วันที่ จันทร์ เมษายน 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หนทางสู่ความเป็นอัจฉริยะกับ Metacognition


สวัสดีคุณผู้อ่านทุกท่าน หวังว่าคงมีความสุขกับการอ่านในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 42 ซึ่งกำลังจะสิ้นสุดในวันนี้ ด้วยความที่ที่ทำงานผมอยู่ในอาคารศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผมได้ลองสังเกตจำนวนคนที่มาเที่ยวชมงานต่าง ๆ ในช่วงหลังมานี้ทั้งงานท่องเที่ยว งานบ้าน/คอนโด หรือ แม้แต่งานคอมพิวเตอร์/โทรศัพท์มือถือ จะพบว่าจำนวนคนบางตาลงอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนถึงความระมัดระวังในการจับจ่ายจากสภาวะทางเศรษฐกิจที่คาดเดายาก แต่... ไม่ใช่กับงานหนังสือแน่นอน

ปริมาณคนที่หลั่งไหลมาในช่วงระยะเวลาสิบกว่าวันที่ผ่านมาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า “หนังสือ” ยังคงเป็นสื่อกลางทางความรู้ที่ได้รับความนิยมอยู่ ทั้ง ๆ ที่ในปัจจุบันนี้เรามีสื่อกลางทางเลือกอีกเยอะแยะ ไม่ว่าจะเป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) ที่เปิดอ่านได้ด้วยฮาร์ดแวร์ใหม่ ๆ สวย ๆ มีข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตที่ Feed มาให้เราอ่านได้ตลอดเวลา หรือ แม้แต่ Clip Video ดี ๆ ที่ช่วยให้เราสามารถเรียนรู้สิ่งที่สนใจได้เยอะแยะไปหมด ซึ่งอีกสักพักคงจะเข้าสู่ยุค Analytic 3.0 (เคยเล่าแล้วใน Ministry of Learning ตอน “มุ่งหน้าสู่อนาคต”) ที่ระบบการวิเคราะห์ข้อมูลจะช่วยในการตัดสินใจ และ จะต่อยอดไปสู่ระดับของปัญญาประดิษฐ์ในอีกไม่อนาคตอันใกล้นี้

ว่าแต่คุณผู้อ่านเคยสงสัยหรือไม่ว่าทำไมต้องหนังสือ? และ ทำไมต้องการอ่าน? คำตอบในใจอย่างไม่ต้องอาศัยเหตุผลมากนัก (รวมทั้งตัวผมด้วย) ว่า “ก็ชอบไง” ซึ่ง Ministry of Learning จะเสนอแนวคิดไขคำตอบในประเด็นนี้และพาคุณผู้อ่านข้ามไปสู่ประตูถัดไปพร้อม ๆ กันด้วยเลย

ทฤษฎีที่สามารถอธิบายว่าทำไมคนเราถึงชอบหรือถนัดในการอ่าน หรือ การฟัง หรือ การดู ฯลฯ เป็นทฤษฎีที่มีมานานแล้วนั่นคือเรื่อง Metacognition (อ่าน เมตาคอกนิชัน) เสนอโดยนักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ชื่อ John Flavell ในปี ค.ศ. 1967 หมายถึง Cognition อยู่เหนือ Cognition แปลง่าย ๆ ว่าเป็นความรู้ที่อยู่เหนือความรู้ หรือ ความคิดที่อยู่เหนือความคิดก็ได้ ฟังแค่นี้อาจจะยังไม่เห็นภาพ

ยกตัวอย่างในชีวิตจริงดีกว่า ขอให้คุณผู้อ่านลองนึกถึงสถานการณ์ที่มาท้าทายเรา เช่น เตรียมการสอบ เตรียมประชุมสำคัญ หรือ สถานการณ์บังคับให้เราต้องเข้าใจบางสิ่งบางอย่างในเวลาอันน้อยนิด ในช่วงเวลาที่เรามะงุมมะงาหรากับการเก็บเกี่ยวเคี่ยวกรำตัวเองนั้นก็พลันรู้สึกตัวได้ว่า มีอีกจิตหนึ่งทักเราในใจว่า “เอ่อ... เดี๋ยวนะ เราอยู่ตรงไหนแล้ว” หรือ “จะทำยังไงดีนะให้เราเข้าใจเรื่องนี้สักที” หรืออาจจะเป็นบอกว่า “นี่ไง หัวข้อนี้แค่เรียงสลับกัน ทำตารางช่วยจำง่ายกว่า” จิตนั้นแหละคือ Metacognition

