วันที่ พฤหัสบดี เมษายน 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

.....ปากพนัง..@..ความหลังสมัยเป็นเด็กน้อยพรั่งพรู...


.

.

(วันพุธที่ ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๗)

เอ่ยชื่อ "แหลมตะลุมพุก" ผู้คนทั่วไปรู้จักดีว่าอยู่ที่อำเภอปากพนัง  จังหวัดนครศรีธรรมราช

ผมรู้จักแหลมตะลุมพุก  รู้จักอำเภอปากพนัง  มาตั้งแต่สมัยเป็นละอ่อนก่อนเรียนชั้นประถมศึกษา  

จนกระทั่งเรียนจบชั้น ประถมศึกษาปีที่ ๔  ก็ที่ปากพนัง...

ครั้งมหาวาตภัย วันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๐๕  พายุถล่มแหลมตะลุมพุกผู้คนเสียชีวิตมากมาย  คืนนั้นผมก็อยู่ที่ปากพนัง...

ชีวิตวัยเด็กแก่นแสนซน  เดินเล่นหน้าวิกหนัง  ฟังเพลงดูหนังแผ่น ก็ที่ปากพนัง...

และอื่น ๆ อีกมากมายเหมือน ๆ กับชีวิตเด็ก ๆ ในภาพยนต์ "แฟนฉัน"  ก็ที่ปากพนัง...

.

การเดินทางจากตัวเมืองนครศรีธรรมราช  ไปอำเภอปากพนัง  หรือจากปากพนังเข้าตัวจังหวัด

แม้ระยะทางเพียง ๒๕ กิโลเมตรบนถนนที่เต็มไปด้วยต้นฉ่ำฉา หรือต้นจามจุรีต้นโต ๆ ตลอดรายทางทั้ง ๒ ข้าง

เหมือนจะไกลแสนไกลกับความรู้สึกของเด็กในสมัยนั้น

.

การข้ามแม่น้ำปากพนังจากปากพนังฝั่งตะวันตก  ไปปากพนังฝั่งตะวันออก  ด้วยเรือหางยาว

มันตื่นเต้น  จนเด็กน้อยอย่างผมมีความรู้สึกว่า  ไม่มีแม่น้ำสายใดจะใหญ่และกว้างเหมือนแม่น้ำปากพนังอีกแล้ว

.

.

.

วันนี้  ถนนสาย 4013  นครศรีธรรมราช - ปากพนัง  ถูกขยายจากถนน ๒ เลน เป็นถนน ๔ เลน

และแน่นอนที่สุด  ต้นฉ่ำฉาที่ผมเคยเห็นและตื่นตาตื่นใจสมัยเด็ก  ไม่เหลืออยู่แม้เพียงต้นเดียว

กลับมีเสาไฟฟ้าขนาดต่าง ๆ   มายืนเข้าแถวแทนที่อย่างสง่างาม

.

.

การเดินทางไปมาหาสู่กันของประชาชนชาวปากพนังฝั่งตะวันออก  และชาวปากพนังฝั่งตะวันตก

มีสะพานขนาดใหญ่ข้ามแม่น้ำปากพนังเป็นตัวเชื่อมประสาน  ทำให้การเดินทางสะดวกสะบาย  รวดเร็วทันอกทันใจ

แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือเสน่ห์  ความประทับใจ  ความตรึงตาตรึงใจ จากการนั่งเรือหางยาวข้ามฟาก

.

.

สะพานข้ามแม่น้ำปากพนัง

เมื่ออดีต...เด็กนักเรียน ข้าราชการและประชาชนคนปากพนัง ที่อาศัยสองฝั่งแม่น้ำ

ต้องสัญจรเสี่ยงภัยกับการข้ามฟากด้วยเรือเล็ก เรือพาย เรือแจว เรือหางยาว อย่างทุลักทุเล ท่าเรือไม่ได้มาตรฐาน

เทศบาลได้รับคำร้องเรียน จากประชาชนชาวปากพนัง ว่า..หากเกิดภัยธรรมชาติ เช่น วาตภัย อุทกภัย และอัคคีภัย

เทศบาลจะช่วยเหลือราษฎรทั้งอำเภออย่างไร?

