วันที่ พุธ เมษายน 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ถอดรหัส เสาร์ ๕ เมษาฯเลือด นปช.แดงเดือด ประชิดกรุง ณ ถนนอักษะ พุทธมณฑล


.

ถอดรหัส เสาร์ ๕ เมษาฯเลือด นปช.แดงเดือด ประชิดกรุง ณ ถนนอักษะ พุทธมณฑล

.

.

.

 

 

พุทธมณฑล เป็นสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนา อยู่ในอำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม มีเนื้อที่ 2,500 ไร่ สร้างขึ้นเพื่อฉลองวาระกึ่งพุทธกาล เมื่อ พ.ศ. 2500มีพระพุทธรูปปางลีลาประจำพุทธมณฑล เรียกว่า พระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์ ออกแบบโดย ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรีพระพุทธรูปนี้มีความโดดเด่นทางผ้าจีวรที่พลิ้วเหมือนจริง (พระพุทธรูปนี้สร้างเสร็จและฉลอง เมื่อ พ.ศ. 2525 คราวสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี)
พุทธมณฑลในปัจจุบันนอกจากจะเป็นศูนย์รวมการจัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาและจัดประเพณีกิจกรรมต่าง ๆ แล้ว ยังเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าไปพักผ่อนได้อีกด้วย

(ขอบคุณภาพจาก pantip.com)

(และข้อมูลจาก wikipedia.org)
***

 

ถนนอุทยาน (อังกฤษ: Thanon Utthayan) หรือที่นิยมเรียกในชื่อเดิมว่า ถนนอักษะ เป็นถนนเชื่อมระหว่างถนนพุทธมณฑลสาย 3 ในเขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร ถึงถนนพุทธมณฑลสาย 4 ในอำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม มีระยะทาง 3.98 กิโลเมตร พร้อมด้วยทัศนียภาพที่สวยงาม มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น คือ เสาโคมไฟรูปหงส์เรียงราง 2 ข้างทาง ที่มากถึง 979 ต้น จนได้ชื่อว่าเป็นถนนที่สวยที่สุดในประเทศไทย[1]
ถนนอุทยานหรือเดิมชื่อถนนอักษะ เป็นถนนที่สร้างมุ่งไปพุทธมณฑลซึ่งได้เริ่มก่อสร้างใน พ.ศ. 2498 สมัยที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อเฉลิมฉลอง 25 พุทธศตวรรษ (พ.ศ. 2500) โดยเริ่มดำเนินการเวนคืนที่ดินของราษฎรเพื่อสร้างถนนตั้งแต่ พ.ศ. 2494 แต่การก่อสร้างพุทธมณฑลและถนนอักษะได้หยุดชะงักไปเมื่อจอมพล ป.พิบูลสงคราม ถูกจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก่อรัฐประหารยึดอำนาจใน พ.ศ. 2500 ต่อมาในสมัยพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เริ่มรื้อฟื้นโครการพุทธมณฑลขึ้นเนื่องจากใกล้การเฉลิมฉลองโอกาสที่สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปีใน พ.ศ. 2525 และเสร็จสมบูรณ์ในสมัยที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่วนถนนอักษะได้รับอนุมัติให้ลงมือก่อสร้างในสมัยที่นายบรรหาร ศิลปอาชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
โครงการก่อสร้างถนนอักษะเป็นโครงการหนึ่งที่กรุงเทพมหานครดำเนินการเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ใน พ.ศ. 2539 เพื่อเป็นการเสริมสร้างความสง่างามแก่พุทธมณฑลซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ และอำนวยความสะดวกในพระราชพิธีที่พุทธมณฑล ถนนสายนี้ยาว 3,861 เมตร ใช้งบประมาณการก่อสร้าง 1,068,987,571 บาท (ถือเป็นถนนที่ใช้งบประมาณในการสร้างสูงที่สุดในประเทศไทยด้วย[1]) และเสร็จสมบูรณ์เปิดให้ประชาชนใช้ได้ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2542
สำหรับชื่อถนนอักษะซึ่งมาจากภาษาอังกฤษว่า "Axis" แปลว่า "แกนกลาง" นั้นเป็นคำที่ใช้เรียกหมายถึงประเทศฝ่ายอักษะ คือ เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น ซึ่งทำสงครามกับฝ่ายพันธมิตร คือ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ในสงครามโลกครั้งที่ 2 และรัฐบาลในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ประกาศเข้าร่วมสงครามกับฝ่ายอักษะ เมื่อสร้างถนนเสร็จแล้ว กรุงเทพมหานครได้ประสานงานกับกรมศิลปากรในเรื่องชื่อถนนอักษะ ซึ่งกรมศิลปากรได้แนะนำให้ใช้ชื่อว่า ถนนอักษะ ซึ่งแปลว่าแกนกลาง เนื่องจากเป็นถนนเชื่อมระหว่างถนนพุทธมณฑลสาย 3 กับถนนพุทธมณฑลสาย 4 ต่อมากรุงเทพมหานครได้ประสานงานกับกรมศิลปากรเพื่อขอพระราชทานชื่อถนนจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อถนนว่า "ถนนอุทยาน" ซึ่งเป็นชื่อที่สัมพันธ์กับพุทธมณฑล
ในปัจจุบัน ในเทศกาลสงกรานต์ ถนนอุทยานนิยมใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมสงกรานต์และเล่นสาดน้ำ เช่นเดียวกับ ถนนข้าวสารในเขตพระนคร

(ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก wikipedia.org)

(และ the-than.com)
***


 

 

หลายคน คงกำลังสงสัย-ใคร่รู้ ว่า

เหตุใด บิ๊กตู่-จตุพร ประธาน นปช.ป้ายแดงและมวลมิตรของเขา จึงเลือกวัน เสาร์ที่ ๕ เมษาฯ เป็นวันเคลื่อนทัพใหญ่

ลองไปฟังจากปากของ บิ๊กตู่-จตุพร ดูครับ

 

 

จากนั้น ก็ลองไปอ่านที่ มติชิน เอ๊ย มติชนสุดสัปดาห์ รวบรวม และเรียบเรียงไว้

ก็จะรู้ว่า ทำไม บิ๊กตู่-จตุพร และพี่น้อง นปช.ของเขา จึงเลือกวันเสาร์ที่ ๕ เมษาฯ เป็นวันชุมนุมใหญ่

 

 ทำไมต้อง 5 เมษายน

ด้านหนึ่ง คงไม่พ้นไปจากความเชื่อทางด้านโหราศาสตร์ ที่มีคนนึกไปถึง "เสาร์ 5" ซึ่งเป็น วันแรง วันมีฤทธิ์
ว่าที่จริงสำหรับ เสาร์ 5 เมษายน 2557 ที่เสื้อแดงนัดหมาย นั้น ตามปฏิทินไทยตรงกับ วันเสาร์ ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 5
ไม่ถือเป็นเสาร์ 5 เป๊ะๆ
แต่ก็อาจพออนุโลมเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ โดยพ้องเสียงเป็นวันแรง "เสาร์ห้า"

บุศรินทร์ ปัทมาคม โหรชื่อดัง ให้ความรู้เรื่องเสาร์ห้า ว่า คติโบราณถือว่าเสาร์ห้า เป็นวันพิเศษ วันแรง วันแข็ง
หมายถึง วันเสาร์ ข้างขึ้น หรือข้างแรม ในเดือนห้า
จัดเป็นดิถีอำมฤตโชค ให้คุณทางด้านความสำเร็จสมประสงค์ ถือเป็นฤกษ์มงคล
เป็นวันโชคชัย หรือเรียกว่า วันแข็งหรือวันขลัง
เหมาะแก่การประกอบพิธี เช่น การสร้าง และปลุกเสกวัตถุมงคล รวมถึงเครื่องรางของขลังต่างๆ

