วันที่ จันทร์ เมษายน 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เปิดเสรีพรรคการเมืองในระบบรัฐสภา ทางออกประเทศไทย


การจัดรูปแบบทางการเมืองของประเทศต่าง ๆ ตามการสำรวจเสรีภาพทั่วโลก ของฟรีดอมเฮาส์ ใน ค.ศ. 2011
[เขียว - มีเสรีภาพเต็มที่, เหลือง - มีเสรีภาพบางส่วน, ม่วง - ไม่มีเสรีภาพ]
จากการสำรวจดังกล่าวได้แสดงให้เห็นว่า เสรีภาพทางเศรษฐกิจนำไปสู่เสรีภาพทางการเมือง 

 

    ขณะที่สถานการณ์การเมืองไทยมีความขัดแย้งที่รุนแรงและต่อเนื่องขึ้นทุกขณะ และดูเหมือนจะล่วงหน้าสู่สุญญากาศในอนาคตอันใกล้นั้น ปัญหาสำคัญนอกจากวิกฤติความขัดแย้งที่สั่งสมมาจากโครงสร้างที่เหลื่อมล้ำทางอำนาจและความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจแล้ว ปัญหาประชาธิปไตยทางการเมืองในระบบรัฐสภา ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุและปัญหาสำคัญ

    ปัญหาที่ว่าคือ นับตั้งแต่ยุคสงครามเย็นและภายหลังการยึดอำนาจการปฏิรูปการปกครองหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เราไม่มีความเป็นประชาธิปไตยทางการเมืองในระบบรัฐสภาอย่างแท้จริงเหมือนในประเทศอารยะอื่นๆ เช่น ในสหภาพยุโรป ที่มีประชาธิปไตยทางการเมืองในระบบรัฐสภา อย่างน้อยที่สุดประเทศสังคมประชาธิปไตยเหล่านั้น อนุญาตให้มีการตั้งพรรคการเมืองทุกอุดมการณ์เพื่อต่อสู้ทางการเมืองในระบบรัฐสภา แต่เหตุใดในประเทศไทยกลับไม่อนุญาต

    หากเราไปดูระบบการเมืองในประเทศสังคมประชาธิปไตยหลายประเทศในสหภาพยุโรป จะเห็นว่า ในระบบรัฐสภาของเขา มีทั้งพรรคการเมืองแนวเสรีนิยม พรรคอนุรักษนิยม พรรคแนวทางศาสนา พรรคแนวนิเวศวิทยาการเมือง หรือพรรคกรีน พรรคแรงงาน พรรคสังคมนิยม จนกระทั่งพรรคคอมมิวนิสต์ ประเทศที่พัฒนาแล้วย่อมจะอนุญาตให้ประชาชนสามารถที่จะรวมตัวเป็นพรรคการเมืองตามอุดมการณ์ที่หลากหลายได้ และใช้พรรคการเมืองต่อสู้ภายใต้กติกาประชาธิปไตยร่วมกัน ดังนั้น ขบวนการต่อสู้ทางการเมืองด้วยกำลังอาวุธจึงไม่ใช่คำตอบและล่มสลายไปนับแต่นั้นมา

    สำหรับประเทศไทยเอง หากความขัดแย้งที่รุนแรงครั้งนี้ นำไปสู่การต่อสู้การจัดตั้งขบวนการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธทางการเมืองอีกครั้ง ก็เท่ากับว่า ระบบรัฐสภาไทยไม่สามารถเป็นคำตอบให้แก่สังคมได้ ที่รัฐสภาไม่มีคำตอบในเรื่องนี้ เพราะยังคงเป็นเผด็จการพรรคการเมืองในระบบรัฐสภาอยู่นั่นเอง

    เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น คำถามน้อยที่สุดเรื่องหนึ่งคงอยู่ที่ว่า ทำไมประชาชนไม่สามารถจดทะเบียนชื่อพรรคสังคมนิยมหรือพรรคคอมมิวนิสต์ได้ เพราะกฎหมายการเลือกตั้งและกฎหมายพรรคการเมืองของประเทศไทยไม่เป็นประชาธิปไตย หรือเจ้าหน้าที่และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ลำเอียง?

    หากสังคมไทยมาสู่ทางแพร่งและมีเพียงสองเส้นทางเลือกในปัจจุบัน เส้นทางหนึ่งชื่อว่าประชาธิปไตยอนุรักษนิยม และอีกเส้นทางหนึ่งคือเส้นทางประชาธิปไตยทุนนิยม เหตุใดจึงไม่มีทางเลือกที่สาม?

