วันที่ พุธ เมษายน 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ชลเทพ ตั้งคำถาม รัฐาธิปัตย์ ของลุงกำนัน และ ตุลาการธิปไตย ของศาลรัฐธรรมนูญ ในมุม


นายชลเทพ ปั้นบุญชู[i]

ชลเทพ ตั้งคำถาม รัฐาธิปัตย์ ของลุงกำนัน และ ตุลาการธิปไตย ของศาลรัฐธรรมนูญในมุมสังคมวิทยา

ผมต้องออกตัวก่อนว่าไม่ได้เรียนรัฐศาสตร์มาโดยตรง ไม่ได้จบกฎหมายจากสถาบันใดใด แต่อยากถามและสงสัยในประเด็น รัฐาธิปัตย์ ของลุงกำนัน และ ตุลาการธิปไตยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ถามในฐานะนักเรียนสังคมวิทยามานุษยวิทยามากกว่าครับ

รัฐาธิปัตย์ ของลุงกำนันและ กปปส.คืออะไร? มีลักษณะใด? และนำไปสู่อะไร?

                ผมเข้าใจตามรากศัพท์ ภาบาลี สันสกฤต ว่ารัฐาธิปัตย์คือการสนธิคำระหว่างรัฐ กับ อธิปไตย ซึ่งแปลว่าอำนาจแห่งการปกครองรัฐ ถ้าจะเข้าไปครอบครองได้ก็ต้องเป็นองค์อธิปปัตย์ แสดงว่า ลุงกำนันจะเข้าไปยึดครองอำนาจรัฐจากรัฐบาลรักษากาล(อำนาจชั่วคราวนี้หรือไม่) หากใช่คุณสุเทพอ้างประกาศิตอะไร จากผีปู่ ย่า ตายาย เทวโองการจากฟ้า ศาศนจักร หรือผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ เพราะหากเทียบสังคมไทย เป็นสังคมนิติรัฐ มีการปกครองแบบประชาธิปไตย มีประเพณีการปกครองแบบรัฐสภา ไม่มีข้อไหนรองรับอำนาจของลุงกำนันได้เลย ไล่ตั้งแต่การรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง เสนอชื่อนายก หรือแม้แต่จะเสนอชื่อตามใจชอบยังมิได้เลย แสดงให้เห็นถึงลุงกำนันขาดอำนาจรองรับแบบประเพณี มีทางเดียวเท่านั้นคือลุงกำนันต้องหัวก้าวหน้า ปฏิวัติ และทำลายประเพณีดั้งเดิมเสียก่อนถึงจะทำได้

                แม้ลุงกำนันจะอ้างว่าจะทำตามประสงค์ของมวลมหาประชน(มวลมากแค่ไหน) ใครเห็นชอบหรือยินยอมบ้าง ลุงกำนันไม่สามารถนำรายชื่อผู้สนับสนุนการเป็นรัฐาธิปัตย์ของตนเองมาแสดงก็ยิ่งไม่สามารถทำได้เพราะลุงกำลังจะก้าวเข้าสู่บุคคลเผด็จการไปในที่สุด

                หรือหากแม้ว่าลุงจะยังคงฝืนทำก็ยังขัดต่อกฎหมายสูงสุด ซึ่งลุงเองก็ยังมองว่าเป็นกติกาที่ดีที่สุดที่จะกำจัดระบอบทักษิณอยู่ดี เพราะไม่มีกฎหมายข้อไหนเปิดช่องให้ลุงทำได้อยู่ดี

                ปัญหาที่สำคัญก็คือลุงกำลังหาช่องว่างทางกฎหมายซึ่งจะอุดช่องว่างโดยการสร้างประเพณีใหม่ ผมว่าเป็นวิธีที่ขัดต่อประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  แสดงให้เห็นว่าลุงเป็นโพสต์โมเดิร์นของกฎหมายไทย นอกกรอบ มีความเป็นอัตถิภาวะนิยมสูง เชื่อมั่นในตัวเอง และมีเสรีภาพนอกกรอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขโดยแท้จริง

                ดังนั้นสิ่งที่ลุงคิดจะกระทำอยู่ หรือพยายามกระทำ มันจะนำมาซึ่ง ความไม่เป็นประชาธิปไตย กฎหมายรัฐธรรมนูญไม่มีผลบังคับใช้ จนไปถึงกระทั่งระบบนิติธรรมและประเพณีการปกครองแบบที่ใช้อยู่เป็นหลักปฏิบัติของพวกโง่เขลาเบาปัญญา เพราะลุงคิดว่ามันครอบงำระบบโครงสร้างการเมืองไทย