เสาร์ห้า ไม่ได้เกิดขึ้นทุกปี โดยเฉลี่ยจะเกิดขึ้น 1-3 ปีต่อครั้ง
ครั้งต่อไปจะมีในวันเสาร์ ที่ 19 เมษายน 2557 ตรงกับวันเสาร์ แรม 5 ค่ำ เดือน 5

ในทางวิชาโหราศาสตร์ ดาวเสาร์ เป็นดาวที่มีพลังมาก ผู้ที่เกิดวันเสาร์จะได้รับความคุ้มครองจากเทพเจ้าของดาวเสาร์ ซึ่งมีกำเนิดจากพระศิวะ
จากวรรณกรรม เรื่องสวัสดิรักษาของสุนทรภู่กล่าวตอนหนึ่งว่า "วันเสาร์ทรงดำจึงล้ำเลิศ แสนประเสริฐเสี้ยนศึกจะนึกขาม"

วันเสาร์ห้า ที่ นปช. นัดเคลื่อนพล แม้จะไม่ได้คุณเต็ม 100 เพราะไม่ตรงฤกษ์เสาร์ห้าเต็มที่ แต่ดูเหมือน แกนนำ นปช. บางคนเชื่อว่า น่าจะเป็นฤกษ์ดี
นอกจากนั้น วันเสาร์ที่ 5 เมษายน ยังถือเป็นวันสุกดิบ ก่อนการเปลี่ยนผ่านสำคัญทางประวัติศาสตร์ของกรุงธนบุรีสู่กรุงรัตนโกสินทร์
โดยเฉพาะเหตุการณ์เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2325
นี่จึงอาจเป็นเหตุหนึ่ง ที่ นปช. เลือกเอาวันนี้ เป็นวันเคลื่อนทัพใหญ่
อย่างไรก็ตาม สำหรับฝ่ายที่ไม่ได้ให้น้ำหนักด้านโหราศาสตร์นักก็มองการที่เสื้อแดงนัดเคลื่อนไหวใหญ่ วันที่ 5 เมษายน มีเหตุผลสำคัญรองรับอยู่เช่นกัน
โดยโฟกัสไปที่ห้วงเดือนเมษายน 2557 ว่าจะเกิดจุดแตกหักอย่างสำคัญ
ทั้งนี้ เพราะตั้งแต่ 21 มีนาคม ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินให้การเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ เป็นโมฆะ
ก็มีการประเมินกันว่า "เมษายน" จะเป็นเดือน "ปรอทแตก"
โดยสายตาทุกคู่ก็หันไปจับจ้อง องค์กรอิสระทั้งหลาย ไม่ว่า ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า กำลังเดินเกมนำไปสู่ "สุญญากาศทางการเมือง" เพื่อขจัด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และรัฐบาลเพื่อไทย ออกไป ...
(มติชนออนไลน์)


 

สรุปอีกที ..มี ๒ เหตุผล คือ

๑) เหตุผลด้านโหราศาสตร์ แม้จะไม่ใช่เสาร์ ๕ เต็มกำลังตามตำรา

แต่เฉียดๆเสาร์ ๕ ขนาดนี้ ก็คงได้กำลังไม่น้อยกว่า ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ล่ะน่าาาา

๒) ครบกำหนด ที่องค์กรอิสระ และศาล ต้องเชือด ยิ่งลักษณ์ และ ครม.รักษาการณ์


 

ส่วนเหตุผลว่า ทำไมต้องเลือก ที่ ถนนอักษะ หรือถนนอุทยาน นั้น ยังไม่แน่ชัด

คุณแคน สาริกา ให้ข้อมูลเบื้องต้นไว้ดังนี้ ..

