วันที่ พุธ เมษายน 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปรับตัวทางเศรษฐกิจไว้ก่อนวิกฤติการเมือง


                                            ปรับตัวทางเศรษฐกิจไว้ก่อนวิกฤติการเมือง

           เมื่อเร็ว ๆ นี้  นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ แบงก์ชาติ เสนอข้อมูลว่า   ระดับหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นผิดสังเกตในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา จากสัดส่วน 50-60% กระโดดมาอยู่ที่กว่า 80% ในปัจจุบัน ถือว่าเติบโตเร็วมาก ขณะที่หนี้ภาครัฐมองว่ายังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้และถ้าจัดการดีก็ยังสามารถชดใช้คืนได้ เช่นเดียวกับหนี้ภาคเอกชน ขณะนี้ระดับหนี้ก็ยังดีกว่า เมื่อเทียบกับช่วงปี 40 ซึ่งระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้แบงก์ชาติไม่สามารถลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายหรือผ่อนคลายนโยบายการเงินได้ลงได้เมื่อต้นปีก่อน เพราะยิ่งทำให้หนี้เร่งตัวขึ้นอีก

          หนี้ครัวเรือนของประเทศไทย กลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้สูงก็ไม่มีปัญหา แต่กลุ่มที่มีรายได้น้อย โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน อาจจะไม่สามารถชำระหนี้ได้ และยอมรับว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นอาจจะกระทบสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ที่เป็นผู้รับฝากเงินในระบบบ้าง แต่ไม่น่ากังวล เพราะหนี้ครัวเรือนส่วนใหญ่เกิดจากบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน(นอนแบงก์)ปล่อยกู้ให้ผู้มีรายได้ต่ำมากกว่า ทำให้ขณะนี้ภาคครัวเรือนและสถาบันการเงินต่างระมัดระวังเรื่องนี้ รวมถึงแบงก์ชาติได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

                ที่ผู้ว่าการธนาคารชาติต้องเสนอข้อมูลออกมา  ก็คงเพราะเป็นห่วง  เตือนคนไทยให้สนใจระวังการก่อหนี้ครอบครัว

                วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งนั้นให้บทเรียนกับภาคเอกชนหนักหนาสาหัส   จึงระมัดระวังและคงจะไม่ผิดพลาดจนล่มจมกันอีกเหมือนครั้งโน้น

               สถานการณ์ระดับหนี้ครัวเรือนในระบบปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยภาพรวมในปี 56 ในไตรมาส 1-3 สัดส่วนหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ระดับ 77.6% 79.2% และ 80.1% ตามลำดับ ล่าสุดขยับอยู่ที่ระดับ 82.3% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) เป็นผลจากการขยายตัวหนี้ครัวเรือนยังอยู่ระดับสูงกว่าการขยายตัวเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันเศรษฐกิจชะลอตัวมาก

           ต้นตอสำคัญ คือ การขยายตัวหนี้ครัวเรือน(เงินให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือน) ล่าสุดไตรมาส 4 ของปี 56 มียอดคงค้างทั้งสิ้น 9.79 ล้านล้านบาท หนี้ครัวเรือนเกิดจากสถาบันการเงินรับฝากเงินมียอดคงค้างในระบบ 8.52 ล้านล้านบาท และสถาบันการเงินอื่นมียอดคงค้างทั้งสิ้น 1.27 ล้านล้านบาท

              สรุปจากรายงานนโยบายการเงินล่าสุดฉบับเดือน มี.ค.57  ของคณะกรรมการนโยบายการเงินว่า สภาพคล่องของภาคครัวเรือนปรับตัวลดลง

                อันที่จริงคนที่ไม่ประมาท  เขาก็ตระเตรียมและปรับตัววางแผนการเงินกันเอาไว้แล้ว

                เพราะเศรษฐกิจไทยนั้นหมักหมมปัญหาไว้มาก   ทั้งจากนโยบายทางการเมืองของรัฐบาล  และการที่เศรษฐกิจไทยไม่สามารถปรับโครงสร้างกันเสียที   อย่างไรเสียวันหนึ่งก็ต้องเกิดวิกฤติ

                ปัญหาการเมืองนั้นซ้ำเติมให้เศรษฐกิจแย่ลงแน่นอน  แต่ถึงแม้จะเกิดวิกฤติการเมืองหรือไม่ก็ตาม   เราเชื่อว่าวันหนึ่งเศรษฐกิจไทยก็จะต้องล้มคว่ำคะมำหงายอยู่แล้ว

                เราเคยเขียนเตือนคนไทยให้ระมัดระวังการใช้จ่ายการก่อหนี้   การปรับเปลี่ยนมาดำเนินชีวิตตามยุทธศาสตร์เศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นระยะ ๆ

                ท่านจะมองปัญหาการเมืองอย่างไรก็ตาม   แต่ก็ต้องเตรียมตัวสำหรับความยากลำบากทางเศรษฐกิจไว้ให้พร้อมด้วย

 

โดย ทองแถม-นาถจำนง

 

กลับไปที่ www.oknation.net