วันที่ พุธ เมษายน 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ชลเทพ ตอบ อ.จุฬา ประเด็นยูเนต ใครได้ใครเสีย หรือทำอย่างไร


 

ศ.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี
หัวหน้าภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ



ไม่ว่าการจัดสอบ U-NET โดยสทศ. จะเป็นนโยบายของรัฐ (บาล?) อย่างที่ สทศ. อ้างหรือไม่ แต่จนกระทั่งวันนี้ สังคมยังไม่ได้ยินความเห็นและรายละเอียดในการบังคับใช้จากผู้ที่ควรมีอำนาจในการกำหนดทิศทางการศึกษาของชาติ


ไม่ว่าจะเป็นรมต.ว่าการกระทรวงศึกษาธิการสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา หรือที่ประชุมอธิการบดี หากปล่อยให้ สทศ. ซึ่งเป็นเพียง สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ เป็นผู้กำหนดมาตรฐานการศึกษาระดับอุดมศึกษาแล้ว ก็เปรียบเสมือนให้คนตรวจตั๋วในเรือมาบังคับหางเสือและถือพวงมาลัย 

ที่ผ่านมา สทศ. จัดทดสอบวัดมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน และการศึกษานอกระบบ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะผลสอบนำไปใช้ประกอบการคัดเลือกเข้าเรียนต่อในระดับสูงขึ้น (ถึงแม้คำถาม และคำตอบจำนวนมาก ได้ทำให้เกิดข้อกังขาอย่างกว้างขวางในมาตรฐานการวัดผล) แต่เมื่อ สทศ. จะจัดสอบ U-NET โดยชี้แจงว่าเป็นนโยบายของรัฐ อีกทั้งทำตามพันธกิจและหน้าที่ ที่กฎหมายกำหนดว่าจะต้องดำเนินการทดสอบการศึกษา “ในทุกระดับ” น่าจะเป็นการตีความกฎหมายเพื่อขยายขอบเขตอำนาจหน้าที่ตนเอง และสะท้อนความไม่เข้าใจในปรัชญาการศึกษาระดับอุดมศึกษา 

การศึกษาระดับอุดมศึกษา อีกนัยหนึ่งการศึกษาระดับสูง (Higher Education) มุ่งให้ผู้เรียนมีคุณสมบัติเหล่านี้เป็นอย่างน้อย 1. ความรู้ (knowledge) 2. ความเข้าใจ (comprehension) 3. การนำไปใช้ (application)

 

4. การวิเคราะห์ (analysis) 5. การสังเคราะห์ (synthesis) และ 6. การประเมิน (evaluation)

 

นอกจากนั้นแก่นแกนของการเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษาคือให้ผู้เรียนเคารพและมีศรัทธาในความรู้ และรู้จักใช้ชีวิตอย่างมีส่วนร่วมในชุมชนแห่งการเรียนรู้

การทดสอบของ สทศ. 4 วิชา คือ การใช้ภาษาไทยและการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร การใช้สารสนเทศและเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิต การรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) จะทำให้การเรียนในระดับอุดมศึกษาซึ่งเสมือน 4 หรือ 5 ปีของการสำรวจป่าทั้งป่า ถูกวัดผลว่ารู้จักต้นไม้เพียง 4 ต้น หรือไม่ และยังเป็นการใช้เครื่องมือตัวเดียวมาวัดบัณฑิตจากสถาบันอุดมศึกษาทุกคณะ ทุกสาขาวิชาทั่วประเทศที่ต่างก็มีจุดเด่น จุดเน้นที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละแห่ง การสอบ U-NET จึงสุมเสี่ยงให้เกิดการลดทอนความหลากหลายของการศึกษาให้เหลือเพียงมาตรฐานเดียวอย่างน่าใจหาย 

ดูเหมือนว่าผู้ที่จะได้ประโยชน์จากการจัดสอบ U-NET คือ1) สทศ. เอง ที่ได้เป็นไม้บรรทัดวัดบัณฑิต 2) กลุ่มทุนและภาคธุรกิจ ที่ สทศ. ไปช่วยลดต้นทุนการคัดเลือกพนักงานบางด้านลง ด้วยเงินภาษีประชาชน และ 3) เจ้าของโรงเรียนกวดวิชาและนักติวข้อสอบระดับชาติ

 

ในขณะที่นิสิตนักศึกษาและผู้ปกครอง กลับได้แต่ความวิตกกังวลเพิ่มขึ้น และในที่สุดระบบการศึกษาไทย จะเป็นระบบเรียนเพื่อสอบอย่างสมบูรณ์แบบ

 