เพราะ Metacognition จะหมายถึงระดับของความสามารถในการควบคุมกระบวนการคิดที่ใช้ในการเรียนรู้ การวางแผนในการทำงาน การติดตามเพื่อดูความก้าวหน้า และ ประเมินผลตัวเองจากผลงานที่ออกมา ทักษะพวกนี้แหละคือสิ่งสำคัญมากคนทุกเพศทุกวัยไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ เพราะถ้ามีแล้วจะช่วยให้เกิดการเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ได้ดีโดยไม่ต้องมานั่งตีอกชกใจว่าเราเรียนมาน้อยหรือคนอื่นมี IQ มากกว่า เพราะแต่ละคนสามารถหาวิธีในการเรียนรู้ในแบบที่เหมาะสมกับตนเองได้ โดยที่ยังสามารถพัฒนาวิธีการนั้นให้รู้เรื่องต่าง ๆ ได้เร็วขึ้นยิ่งขึ้นได้ด้วยถ้าขยันฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง

มาลงรายละเอียดอีกนิดดีกว่าเผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ ลำพังแนวคิดของ Metacognition คงจะมองการประยุกต์ไม่ออก ทางเจ้าของทฤษฎีเลยกำหนดประเภทของ Metacognition ให้ 3 ประเภท ได้แก่

ประเภทที่ 1 Declarative Knowledge หมายถึง Metacognition ที่บอกให้เราทราบว่าตัวเราในฐานะผู้เรียนว่าต้องมีองค์ประกอบอะไรที่จะทำให้เราเรียนรู้ได้บ้าง เช่น บางคนถนัดที่จะเรียนรู้จากการอ่าน การฟัง การลงมือทำ ถ้าจะ Link ก็ลอง Search หาความรู้เรื่อง Learning Pyramid มาเป็นแนวคิดเสริมไว้ก็ได้ แต่ใช่ว่าจะถามใครปุ๊บก็จะเจอนะ มันต้องค้นหา ต้องลองทดสอบว่าวิธีการเรียนรู้แบบไหนที่เหมาะกับตัวของคุณผู้อ่านเอง นั่นถึงเป็นเหตุว่าคนชอบมางานหนังสืออาจจะถนัดกับ “การอ่าน” ไงล่ะ

ประเภทที่ 2 Procedural Knowledge หมายถึง Metacognition ที่บอกให้เราทราบว่าพฤติกรรมหรือเทคนิคอะไรที่ทำให้เราเกิดการเรียนรู้ ยกตัวอย่างเช่น บางคนจะ Highlight สิ่งที่อ่านเพื่อกลับมาอ่านใหม่ บางคนไปอ่านหรือฟังอะไรมาก็จะเขียน Note ใส่สมุดของตัวเองเอาไว้ บางคนอาจจะ Note เป็น Mindmap เขียน Model แสดงความเชื่อมโยง หรือ สร้างตารางเพื่อหาความสัมพันธ์ ฯลฯ เต็มไปหมด ยิ่งฝึกมากก็จะยิ่งอัตโนมัติมากขึ้นเรื่อย ๆ คุณผู้อ่านอาจจะลองศึกษาเครื่องมือพวก Graphic Organizer เพิ่มเติมได้ ยิ่งไปกว่านั้นอาจจะ Procedural จะกว้างไปขนาดว่ารู้จักนั่งสมาธิ สวดมนต์ หรือ ฟังเพลง Classic มาฟังเพื่อปรับคลื่นสมองเพื่อให้สมองพร้อมต่อการเรียนรู้ตามความถนัดของตนเองก็ได้ทั้งนั้น

ประเภทที่ 3 Conditional Knowledge หมายถึง Metacognition ในแบบรู้ว่าจะใช้ 2 ประเภทที่กล่าวมาแล้วมาผสมผสานกัน ทำให้เราสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการตามแนวคิดของสิ่งที่ต้องเรียนรู้ว่าจะเลือกองค์ประกอบอะไรควบคู่กับเทคนิควิธีการไหน เพื่อให้การใช้พลังงานในการเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพกว่าที่เคยในที่สุด