เทศบาลได้พิจารณาเห็นว่าอำเภอปากพนังตั้งอยู่บนพื้นที่ ที่มีแม่น้ำปากพนังกั้นอยู่

แม่น้ำปากพนังมีความกว้างถึง 210 เมตร

หากเกิดภัยธรรมชาติ ประชาชนไม่สามารถที่จะหนีภัยข้ามไปยัง ปากพนังฝั่งตะวันตกได้อย่างสะดวก

ทั้งนี้เพราะอำเภอปากพนัง ยังขาดสะพานเชื่อมต่อระหว่างปากพนังฝั่งตะวันออกและปากพนังฝั่งตะวันตก

เมื่อเกิดภัยธรรมชาติขึ้นประชาชนชาวปากพนังฝั่งตะวันออก เปรียบเสมือนอยู่บนเกาะ

ไม่สามารถหลีกหนีภัยดังเช่น 25 ตุลาคม 2505 ได้ เกิดวาตภัยขึ้น ประชาชนได้ล้มหายตายจากไป พันกว่าคน

นายวิชัย สวัสดีนฤนาท นายกเทศมนตรีเมืองปากพนัง ในสมัยนั้น

ได้ริเริ่มดำเนินงานสร้างสะพานข้ามแม่น้ำปากพนัง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2521

แต่เรื่องนี้กลับไม่ง่ายดั่งคิด อุปสรรคมีมากมาย กว่าจะได้ลงมือก็ในสมัยของ พ.ต.ท.ผ่อน เสือเทพ เป็นนายกเทศมนตรี

โดยเริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ.2536 แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2538

ตัวสะพานกว้าง 10 เมตร ยาว 820 เมตร ด้วยงบประมาณ 152 ล้านบาท 

(https://www.facebook.com/photo.php?fbid=241634062670195&set=a.184668885033380.1073741826.184476651719270&type=1&theater)

.

.

เมื่อเดินทางเข้ามาถึงตัวตลาดปากพนังฝั่งตะวันออก

ถนนหนทางยังคงสภาพเดิม  เพียงแต่มีรถราเพิ่มมากขึ้น

.

.

แยกสะพานบางวำ   ยังมีอยู่เหมือนเดิม

แยกสะพานบางวำนี้  สมัยที่พ่อผมเป็นตำรวจที่ สภ.ปากพนัง  มีป้อมยามให้เจ้าหน้าที่มานั่งประจำการตลอด ๒๔ ชั่วโมง

คืนไหนที่พ่อเข้าเวรป้อมยาม  แม่จะชวนลูก ๆ ออกมาหาพ่อ  และหิ้วปิ่นโตใส่สำรับกับข้าวมาให้พ่อได้ทาน

.

.

สมัยผมเด็ก ๆ ตลาดนี้คงมีอายุประมาณ ๕๐ กว่าปี  แต่วันนี้กลายเป็นตลาด ๑๐๐ ปีเหมือนกับตลาด ๑๐๐ ปีในท้องถิ่นต่าง ๆ 

ทันสมัยมากครับ  ตลาด ๑๐๐ ปี  คือจุดขายสำหรับการท่องเที่ยว  

ทางเดินเข้าไปในตลาด ๑๐๐ ปี นี้  คือทางลงสู่ท่าเรือข้ามฟาก  

จากปากพนังฝั่งตะวันออก  ไปปากพนังฝั่งตะวันตก  และเดินทางเข้าสู่ตัวจังหวัดนครศรีธรรมราช

.

##

.

.

.

.

อาคารพานิชตลอด ๒ ฝั่งถนนสายหลักในตลาดปากพนัง  ยังเป็นอาคารเดิม  

มองแล้วเหมือนวันเก่าก่อน

.

.

"วัดเสาธงทอง" ซึ่งภายในวัดมีเสาธงทำด้วยไม้ตะเคียน ยาว 13 วา

โคนและปลายหุ้มด้วยตะกั่ว กึ่งกลางเสาธงลงรักปิดทอง ปลายเสาทำเป็นฉัตร มีหงษ์ทาสีทองอยู่ใต้ฉัตร  

ยังอยู่ที่เดิม  ไม่ได้โยกย้ายไปไหน

วัดนี้ผมเคยเข้าวิ่งเล่นอยู่เสมอ ๆ ในวัยเด็ก วันนี้เวลาจำกัด  ผมจึงไม่ได้เลี้ยวเข้าไปเยี่ยมเยือน

.

.

ถนนสายนี้ชื่อ "ถนนชายน้ำ" ตัดเลียบแม่น้ำปากพนังออกจากตัวตลาดไปยังสถานีตำรวจภูธรปากพนัง

เป็นถนนที่สองฝั่งเป็นย่านอยู่อาศัยเก่าแก่  ผู้คนละแวกนี้  ทำขนมหวานอร่อย ๆ เป็นกันเกือบทุกครัวเรือน

.

.