นายชลเทพ     ปั้นบุญชู[i]

ชลเทพตอบข้อข้องใจ ประเด็นอาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬา สงสัยสอบยูเน็ต(U-NET)ใครได้ ใครเสีย

     ช่วงนี้ผมเห็นความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการคัดค้านการสอบ ยูเน็ต หรือ University Nation Examination Test(ผมเดาเอาตามโอเน็ตนะครับ) ทั้งกลุ่มนิสิตนักศึกษา คณาจารย์ และบุคคลทั่วไป ซึ่งผมเองก็มีความเห็นในเชิงสนับสนุนกับการสอบ แต่ก็สงสัย สทศ.ด้วย(สำนักทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ องค์กรมหาชน)

สทศ.คืออะไร ทำไมต้องมีอำนาจในการจัดสอบ

     ผมจะตอบในแง่ที่ผมเป็นอดีตนักเรียนสังคมวิทยา ที่สนใจการศึกษานะครับ สทศ หรือสำนักทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ องค์กรมหาชน ซึ่งอาศัยอำนาจตัวเองตามพระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ. 2542 และพระราชกฤษฎีกาการจัดตั้ง สทศ.ปี 2548(รัฐบาลคุณทักษิณ) และยังอ้างอิงเกี่ยวกับความเท่าเทียมกันทางการศึกษาของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในประเด็นนี้ผมเข้าใจว่า ระบบการศึกษาไทยพยายามจะสร้างองค์กรใหม่ขึ้นมาตามแนวคิด ความทันสมัย ปละมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล คือ จัดตั้ง ตรวจสอบ ประเมินผล อย่างมีมาตรฐาน คำว่ามาตรฐานนี่แหละครับ สำคัญในระบบที่สังคมสมัยใหม่เชื่อว่าจะนำไปสู่ความเป็นสากล มีความเที่ยงในตัวเอง

      ตรงนี้ผมไม่แน่ใจว่าเป็นวาทกรรมของกระแสสังคมสมัยใหม่หรือเปล่า ? แต่เท่าที่รู้คือ สังคมที่กระเสือกกระสนเป็นโมเดิร์นไนเซชั่น ใช้วาทกรรมนี้ครอบงำวิธีคิดอยู่ และพยายามทำให้เราเชื่อว่า ดี โดยไม่ต้องสงสัยสทศ.จึงอ้างอิงถึงกฎหมาย เกี่ยวกับการมีอำนาจในการจัดการสอบทุกระดับ(ตั้งแต่ก่อนอนุบาลไปจนถึงหลังปริญญาเอก) ตามแนวทางของแมก เวเบอร์ นักสังคมวิทยา คือกฎหมายเป็นตัวอ้างอิงความมีเหตุมีผลของมนุษย์(rationality)ตรงนี้ผมยอมรับว่า สทศ.มีอำนาจจริง แต่จะชอบธรรม เป็นธรรม หรือโปร่งใสนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

     ผมคิดว่า สทศ(นักทดสอบแห่งชาติ) มักตกเป็นจำเลยสังคมมาตลอด ตั้งแต่สมัยยุคก่อตั้ง จนถึงปัจจุบัน ด้วยความเข้าใจว่า สทศ.คือบิดาการสอบของประเทศไทย สอบอยู่นั่น สอบทุกอย่าง สอบตลอดเวลาซึ่งสังคมไทยได้สะท้อนถึงความเอือมในระบบการสอบแล้ว แต่ทำไงได้หละครับ ภายใต้ระบบราชการสมัยใหม่ และเชื่อมโยงกับโลกาภิวัตน์ การสอบมักจะพูดถึงเรื่อง คุณภาพ ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล การเลือกคนที่ดี คุ้มทุน เหมาะสม เอาเข้าไปเรียน โดยมีมาตรวัด

     แต่ปัญหาในเชิงวิชาการเองก็มีซึ่งผมพยายามแจกแจงรายละเอียดเพื่อให้ รศ.ศิริพรรณ(ซึ่งผมชอบอ่านงานรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะการปกครองเปรียบเทียบที่อาจารย์ถนัด) หรือน้องนิสิตนักศึกษา และบุคคลที่สนใจเข้าใจ

