ผมเดินจับมือกับน้องต่างโรงเรียนอย่างเหนียวแน่น กลัวเอามากๆ ในตอนนั้น มีสัตว์เขย่าต้นไม้หรืออาจจะเป็นผีสางนางไม้ก็ไม่มีใครรู้ ทั้งสองยังผวา ด้วยเหตุที่ฟ้ามืดใจกลางเกาะเลยทำให้จินตนาการไปไกล ในใจเราอยากจะเล่าเหลือเกินแต่กลัวเขาหาว่าเป็นคนบ้า หูเพี้ยน ในขณะนั้นทุกคนกำลังออกตามหาชายหนุ่มผู้ใจกล้าที่หายสาปสูญไป  พวกเขาเห็นผมกำลังเดินมากับน้องชายอีกคนหนึ่ง มีหนึ่งคนตะโกนขึ้นมาว่า “พบเด็กที่หายไปสองคนแล้ว อยู่ตรงนี้ เดินมาแล้ว เดิน มาแล้ว” เสียงของเจ้าหน้าที่กำลังตะโกนเสียงดัง ในความมืดมิด และแล้วไฟฟ้าก็ติดขึ้นฉันเดินไปอาบน้ำกับน้องๆนักเดินทาง อย่างหมดเรี่ยวแรง อาหารอร่อย ข้าวต้มร้อนๆ ข้าวผัดอุ่นๆ กินที่เกาะ ผมชอบบรรยากาศแบบนี้ ถึงจะไม่โรแมนติก แต่ก็มีมิตรภาพดีดีกำลังรออยู่ ผมจะรีบกินมัน เพื่อไปฟังการบรรยายที่เป็นประโยชน์ ของพี่ๆนักเขียน และคณะเจ้าหน้าที่ทุกคน ที่กำลังรอพวกเรา  
          เกาะมันในแห่งนี้ อยู่ที่อําเถอแกลง จังหวัดระยอง ณ บริเวณทะเลตะวันออกของ ประเทศไทย ซึ่งอยู่ห่างจากแหลมแม่พิมพ์ 5 กิโลเมตร ผมใช้เวลาเดินทาง แค่ประมาณ 30 นาที ก็มาถึงเกาะแล้ว สถานที่นี้มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 137 ไร่ มีอ่าวที่หน้าสนใจอยู่หลายแห่ง ได้แก่ อ่าวต้นมะขาม อ่าวหินโขด หญ้า อ่าวโกงกาง และอ่าวหน้าบ้าน
 
         น้อยคนนักที่จะได้แวะมาเยี่ยมเยียน นิเวศเกาะดูเหมือนจะห่าง ไกลจากความเจริญ ไม่มีโรงแรมหรูอยู่ใจกลางเกาะ แต่ที่นี่มีอากาศอัน บริสุทธิ์สดชื่นประกอบไปด้วยกลิ่นอายทะเลเย็นๆ ที่พัดผ่านตลอดกาลมา เยือน
 

 
          อาจจะเป็นสถานที่พิเศษสําหรับคนที่มีหัวใจรักในความเป็น ธรรมชาติ และผม คือ ผู้โชคดีคนนั้นที่ได้สัมผัสกับมัน
 
          ผมได้ยิน เสียงนกร้อง “ จิ๊บ จิ๊บ” และ เสียงแมลงขับขาน “ งึบ งึบ งิบ งิบ ” พร้อมกับเสียงคลื่นที่กําลังกระทบฝั่งตลอดเวลา มีเสียงกิ่งไม้ เสียดสี “อี๊ด อ๊าด” ซึ่งเกิดจากแรงลมที่พัดมาจากทะเลนั่นเอง
 
 
 
 ทุกเส้นเสียงประสานกันราวกับเสียงดนตรีโอเปร่าตลอดทั้งคืน ทั้งวัน ถ้าใครได้ยินแบบผม ถ้าลองหลับตาลง ก็จะรู้สึกถึงการผ่อนคลายที่เเสนวิเศษเลยทีเดียว สัมผัสในตอนนั้นเหมือนผมกําลังโดนมนต์เสน่ห์ของ ธรรมชาติโดยไม่ทันตั้งตัว ซึ่งเกาะแห่งนี้ยังมีโครงการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลอีกด้วย ซึ่งนับว่า เป็นแห่งเดียวที่เพาะเลี้ยงเต่าอย่างเอาจริงเอาจัง ในทะเลแถบนี้ มีเต่าตนุ เต่ากระ เต่าดอกหญ้า
 
            โครงการนี้จัดทําขึ้นโดย กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนม์พรรษา 80 พรรษา ตามพระ ราชดําริของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งผมได้มีโอกาส เข้าร่วมกับโครงการ “เกาะมันใน บ้านแม่ของแผ่นดิน”นี้ด้วย ซึ่งจัดขึ้นในวัน ที่ 14-16 ธันวาคม พ.ศ. 2555
 

        ผมขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง แก่คณะวิทยากรทุกท่าน และพี่ๆนัก เขียนที่ให้ความรู้ รวมทั้งพี่เลี้ยงที่บริการอาหารและที่พัก พร้อมด้วยคณะ อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยรามคําแหง ที่มอบโอกาสให้ผมได้รับความรู้ที่เป็น ประโยชน์อย่างมากกับการทํากิจกรรมต่างๆในครั้งนี้ เช่น การประกวด ภาพถ่าย และการเขียนสารคดี ทําให้ผมรักธรรมชาติ และมีชีวิตที่พอเพียง
 
 ผมได้เห็นเต่าทั้งในที่เพาะเลี้ยงตั้งแต่เต่าอนุบาล จนถึงเต่าพ่อ และเต่าแม่ ผมได้เจอเต่ากระตัวหนึ่ง อาศัยอยู่ตรงสะพานคอกเต่า อยู่ทาง ทิศตะวันตกของเกาะ กระดองของมันมีสีคล้ายกับหิน เพราะตรงนั้นมีประ การังติดอยู่เลยทําให้กระดองของมันดูเหมือนกับโขดหินและมีรวดลายเป็น ริ้วที่สวยงาม
 
             ปากของเต่ากระ จะมีลักษณะจงอยแหลมงุ้ม กระดกหัวพะงาบๆ ตะกายขึ้นมาจากน้ํา พร้อมกับปล่อยฟองน้ําออกมา ดูๆไปแล้วปากเต่าจะ คล้ายปากของนกเหยี่ยว เกล็ดบนกระดองของมันตรงด้านข้างมีประมาณ 5 คลีบดูคล้ายๆลูกฟุตบอล ระหว่างตาของมันจะมีเกล็ด 2 คู่เป็นแถบๆ เรียงกันอย่างสวย ผมเหมือนได้ยินเต่าร้อง “ อิ๊ก อิ๊ก ” ดังคล้ายๆ ลูกหมาแรกเกิดที่กําลัง ร้องไห้สะอึกสะอื้น ดูแล้วมันน่ารัก อยากแตะต้องมัน ผมกลัวมันกัด เลยขอ อยู่ห่างๆ แบบห่วงๆ ก็พอแล้ว
 

             ผมรู้สึกว่า เหมือนเวลาที่ผมจะเดินไปตรงไหนสักจุดตรงสะพาน มันจะตระกายแหวกว่ายตามผมไปตลอดตามแนวตลิ่ง ดูเหมือนมันกําลัง ทําหน้าเศร้า สายตาเต่าดูละห้อย เหมือนมีบางอย่างที่อยากจะบอก 
 
             ย้อนกลับไปวันที่ผมมาที่นี่วันแรก ผมคิดถึงขยะที่อยู่ตามโขดหิน   ถ้าผมบอกแทนเต่าได้ ผมจะบอกไปว่า “ขยะมันกำลังลอยมาขอบเกาะของเรามากแล้ว นะ” 
 
               ที่ผมสามารถคาดเดาคำตอบได้นั้น ก็เพราะในตอนเช้าของวันที่สอง ผมได้ถามเจ้าหน้าที่ ที่กำลังให้อาหารเต่าอย่างไม่เป็นทางการไปว่า “พี่ๆๆ ขยะมันลอยมาจากตรงไหน”  เจ้าหน้าที่บอกกับผมว่า “ ขยะมันลอยมาจากชายฝั่งตรงโน้น ”  นิ้วชี้ของสาวเจ้าหน้าที่ชี้ไปยังชายฝั่งของเมืองใหญ่  นั่นก็คือ ปัญหาที่สำคัญของเกาะมันใน 
 
               เต่ามันกินได้หมดนะ มันไม่รู้หรอกว่า อะไรคืออาหาร อะไรคือขยะ ขนาดขาของคนให้อาหารเต่า เมื่อเวลาเต่าหิวมันยังกัดยังกิน ขาของเจ้าหน้าที่คนนั้นได้เลย นับประสาอะไรกับเศษพลาสติกเล็กๆ ที่คุณ คิดว่ามันเป็นชิ้นน้อยชิ้นนิด แต่ถ้าเป็นหนึ่งล้านคนทิ้ง พวกเต่าอีกล้านตัวไม่ กินมันไปหมดหรอ
 