๑) แกนนำ นปช.เลือกถนนอักษะ หรือถนนอุทยาน เพราะถนนกว้าง 6 เลน และยาว 3.98 กิโลเมตร อยู่รอยต่อกรุงเทพฯ-นครปฐม รองรับคน 5 แสนได้

๒) ถนนอักษะ หรือถนนอุทยาน เชื่อมพุทธมณฑลสาย 3 กับพุทธมณฑลสาย 4 ทุกเทศกาลสงกรานต์ วัยรุ่นนิยมเล่นสาดน้ำ เหมือนถนนข้าวสาร

๓) รายงานข่าวว่า เดิมทีแกนนำ นปช.จะจัดชุมนุมใหญ่บนพื้นที่ 600 ไร่ ของ รง.ไทยเมล่อน(เก่า) ย่านรังสิต ซึ่งเป็นของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

๔) รายงานข่าวว่า อารีย์ ไกรนรา เตรียมการ์ด นปช.ไว้ 4 พันคน เพื่อรักษาความปลอดภัย ในระหว่างชุมนุมที่คาดว่า จะยืดเยื้อ จนเลยสงกรานต์


 

น่าสนใจอยู่เหมือนกันว่า เหตุใดจึงย้ายจากรังสิต ไปพุทธมณฑล

พี่น้องเสื้อแดงส่วนใหญ่นั้นก็มาจากภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง หากใช้พื้นที่ แถวรังสิต ก็น่าจะเหมาะดี

เพราะการเดินทางน่าจะสะดวกกว่าฝั่งพุทธมณฑล

 

แต่ก็มีข้อสังเกตบางอย่างที่น่าสนใจเช่นกันว่า อาจเป็นเพราะปัญหาเรื่องจำนวนคนเสื้อแดงที่อาจมาร่วมชุมนุมน้อยเกินไป

เนื่องจากพี่น้องเสื้อแดงส่วนใหญ่นั้น ตาสว่าง กันหมดแล้ว

จึงต้องมีแผนรองรับเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ

ข้อสังเกตุที่ดีที่สุดของเรื่องนี้คือ การออกมาให้สัมภาษณ์ของ เป็ดเหลิม ณ บางบอน

ทำนองว่า มั่นอกมั่นใจมากว่า ห้าแสนคนนั้นน่ะ เรื่องเล็ก แสดงว่า เป็ดเหลิมต้องมีทีเด็ดอะไรซักอย่างแน่ๆ 555

 

 

(A=สวนลุมฯ, B=ถนนอักษะ, C=กระทุ่มแบน)

 

ส่วนแผนเด็ดที่ว่านั้น จะเป็นอะไร ไม่ต้องเดาครับ

คุณสุทิน วรรณบวร ไขรหัสเรื่องนี้ไว้ให้แล้ว ตามนี้ ...

 

มิงกะลาบา
บางทีเวทีปราศรัยใหญ่ของ นปช ที่ถนนอักษะ ในวันเสาร์ที่ 5 นี้อาจต้องทักทายมวลชน เป็นภาษาพม่าว่า “มิงกะลาบา” เพราะแหล่งข่าวในวงการแรงงานพม่าในจังหวัดสมุทรสาคร tip มาว่า เวลานี้เจ้าของโรงงานในละแวก อ้อมน้อย กระทุ่มแบน และ อำเภอเมืองสมุทรสาคร ซึ่งมีแรงงานพม่าอยู่เกือบ สามแสนคนรับปากกับผู้อำนวยการศูนย์รวมสัตว์ว่าจะขนคนงานชาวพม่ามาเติมเต็มเวทีชุมนุมบนถนนอักษะให้เต็มที่ ไมยอมให้รัฐมนตรีจับกังเสียหน้าเป็นอันขาด มีน่าละเป็ด เหลิม ถึงมั่นใจว่าที่ชุมนุมวันเสาร์ที่ 5 หลัก แสนแน่นอน
นปช ตัดสินใจชุมนุมจุดนั้นด้วยเหตุผล 3 ประการ
1.ขนแรงงานพม่ามาได้ง่ายเพราะอยู่ใกล้อ้อมน้อย กระทุ่มแบน และ อำเภอเมืองสมุทรสาคร แรงงานและเจ้าของโรงงานไม่กล้าขัดใจหัวหน้าจับกัง
2. เสาร์ห้า ถึงแม้ไม่ใช่เดือนห้าแบบไทย ก็ถือเอาวันที่ 5 ฝรั่ง มาผสมเสาร์ไทยทำให้ดูขลังมากขึ้นเมื่อไปจัดในถนนอักษะ
3. ต้องการให้มวลชนที่ปลุกระดมมานานได้มั่นใจว่า ที่คุยมาตลอดว่า นปช มีแบ็คดี สถานที่ตรงนั้นเป็นที่สมอ้างได้ดี
ภาพรวมก็คือ นปช ยังต้องขี่ม้าเลียบเมืองต่อไป ไม่มีพลังและความกล้าพอทีจะเข้าตีใจกลางเมืองหลวง เพราะพม่าที่มาร่วมด้วยจะทำแบบเช้าไปเย็นกลับ
มิงกะลาบา