     ประเด็นแรก สทศ ไม่เคยทำการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของตัวเอง ไม่เคยชี้แจงต่อประชาคมมหาวิทยาลัยอย่างทั่วถึง หรือแม้แต่นักเรียน เด็กน้อยที่จะต้องถูกประเมินผลจาก โอเนต จนไปถึงยูเน็ต ทำให้เกิดการทึกทักและผลักดันอยู่อย่างไม่ทันตั้งตัว อันนี้เองผมไม่แน่ใจว่า สทศ.มีคนน้อย หรือคนไม่มีความชำนาญในการพูดคุยในวงกว้างให้คนอื่นได้รับรู้กันแน่ แต่ที่แน่แน่ ผมเห็นสทศ.มักจะประกาศโพร่งเดียวแล้วเป็นประเด็นขึ้นมาตลอดทำให้หลายฝ่ายสงสัยถึงรายละเอียดของการจัดการสอบดังกล่าว

     ตรงนี้ผมอยากจะเตือน สทศ.เลยนะครับว่า ท่านอย่านิ่งนอนใจ หรือคิดว่าอยากจะทำอะไรตอนไหนก็ได้ เพราะสังคมสมัยใหม่มันมาพร้อมกับ คำถาม และความอยากรู้ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองรัฐ มีส่วนได้เสียกับการสอบหรือที่เข้าเรียกว่าสังคมประชาธิปไตยภิวัตน์ (democratization) เพราะสังคมสมัยนี้พลเมืองรู้สึกเป็นเจ้าของมากขึ้น มีส่วนได้เสียกับนโยบายสาธารณะ หรือการสอบสาธารณะ ต้องมีสิทธิที่จะรับฟังข้อมูลเพื่อที่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ดังนั้นท่านต้องเปิดประเด็นไปยังสาธารณะทั้งข้อมูล รายละเอียดเพื่อให้สังคมได้พิจารณาร่วมกับท่าน ท่านจะได้มีประชาชนรองรับ เพื่อดูถึงการคุ้มได้คุ้มเสีย มากกว่าที่ท่านจะอ้างความชอบในกฎหมาย เพื่อทำ ตามอำนาจ ท่านต้องมองถึงความชอบธรรม ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยด้วย จริงๆต้องเปิดถึงขั้นลงประชาพิจารณ์ หรือทำประชามติด้วยซ้ำ

     ผมก็ในฐานะนักเรียนที่เคยเรียนรัฐศาสตร์มาบ้าง อยากจะมองถึงโครงสร้างของปัญหาว่า ระบบราชการสมัยใหม่ส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจและยังไม่ทำงานตอบสนองสังคมประชาธิปไตยเท่าไร มักจะยังคงใช้อัตตาธิปไตยอยู่ ตรงนี้แหละที่ผมว่ามันขัดกันจนนำไปสู่ความขัดแย้งของผลประโยชน์ในกลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด

     ประเด็นที่สอง สทศ.เองยังไม่เข้าใจธรรมชาติของระบบอุดมศึกษา จริงๆ หรือแม้กระทั่งสหวิทยาการของแต่ละสาขา รวมถึงสังคม หรือประชาคมมหาวิทยาลัยก็มีแตกต่างกับการศึกษาในรูปแบบอื่นๆ คำว่าอุดมหมายถึงเต็มไปด้วย มาก (และยังมีความหลากหลาย) ศึกษา คือการเรียน ดังนั้นปริมณฑลมหาวิทยาลัยจึงหมายถึง ความแตกต่างหลากหลายที่รวมเป็นหนึ่งเดียว ดังนั้นการจะสอบอะไร หรือวัดอะไรนั้น ท่านสามารถครอบคลุมการสอบที่หลากหลายนี้ได้หรือไม่ ท่านจะจัดสอบเพื่อให้ผลทดสอบยกระดับศักดิ์ศรีหรือทำลายศักดิ์ศรีของมหาวิทยาลัยต่างๆหรือไม่ ท่านจะจัดการสอบที่เหมาะสมในแต่ละสาขาวิชาซึ่งมีความแตกต่างกันได้อย่างไร (หรือท่านจะใช้เครื่องมือสอบที่เป็นแนวทางเดียวตามระบบความเชื่อในเรื่อง การทดสอบทางวิชาการแบบปรวิสัย) ผมยังเคยสงสัยเลยว่านักศึกษาศิลปะที่จะต้องใช้สุนทรียะ(มักจะเป็นเรื่องอารมณ์ความรู้สึก ท่านทดสอบเค้าได้ไหม ทำอย่างไร วัดเที่ยงหรือเปล่า มีค่าความเบี่ยงเบน หรือความน่าเชื่อถือในข้อสอบหรือไม่