อ่านถึงตรงนี้คุณผู้อ่านอาจจะเผลอคิดเบา ๆ ว่า “เย้ แบบนี้ฉันเป็นอัจฉริยะในเร็ว ๆ นี้แน่นอน” แต่ยังก่อน เพราะ Metacognition ต้องอาศัย “ความอดทน” และ “ความซื่อสัตย์” เนื่องจากเป็นเรื่องของจิตใจล้วน ๆ ว่าวิธีไหนที่ใช้และไปต่อได้ไกลแค่ไหน เพราะการเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ หรือ ลงลึกเรื่อย ๆ ต้องใช้ความพยายามทุกขณะจิต (ปวดหัวตุบ ๆ) นั่นถึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบางคนถึงถนัดทำงานด้านวิจัย งานด้านวิชาการ เพราะเขาสามารถเข้าถึงการมี Metacognition ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า ซึ่งพอมี Metacognition สิ่งที่จะตามมาคือความสามารถในการกำกับตนเอง (Self-Regulation) ให้สามารถทำอะไรได้ดังใจปราถนา ซึ่งผมคงจะได้มีโอกาสมาเล่าต่อในวันหลัง

ว่าแล้วมาทดสอบ Metacognition ของคุณผู้อ่านกันหน่อยดีกว่า ผมอยากเสนอแบบฟอร์มที่ผมคิดขึ้นมานี้ให้เอาไปลองใช้กันดูนะ ให้คุณผู้อ่านเลือกเรื่องที่ตัวเองกำลังจะต้องเรียนรู้มา 1 เรื่องแล้วกรอกไปในหัวตารางตามตัวอย่างด้านล่างนี้ เรื่องอะไรก็ได้ เช่น การพูดในที่สาธารณะ ภาษาญี่ปุ่น การวิ่ง การใช้สถิติเพื่อการวิจัย อะไรก็ได้ จากนั้นลอง List ในช่อง Declarative ว่าองค์ประกอบอะไรที่สามารถทำให้คุณผู้อ่านเกิดการเรียนรู้ได้ดีที่สุด เช่น การอ่าน การฟัง การลงมือปฏิบัติ การดู Video ฯลฯ จากนั้นไปคิดต่อในช่อง Procedural ไปว่าเทคนิควิธีการอะไรที่คุณผู้อ่านเกิดการเรียนรู้ได้ดีบ้าง สุดท้ายช่อง Conditional จะเกิดจากการเอาองค์ประกอบใน 2 ช่องแรกมาประกอบกันก็จะได้แนวปฏิบัติที่เหมาะสมกับตัวคุณผู้อ่านเอง

ลองทำไปแล้วก็ตรวจสอบดูนะว่าอะไรมากน้อยเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่า Work กว่ากัน ปรับ ๆ ไปสักพักก็จะเจอสูตรที่ลงตัว ซึ่งผมจะบอกเลยว่าต้องอดทนและให้เวลากับมัน แต่ถ้าเจอแล้วคุณผู้อ่านจะรักตัวเองขึ้นอีกเยอะ

สำหรับ Ministry of Learning ฉบับนี้สมควรแก่เวลาแล้ว ขอให้สนุกกับการเรียนรู้ แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า สวัสดี

ที่มา

http://en.wikipedia.org/wiki/Metacognition

 

ผู้เขียน ดร.โชดก ปัญญาวรานันท์ CEO จาก JobNow Healthcare Network ผู้ซึ่งมีประสบการณ์ในการบริหารโครงการ (Project Management) บริหารจัดการระบบในองค์กร (Business Process) การอบรมและการพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ (Human Capacity Development)

JobNow Healthcare Network ให้บริการด้านการจัดหางานแบบออนไลน์ด้านธุรกิจ Healthcare โดยเฉพาะ โดยเพื่อน ๆ ที่กำลังมองหาโอกาสในการทำงานใหม่ หรือ น้อง ๆ ที่กำลังมองหางานสามารถฝาก profile ไว้กับเราได้ฟรีโดยไม่ค่าใช้จ่ายที่ www.jobnowhcn.com รวมถึงสามารถติดตามเราได้จากช่องทางต่าง ๆ ได้แก่

Facebook: https://www.facebook.com/jobnowhealthcarenetwork

IG: https://www.instagram.com/jobnowhealthcarenetwork

Twitter: https://twitter.com/JobnowNetwork

โดย โชดก

 

กลับไปที่ www.oknation.net