(Sutin Wannabovorn)

 

ถ้าดูจากแผนที่แล้ว ระยะทางจาก พุทธมณฑล ไปยังย่านแรงงานพม่านั้นไม่ไกล

เช่นจากพุทธมณฑล ไปอ้อมน้อย ระยะทางราวๆ ๑๖-๑๗ กิโลฯ เท่านั้นเอง

 


 

บางทีพี่น้องเสื้อแดงที่ไปร่วมชุม หรือแม้แต่นักข่าวเองก็ตาม อาจต้องทำการบ้านเรื่องนี้ไว้บ้างก็ดีนะ

ภารกิจจะได้ราบรื่น

(http://www.ais.co.th/Interservice/AEC/myanmar.html)


 

ปัญหาเรื่องจำนวนคนที่มาร่วมชุมนุมน้อยเกินไปนั้น

อาจแก้ได้ด้วยวิธีของเป็ดเหลิม

แต่กรรมหนักที่ ยิ่งลักษณ์-ทักษิณ ทำไว้กับประเทศนี้นี่สิ จะแก้ยังไงไหว

ต่อให้มี บิ๊กตู่-จตุพร อีกซัก ล้านคน ก็คงช่วยอะไรไม่ได้

 

ศาลรับร้องถอด'ปู'ย้าย'ถวิล'แล้ว

(คมชัดลึก)

 ศาลรัฐธรรมนูญ รับพิจารณาร้องถอด 'นายกฯ' จากการย้าย 'ถวิล' แล้ว พร้อมไม่รับฟ้องคดี ศรส. ร้อง กปปส. ชุมนุมขัด ม.68
2 เม.ย. 57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติรับคำร้องกรณีที่ นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภา ร่วมกับ ส.ว. 28 คน ขอให้พิจารณาคุณสมบัติของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่าจะสิ้นสุดลงหรือไม่ จากกรณีการแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ออกจากเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยมติเป็นเอกฉันท์ และให้นายกฯ ชี้แจงใน 15 วัน

 

 


 


ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่ ?

นายสมัคร สุนทรเวชพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพราะเหตุความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา 182 (7) มาแล้ว โดยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 12-13/2551 วันที่ 9 กันยายน 2551 เพราะกระทำการอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 267 (เป็นลูกจ้างบริษัทเอกชนค้ากำไร) จากการยื่นคำร้องตามช่องทางมาตรา 182 วรรคสามประกอบมาตรา 91 โดยคณะส.ว.จำนวน 29 คน
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรประสบชะตากรรมเดียวกันแล้วในวันนี้ ถูกร้องให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา 182 (7) เช่นกัน ตามช่องทางเดิมคือมาตรา 182 วรรคสามประกอบมาตรา 91 โดยคณะส.ว.จำนวน 28 คน โดยบางคนร่วมส่วนอยู่ในการร้องเมื่อปี 2551 ต่างกันนิดเดียวคือกระทำการอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 268 (ย้ายข้าราชการโดยมิชอบ) ไม่ใช่มาตรา 267
คือมาตรา 182 (7) นี่ท่านห้ามกระทำการอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 267, 268 และ 269 หากกระทำลงไปความเป็นรัฐมนตรีจะสิ้นสุดลงเฉพาะตัว
เมื่อปี 2551 เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา 180 (7) เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2551 จากผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ครม.ทั้งคณะก็พ้นจากตำแหน่งทันทีตามมาตรา 180 (1) ต้องมีการสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ในสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 172


ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยแค่ไหน ? อย่างไร ? หรือไม่ ?
ข้อแตกต่างของสถานการณ์คือเมื่อปี 2551 อยู่ในสถานการณ์ปรกติ แต่วันนี้อยู่ในสถานการณ์ยุบสภาที่ครม.ทั้งคณะพ้นตำแหน่งไปแล้วตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2556 ตามมาตรา 180 (2) แต่อยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อตามมาตรา 181 และหากเราย้อนกลับไปดูคำวินิจฉัยที่ 12-13/2551 ศาลรัฐธรรมนูญท่านจะวินิจฉัยเฉพาะประเด็นความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวชสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา 182 (7) เท่านั้น แต่หลังจากนั้น รพ้นจากตำแหน่งของครม.ทั้งคณะตามมาตรา 180 (1) เป็นผลที่เกิดขึ้นตามมาทันทีโดยความยินยอมพร้อมใจของทุกฝ่าย ไม่มีใครคัดค้าน แข็งขืน หรือไม่ปฏิบัติตามในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เพราะมีกระบวนการสรรหานายกรัฐมนตรีในสภาผู้แทนราษฎรตามปรกติตามมาตรา 172 อยู่แล้ว
วันนี้ สมมติว่าศาลรัฐธรรมนูญท่านวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา 182 (7) เช่นกันกับเมื่อ 6 ปีก่อน ซึ่งมีความเป็นได้สูงมาก แต่อย่างไรเสียก็จะไม่วินิจฉัยเลยมาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาตามมาตรา 180 (1) ที่ทุกคนต้องการ เพราะไม่ได้อยู่ในคำร้อง

อะไรจะเกิดขึ้น ?
ครม.ทั้งคณะก็จะพร้อมใจกันบอกว่าพวกเขาพ้นจากตำแหน่งไปตามมาตรา 180 (2) ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2556 เพราะเหตุยุบสภาอยู่แล้ว ไม่อาจจะพ้นจากตำแหน่งซ้ำอีกตามมาตรา 180 (1) เพราะความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว
ครม.คนอื่นก็จะยังคงรักษาการต่อไปตามมาตรา 181
คล้าย ๆ กับกรณีที่ปปช.จะชี้มูลความผิดนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่
เพียงแต่กรณีนี้จะรุนแรงกว่าเท่านั้น คือความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงแล้วไม่ใช่แค่ยังอยู่แต่หยุดการปฏิบัติหน้าที่
แต่ครม.คนอื่นและเครือข่ายของรัฐบาลก็จะบอกว่ารอกระบวนการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ตามมาตรา 172 หลังการเลือกตั้งทั่วไปที่กกต.จะต้องจัดขึ้นใหม่
จะสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ซ้อนขึ้นมา - ไม่ง่ายนัก

เว้นแต่จะมีสถานการณ์พิเศษกว่านี้ซ้อนขึ้นมา !
(คำนูณ สิทธิสมาน)


 

ส.ว.คำนูณ วิเคราะห์ไว้แบบนี้ ..เครียดเลยครับ

เดิมทีคิดว่า ครม.ยิ่งลักษณ์ จะสิ้นสุดตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ

แต่ถ้าเป็นแบบนี้ ..หนีไม่พ้นที่ บิ๊กตู่-ประยุทธ์ จะต้องเหนื่อย ไม่แพ้ บิ๊กตู่-จตุพร เป็นแน่แท้

บิ๊กตู่-จตุพร เตรียมรับมือ บิ๊กตู่-ประยุทธ์ ไว้ได้เลย หุหุ !!

 


 

โดย เขียดขาคำ

 

กลับไปที่ www.oknation.net