    อาจจะกล่าวได้ว่า ความไม่เป็นประชาธิปไตยพรรคการเมืองในระบบรัฐสภาดังกล่าวนี้ ทำให้วิกฤติทั้งสองทางเลือกข้างต้น ล้วนสั่งสมไปด้วยการผูกขาดทางอำนาจของชนชั้นนำ ทำให้โครงสร้างทางสังคมเสียสมดุล จนเกิดเศรษฐกิจผูกขาดโดยชนชั้นนำ เกิดสังคมอำนาจนิยม อุปถัมภ์นิยมและอภิสิทธิ์ชน จนวัฒนธรรมบริโภคนิยมเติบโตและเกิดความแปลกแยกทางชนชั้น ซึ่งภายใต้โครงสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบนี้ แนวทางประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม หรือประชาธิปไตยแบบอนุรักษนิยม ทั้งสองแบบต่างก็เติบโตได้ดี

    แต่พลังภาคประชาชนไม่สามารถเติบโตได้ เนื่องเพราะไม่สามารถเป็นอิสระจากรัฐและทุนได้อย่างแท้จริงภายใต้โครงสร้างนี้ การเมืองไทยที่ผ่านมาจึงไม่มีพื้นที่ของพลเมืองชนชั้นล่าง ไม่มีพรรคการเมืองทางชนชั้น พรรคการเมืองเชิงอุดมการณ์ที่หลากหลาย ซึ่งทำให้เกษตรกร แรงงาน พลเมืองชนชั้นล่างของสังคมจึงถูกเลือกปฏิบัติมาโดยตลอดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมา

    ผลพวงของโครงสร้างที่ทำให้สังคมผุ ปรักหักพังดังกล่าว สะท้อนออกมาอย่างรุนแรงในสถานการณ์ความขัดแย้งของประชาชนและการเมืองไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ และเป็นวิกฤตการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรงในปัจจุบัน กลุ่มทุนนิยมโลกาภิวัตน์ที่หากินในระบบอุปถัมภ์นิยมร่วมกับชนชั้นนำเดิมในสังคมไทย ก็มาถึงจุดขัดแย้งกันทางโครงสร้างอำนาจ ระหว่างทุนนิยมประชาธิปไตยแบบไม่เสรี กับพลังระบอบข้าราชการแบบประชาธิปไตยครึ่งใบ บนคำถามของสังคมไทยที่ว่า เราจะร่วมกันปฏิรูปเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปทางไหน อย่างไร เดินถอยหลังไปสู่เสรีประชาธิปไตยแบบอำนาจนิยมและเสรีประชาธิปไตยครึ่งใบแบบเก่า หรือเราจะเดินต่อไปข้างหน้าเพื่อไปสู่ “เสรีนิยมประชาธิปไตย” (Libertarian Democracy) แบบสหรัฐอเมริกา ที่เน้นเฉพาะสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

    หรือว่าเราต้องการทิศทางใหม่ไปสู่ “สังคมนิยมประชาธิปไตย” (Social-Democracy) แบบหลายประเทศในยุโรป ที่ให้ความสำคัญทั้งสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง รวมทั้งสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม

    อนาคตประเทศไทย สังคมประชาธิปไตยน่าจะหมายถึง สังคมที่อนุญาตให้พลเมืองมีที่อยู่ทางความคิดหรืออุดมการณ์ทางการเมืองที่เห็นต่างได้ ประชาชนสามารถเลือกจุดยืนทางสังคมและอุดมการณ์ทางการเมืองของตนเองได้ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดใด สังคมนิยม ทุนนิยม เสรีนิยม คอมมิวนิสต์ ราชานิยมหรือศาสนานิยมก็ตาม เพราะประชาธิปไตยที่แท้จริงแล้ว ก็คือการที่อุดมการณ์ทางการเมืองของพลเมือง สามารถมีที่อยู่ที่ยืน มีพื้นที่ของตนเองอยู่ในสังคมได้นั่นเอง

    ดังนั้น ทางออกจากวิกฤติการเมืองในระบบเผด็จการพรรคการเมือง คือให้ประชาธิปไตยทางการเมืองโดยเปิดเสรีพรรคการเมืองในระบบรัฐสภา.


(เผยแพร่ครั้งแรก คอลัมน์โลกและเรา-เมธา มาสขาว หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับแทบลอยด์ วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน 2557)

 

โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net