คุณลองคิดดูนะ ถ้าคุณซื้อ แกงถุงมากิน แล้วสายยางที่รัดปาก ถุงแกง หล่นลงไปในชามข้าว โดยที่คุณไม่รู้ เรียบร้อยคุณกินเข้าไปแล้ว คุณจะทํายังไงละทีนี้ คุณจะหายใจออกไหม ดีไม่ดีอาจจะถ่ายไม่ออก ต้อง ไปผ่าตัดที่โรงพยาบาล เดือดร้อนหมออีก สําหรับคุณมันก็แค่ทรมาน แต่ก็ ไม่ถึงกับตายใช่ไหม
 
 
 

            แล้วมองกลับมาดูเต่าสิ มันพูดไม่ได้เหมือนคนนะ มันไม่ สามารถบอกได้ว่า ฉันจะตายแล้วเธอจ๋า หายใจไม่ออกแล้วนะคะ
 
            ทุกคนคิดหรอว่ามันคงคานมาบอกหมอในโรงพยาบาลสัตว์ได้ เอง เป็นไปไม่ได้ ถ้าเต่าคานมาถึง ทันที ฉันคงผูกคอตายด้วยเส้นมาม่าใน เกาะมันในไปแล้วแหละ น่าสงสารจริง สําหรับ เต่า ความตายเท่านั้นที่มัน ต้องเจอ
 
            เอาละถึงแม้สิ่งที่พวกมนุษย์มักง่ายทิ้งลงไป มันเป็นปัญหา ทั่วไป ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ธรรมดาไปแล้ว แต่สําหรับเต่ามันไม่ใช่
 
            คุณคิดดู เต่าตัวหนึ่งออกไข่ได้ หนึ่งร้อยถึงสองร้อยฟอง ถ้ามัน ตายไปสักตัว โลกคงสูญเต่าไปมากมาย และจะรามมาถึงการสูญพันธุ์ไป จากโลกใบนี้
 
            ทั้งที่ความเป็นจริง อายุของมันใครๆก็รู้ว่ามีนับร้อยปี กับคําที่ ว่า “เต่าล้านปี”มันเป็นสรรพนามที่เป็นอดีตไปเสียแล้ว
 
             ลองมาดูเต่าตอนปัจจุบันของเราบ้าง อย่างมากตัวหนึ่งก็ไม่เกิน 30 ปี บางตัวเกิดมาแค่100 วันก็ตายแล้ว ช่างน่าอดสูจริงๆ
 

             ถ้ายังรู้ตัวว่าเป็นมนุษย์ ก็ไม่มีเหตุผลใดๆ จะต้องบอกต้อง กล่าว แต่คนเรามีสมอง คิดเองก็เป็น คงจะรู้นะว่าจะต้องทํายังไงต่อ เพื่อให้ เต่าอยู่กับเราไปนานๆ
 
             คุณรู้ไหม เต่าก็มีน้ําตานะ เวลากําลังโดนฆ่าหรือเอาไปกิน ทํา แหวนกงแหวนกระ ทันทีที่เต่ารู้สึกว่าโดนคุกคาม และถ้าสถานะการณ์มัน หนักเกินไปที่กระดองของมันจะแบกรับไว้ แน่นอนน้ําตาที่ไหล คือ คําตอบ สุดท้ายที่หลั่งรินออกมา
 
             เห้ย! นั่น “อิ๊กอิ๊ก”“จิ๊บจิ๊บ” “งึ๊บงึ๊บงิ๊บงิ๊บ”เสียงโอเปร่าสัตว์ แบบฉบับทางธรรมชาติ ที่เคยบรรเลงตลอดเส้นทางที่วนไปรอบๆ เป็นไป ได้ไหมที่ให้มันยังคงอยู่ไว้แบบนั้น
 
             ถ้าคุณยังลบล้าง ทําไมคุณไม่เอาระเบิดไปถล่มมันให้หายไป จากแผ่นดิน จะเหลือสิ่งสวยงามไว้ดูทําไมละ
 

             คนสมัยนี้มักชอบทําลายกันอยู่แล้ว ไม่ต้องดงไม่ ต้องดูมันหรอกของดีดี น่าหัวเราะเยาะพวกคนรุ่นหลังทั้งหลายที่ไม่ได้รับ การปลูกฝังเสียจริง “ลูกเราที่เอาแต่ทิ้งขยะ หลานเราที่ไม่เอาไหน เหลนเราที่ไม่ค่อย ใส่ใจ คนแก่ที่บอดในที่ยังหลับหูหลับตา” พวกนี้นะแหละ อนาคต หนอ อนาคต ช่างมันเถอะ จะได้ยินอีกไหมไม่มีใครรู้ แต่ปัจจุบัน สรรพสัตว์เหล่านั้นมันกําลังขับร้องพร้อมที่จะให้ชาวโลกได้ฟังแล้วนะ ถ้าอยากฟังก็ต้องรักษาเอาไว้ ถ้าคุณคิดจะมาที่ “เกาะมันใน” ของเรา

 

โดย วรวลัญช์

 

กลับไปที่ www.oknation.net