     เพราะแต่ละสาขาวิชามีธรรมชาติที่แตกต่างกัน  ถูกพัฒนามาไม่เหมือนกัน ดังนั้นท่านคิดว่าจะใช้ระบบเดียวกันมาวัดไม่ได้ หรือถ้าจะใช้ระบบเดียวต้องเป็นระบบที่เป็นสาขาเดียวกันเท่านั้น  ส่วนสาขาอื่นๆต้องใช้อีกรูปแบบหนึ่ง มันถึงจะสอดคล้องและไปด้วยกัน  ดังนั้นระบบเดียวของท่านจะมีปัญหาในเรื่องไม่สะท้อนความหลากหลายและศักยภาพที่แท้จริงที่จะวัดบุคคลและสมรรถนะของเขา

     ดังนั้นการจะจัดสอบท่านต้องปรึกษาหารือ ผู้ทรงคุณวุฒิในแต่ละสาขา เช่น มนุษย์ศาสตร์ สังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ บริหารธุรกิจ วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ วิทยาศาสตร์ประยุกต์  หรืออื่นๆ เพราะขนาด ศ.ดร โฮเวิร์ด  การ์ดเนอร์ นักจิตวิทยาการศึกษา มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ยังเชื่อเรื่องพหุปัญญา(ความสามมารถของมนุษย์มีหลากหลายและแตกต่างกัน) แต่เท่าที่ผมทราบ วิธีการประเมินผลของ สทศ.เป็นแบบเดียว (ตามแนวทางจิตวิทยาการศึกษากระแสหลัก หมายถึง เที่ยง แม่ยำ เป็นไปตามสเต็ปเป๊ะเป๊ะและต้องทดสอบเป็นแบบปรวิสัย)ตรงนี้ผมว่าขัดต่อหลักธรรมชาติของมหาวิทยาลัยและสาขาวิชาโดยสิ้นเชิง

     ประการที่สาม สทศ.ขาดเครื่องมือการทดสอบที่หลากหลาย(ตรงนี้ผมพูดไปในประเด็นที่สองบ้างแล้ว) และมักอยู่ในทิฐิมานะ ยึดมั่นถือมั่น โดยที่มักจะลืมไปว่าตนเองเป็นองค์กรสาธารณะ  ต้องทำให้กระจ่าง ยืดหยุ่น และเหมาะสมกับความหลากหลายบนโลกสมัยใหม่ แนวคิดแบบผูกขาด (Monopoly) ผมว่ามันแทบใช้ไม่ได้กับปัจจุบันแล้ว ท่านเองก็ตกอยู่ภายใต้วาทกรรมใหม่ของ การศึกษาตะวันตก ซึ่งตอนนี้มีของเล่นชิ้นใหม่คือ “ทักษะศตวรรษที่ 21”[ii] เพราะแนวทางการสอบของท่านตรงกับของเล่นใหม่ของนักการศึกษาชิ้นนี้ ผมคิดว่าตรงนี้ต้องลองไปถาม ศ.ดร.ไพฑูรย์   สินดารัตน์ ท่านตอบได้ดีที่สุด เพราะท่านเป็นหัวหอกผู้ผลักดันประเด็นนี้ด้วย ผมมองว่า ทักษะสตวรรษที่ 21 เป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องมีการถกอีกมากในเรื่องเครื่องมือการวัดที่เหมาะสม เพราะผมยังเห็นช่องว่างอยู่มาก เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ ท่าจะจะวัดอย่างไร จึงจะเรียกว่าวิพากษ์ และวิพากษ์ในแต่ละสาขาจะเหมือนหรือต่างกัน นั่นสะท้อนแล้วว่าจำต้องให้อาจารย์ประจำสาขาเป็นผู้วัด เพราะรู้ดีที่สุดว่าจะวิพากษ์แนวไหนจึงจะสอดคล้องกับสาขา ดังนั้นผมจึงไม่เชื่อว่าท่านจะจัดการความหลากหลายของประเด็นนี้ได้โดยใช้เครื่องมือวัดเพียงแบบเดียว