ผมผ่านมาถึง "วัดใต้  หรือวัดนันทาราม"  ก็ยังอยู่ที่เดิม

ทุกวันนี้  ศาสนสถานภายในวัดคงจะเจริญรุ่งเรืองไปตามกาลเวลา  

แต่ก่อนนี้  เด็ก ๆ จะสนุกสนานตื่นเต้นที่สุดเมื่อต้องเดินตัดผ่านถนนกลางวัดใต้

จากถนนชายน้ำ  ไปยังถนนอีกสายหนึ่งซึ่งอยู่หลังวัด  เพราะมันทั้งเปลี่ยวและวิเวกวังเวงยิ่งนัก

น่ากลัว  แต่ประทับใจครับ

.

.

เมื่อมายืนอยู่ริมแม่น้ำตรงข้ามห้องสมุดประชาชน  จะเห็นทิวทัศน์แม่น้ำปากพนังที่สวยงาม

วันนี้ผิวแม่น้ำปากพนังสงบไม่พลุกพล่านเหมือนวันเก่าก่อน

.

.

อย่างที่ผมบอกไว้ว่า  ในความรู้สึกตอนเด็ก ๆ ผมว่าแม่น้ำปากพนังกว้างใหญ่ที่สุด  และคงไม่มีแม่น้ำสายใดมาเทียบ

เมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๐๕ เป็นวันมหาวิปโยค  มหาวาตภัยถล่มแหลมตะลุมพุก ถล่มปากพนัง  ผู้คนล้มตายมากมาย

เช้าวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๐๕ ผมยังจำได้ว่า  แม่จูงผมออกเดินจากบ้านมาดูความเสียหายที่เกิดขึ้น

ที่ริมแม่น้ำแห่งนี้  มีศพลอยน้ำเกลื่อนไปหมด  เจ้าหน้าที่  กู้ไม่ทันต้องเอาเชือกผูกและล่ามไว้ก่อน

.

.

แม่มะยงกำลังประทับใจกับบรรยากาศที่เธอได้พบเป็นครั้งแรก

ทุกวันนี้  เทศบาลปากพนัง  เป็นผู้ดำเนินการจัดให้มีเรือข้ามฟากแทนเรือหางยาวที่ผมเล่าไว้ในตอนต้นครับ

.

.

.

ภาพนี้คือสถานีตำรวจภูธรปากพนังหลังใหม่  ผมไม่ได้ตั้งใจถ่ายเท่าไหร่นัก  เลยมีเสาไฟฟ้ามาขวางกลางภาพ

สภ.ปากพนังแห่งนี้  เป็นสถานที่ที่คุณพ่อ คือ "จ.ส.ต.ห่วง ธัมมิกะกุล" ตำรวจน้ำดีในสมัยนั้นเกษียณอายุราชการที่นี่

มันนานมาแล้ว  นานมาก ๆ เพราะพ่อผม  เป็นตำรวจไทยยุคสมัยเดียวกับ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช  นู่น....

สมัยนั้น  ไม่มีตำรวจมะเขือเทศมะเขือพวงเหมือนวันนี้ครับ

.

.

 

จ.ส.ต.ห่วง  ธัมมิกะกุล

.

.

.

.

ผมให้ลูกชายขับรถเลาะไปตามถนนชายน้ำ  ไปจนถึงหน้าศาลจังหวัดปากพนัง  แล้วเลี้ยวรถกลับ

มุ่งสู่ถนนชายเล  เพื่อไปพบกับรรยากาศชายทะเลที่ผมคุ้นเคย

.

.

ชายทะเลปากพนัง  อยู่ห่างจากแม่น้ำปากพนังไม่กี่กิโลเมตร  สมัยเด็ก ๆ ผมใช้วิธีเดินไปเที่ยวทะเล

เป็นบรรยากาศที่สนุกมาก ๆ ยิ่งได้หนีไปเที่ยวโดยไม่ได้บอกพ่อแม่แล้ว  ยิ่งสนุกกันใหญ่

เมื่อผมกลายมาเป็นพ่อ  ผมก็รู้ว่า  ความสนุกสนานของลูก ๆ มันคือความทุกข์มหาศาลของพ่อแม่นั่นเอง

.

.

อากาศยามเที่ยงที่ชายทะเลปากพนัง  แดดแรงร้อนเปรี้ยง ๆ เลยครับ

ขนาดหลบเข้าไปยืนในศาลาที่มีหลังคามุงจาก  มะอึก-มะยง  ยังหน้าตายับยู่ยี่เลยครับ

.

.

ท่าเทียบเรือหัวถนนเล  เป็นสิ่งก่อสร้างที่สร้างขึ้นมาใหม่  สมัยผมเป็นเด็กน้อย  ไม่มีครับ

.

.