     ประการสุดท้าย  สทศ.คงต้องเคลียร์ปัญหาเรื่องความชอบธรรมในตัวเอง ความโปร่งใสในการบริหารจัดการสอบ และปัญหาที่เคยเกิดขึ้นกับองค์กร เช่นการตรวจข้อสอบผิด  ข้อสอบที่แยกไม่ออกว่าจะเป็นการวัดความรู้ หรือทักษะ หรือคู่กัน (ข้อสอบกลลวง) การสอบที่เป็นปฎิทินประเพณีเลยทีเดียว สอบประโยคทุกระดับ สอบมากมาย สอบเกือบตลอดเวลา ตรงนี้ผมเข้าใจว่าท่านทำตามหน้าที่ แต่ท่านต้องทำวิจัยและตรวจถึงผลสะท้อนหลังการสอบด้วย เช่นความรู้สึกหลังการสอบ ข้อคิดเห็นต่างๆที่มีในข้อสอบ เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขหรือเสนอแนะให้กับองค์กรที่นำข้อสอบท่านไปใช้ ผมคิดว่าองค์กรที่นำข้อสอบท่านไปใช้อ้างอิงก็ไม่ทำความเข้าใจกับท่าน ทำให้ไปกันคนละทาง กล่าวคือ ท่านออกแบบข้อสอบ(โดยเชื่อว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ) ส่วนองค์กรที่เอาไปใช้ก็เอาไปใช้ดื้อๆเลย โดยลืมมองว่า มันตรงกับวัตถุประสงค์ของการวัด หรือคัดเลือกหรือเปล่า มันได้คนตรงตามคุณสมบัติจริงๆหรือไม่ วิธีวัดผลสอดคล้องกับความหลากหลายหรือไม่ เพราะในบางครั้งก็เกิดปัญหาเช่นได้เด็กไม่ตรงคุณสมบัติ  เด็กเรียนไม่ไหว หรือไม่ก็ออกกลางครัน

     ผมคิดว่าท่านตกเป็นจำเลยตั้งแต่ปีแรกที่มีการจัดสอบโอเนต และท่านก็ไม่พยายามเคลียตัวเองในประเด็นนี้ทำให้เด็ก ผู้ปกครอง หรือผู้ที่มีประสบการณ์ตรงจากท่านพอก้าวขึ้นสู่มหาวิทยาลัยก็ไม่ไว้วางใจในตัวท่านเนื่องจากกลัวเกิดความผิดพลาดจะซ้ำรอย และเคราะห์กรรมตกมาถึงเขาซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสียกับประเด็นนี้ รวมไปถึงขบวนการล้ม สทศ ก็ยังมีอยู่ ท่านต้องรีบพูดคุย หารือ หรือพิสูจน์ความน่าเชื่อถือของตนเองก่อนที่จะจัดสอบ เพื่อจะได้ไม่เป็นประเด็นวัวหายล้อมคอกอีก จริงๆผมเข้าใจและเห็นใจท่านด้วยซ้ำ เพราะท่านทำตามอำนาจหน้าที่(แบบระบบราชการแบบลูทีน) ใช้กฎหมายเป็นตัวรองรับ และก็มั่นใจว่าท่านมีข้อสอบที่เที่ยงมีมาตรฐานระดับหนึ่ง แต่ท่านต้องเข้าใจว่าระบบแบบนี้สมควรที่จะวัดกับมหาวิทยาลัยหรือไม่ หรือต้องสอบแต่จัดระบบให้สอดคล้องหรือไม่? หรือต้องถกเถียงพูดคุยเพื่อให้เป็นที่ยอมรับหลักการร่วมกันก่อนที่จะมีการสอบหรือไม่? ท่านจะได้ไม่ตกเป็นจำเลยสังคมอีก เพราะผมมั่นใจว่าถ้าให้เด็กประเมินท่านในคะแนนความน่าเชื่อถือท่านคงตกอันดับ แต่ท่านต้องกับไปพิจารณาตัวเองด้วยว่า เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น และนำไปแก้ไข เพราะไม่เช่นนั้นองค์กรของท่านซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสียกับผลประโยชน์ของเด็กจะขัดแย้งกันในเรื่องประโยชน์ที่จะได้รับ จะไม่สามารถอยู่บนสังคมไทยตาสว่างได้      

ปล. ก่อนท่านจะสอบอะไรจำเป็นจะต้องแจ้ง สื่อสารกับพลเมืองพร้อมทั้งให้ข้อมูล หากเป็นไปได้ท่านต้องจัดประขาพิจารณ์ด้วย ไม่เช่นนั้น องค์กรของท่านจะขาดหลัก ธรรมาภิบาล(ในข้อการมีส่วนร่วม)

 

หากใครสนใจผมจะไปโต้วาทีประเด็นนี้เชิญครับ ยินดี 082 8547747(อ.หนุ่ม)

 

 



[i] นักวิชาการอิสระด้าน การศึกษา สังคม วัฒนธรรม

[ii] ทักษะศตวรรษที่ 21 เป็นแนวคิดทางการศึกษารูปแบบใหม่ที่เน้นให้เด็กปรับตัวกับสังคมโลกาภิวัตน์ โดยจะใช้ตัวชี้วัดเช่น ความสามารถทางเทคโนโลยี ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ วิพากษ์ ความคิดสร้างสรรค์ ความรับผิดชอบต่อการทำงาน เป็นต้น

โดย ส่องสร้างสังคม

 

กลับไปที่ www.oknation.net