และแล้ว..เราก็มาถึงปลายแหลมตะลุมพุก  โดยผมไม่ได้แวะไปตามบ้านเรือนของประชาชนที่อยู่ริมทะเลดั่งที่ตั้งใจไว้เดิม

เพราะเกรงใจลูกเกรงใจเมีย  เขาอาจจะไม่มีอารมณ์สนุกเหมือนอารมณ์ของผมก็ได้

ผมจึงนำเขาไปพบแต่สิ่งที่สวย ๆ งาม ๆ ดีกว่า

.

.

.

.

ผมปล่อยให้ลูก ๆ ชื่นชมกับบรรยากาศของปลายแหลมตะลุมพุก  อย่างสบาย ๆ 

.

.

.

ปลายแหลมตะลุมพุกวันนี้  สงบเงียบ  ลมพัดเย็น

แต่.....

เมื่อวันที่ 25-26 ตุลาคม พ.ศ.2505 ได้เกิดมหาวาตภัยขึ้น ในภาคใต้ของประเทศไทย

แหลมตะลุมพุก แห่งนี้มีการสูญเสียอย่างหนักกว่าที่ใด

คลื่นใหญ่มหึมาม้วนตัวจากทะเลขึ้นบนบก กวาดสรรพสิ่งที่กีดขวาง

ไม่ว่าจะเป็นเรือแพที่จอดอยู่ หรือบ้านเรือนริมทะเล ต้นไม้ ชีวิตผู้คน สัตว์เลี้ยง

ล้วนถูกคลื่นยักษ์ม้วนหายลงไปในทะเล ไม่มีโอกาสได้รู้ตัวล่วงหน้า

ที่อยู่ห่างชายฝั่งลึกเข้าไปในแผ่นดิน ก็ถูกพายุโถมกระหน่ำโครมเดียว ปลิวว่อนบาดเจ็บล้มตายนับไม่ถ้วน

คลื่นยักษ์กวาดบ้านเรือนและราษฎร ลงไปในทะเลเกือบทั้งตำบล

เรียกว่าวาตภัยในครั้งนั้น มีความร้ายแรงที่สุด ในรอบศตวรรษเลยทีเดียว

.

และอย่างที่เล่าขานไว้ในตอนต้น  มหาวาตภัยครั้งนั้น  ผมก็อยู่ในเหตุการณ์อันน่าหวาดสะพรึง

ผมไม่ได้อยู่ที่แหลมตะลุมพุก  ผมอยู่ที่ตัวอำเภอปากพนัง  

แม่พาลูก ๆ ไปหลบภัยที่อาคารโรงเรียนเทศบาล ๑

และรอดพ้นอันตรายเป็นตัวเป็นตนมาจนทุกวันนี้ครับ

.

.

"ตะลุมพุก"  เป็นชื่อปลาทะเลชนิดหนึ่ง  ที่ชาวบ้านนำมาตั้งเป็นชื่อปลายแหลมที่ยื่นออกไปโอบปากแม่น้ำปากพนัง

แหลมตะลุมพุก มีลักษณะโค้งงอนเหมือนปลายครีบปลากระเบน  

มีต้นสนขึ้นปกคลุมไปทั่ว  ผืนทรายละเอียดนุ่ม

น่าท่องเที่ยว  น่าอยู่อาศัย 

แต่ชาวแหลมตะลุมพุกรู้อยู่แก่ใจดีว่า  ยามที่ทะเลคลื่นลมสงบ  เขาจะมีความสุข

แต่ยามใดที่ผืนท้องทะเลพิโรธ  ก็ไม่มีใครสามารถมาห้ามปรามได้

.

.

ได้เวลาพอสมควร  แม่มะยงเอ่ยปากชวนทุก ๆ คน เดินทางกลับเข้าเมือง

.

.

.

ผมเข้าใจดีว่าวันนั้น แม่มะยงและลูก ๆ ไม่ได้อยู่ในอารมณ์เดียวกับผม

ผมเดินทางมาปากพนังอย่างโหยหาอดีต  แต่แม่มะยงและลูก ๆ ไม่ได้มีอดีตกับที่นี่เหมือนกับผม

ตลอดการเดินทาง ผมไม่ได้บรรยายถึงความรู้สึกที่แท้จริงของผมให้แม่มะยงกับลูก ๆ ได้ฟัง

แม่มะยงและลูก ๆ ไม่รู้หรอกว่า  

วันนั้นที่ปากพนัง  

ผมรู้สึกตัวเองว่า  ผมถอยความรู้สึกตนเอง กลับไปเป็นเด็กน้อยชั้นประถม

ที่เรียนจบชั้นประถมปีที่ ๔ ที่ปากพนัง

.

.

##

.

โดย มะอึก

 

กลับไปที่ www.oknation.net