                ความคิดแบบนี้คือ การล้มล้างระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การล้มล้างรัฐธรรมนูญ หรือการก้าวข้ากฎหมายไปโดยปริยาย

 ตุลาการภิวัตน์ สู่ ตุลาการธิปไตย กลายเป็นระบบ สมบูรณญาสิทธิตุลาการ

                ผมจั่วหัวข้อแบบนี้เพื่อจะสะท้อนให้เห็นพัฒนาการของศาลรัฐธรรมนูญไทย ผมคิดว่านักมานุษยวิทยา หรือนักสังคมวิทยาต้องกลับมาศึกษาเรื่อง อำนาจ ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในลักษณะที่เป็น อำนาจพิเศษ ราวประหนึ่งองค์กรจากสวรรค์ มีความถูกต้องเที่ยงธรรมและยุติธรรมในแบบไม่ต้องสงสัย เพราะตุลาการเมืองไทยเป็นอำนาจอันศักดิสิทธิ์ มากกว่าอำนาจอื่นใดในประเทศนี้ และเป็นผู้ชี้ขาดความถูกต้องในระบอบประชาธิปไตยได้เพียงกลุ่มเดียว?

                หากจะเปรียบเทียบศาลรัฐธรรมนูญไทย คงอาจเปรียบเทียบได้กับ ผู้มีอำนาจแบบผู้วิเศษในชนเผ่า สามารถชี้ขาดความถูกต้องทางศีลธรรม และเป็นผู้ยึดกุมการชี้ขาดไว้เพียงคนเดียวในฐานะผู้มีอำนาจพิเศษดังกล่าว (และไม่อยากเสียสิทธินี้ไป) เท่ากับศาลรัฐธรรมนูญย้อมกลับไปอยู่ในสังคมแบบชนเผ่า มีผู้คุ้มกฎซึ่งเป็นผู้รู้ และมีอำนาจที่สื่อสารกับสวรรค์ได้ แต่ต่างกันตรงที่ศาลรัฐธรรมนูญอ้างความเป็นผู้ทรงสิทธิในอำนาจอธิปไตยตามแบบรัฐสมัยใหม่

                แต่วิธีการตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญ(ผลพวงจากรัฐสมัยใหม่)ของศาลเองกับใช้วิธีหลังสมัยใหม่[ii] หรือกลับไปในรูปจารีตประเพณีโบราณแบบเทวราชา  ผมจึงอยากอธิบายว่าการตีความของศาลรัฐธรรมนูญแปลกใหม่และก้าวไกลแค่ไหน

ประการแรก ศาลรัฐธรรมใช้อำนาจตามรัฐธรรมที่ตนเองมีขอบเขตของอำนาจอธิปไตยส่วนหนึ่งเช่นเดียวกับองค์กรอื่นๆซึ่งมีหน้าที่ อย่าง รัฐสภา และคณะรัฐมนตรี แต่ก็สามารถขยายอำนาจของตนเองโดยการสร้างหลักบรรทัดฐานเพิ่มเติมในสิ่งที่ไม่ปรากฏในข้อกฎหมาย หรือไม่มีบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ประเด็นนี้ผมว่ามันผิดหลักของตุลาการโดยทั่วไปที่ต้องตัดสิน แต่ไม่ใช่เขียนกฎหมาย เพราะอำนาจในการเขียนกฎหมายน่าจะมาจากตัวแทนประชาชน(นิติบัญญัติ) กรณีที่เห็นได้ชัดคือ การขยายอำนาจตนเองในการรับเรื่องคดีได้โดยตรงซึ่งไม่ผ่านอัยการสูงสุด ตรงนี้แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะเขียนไว้ชัด แต่ด้วยภูมิปัญญาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไทย สามารถตีความก้าวหน้า มองข้ามมาตราและยึดหลักอัตตา แสดงให้เห็นถึงรัฐธรรมนูญเองที่มีบันทึกไว้ยังไม่สำคัญเท่ากับการตีความและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเลย แสดงถึงอำนาจที่เหนือกว่าตัวบทกฎหมาย ดังนั้นการมีอยู่ของกฎหมายรัฐธรรมนูญยังสำคัญน้อยกว่าการมีอยู่ของศาลรัฐธรรมนูญผู้มีความชอบในการตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญแต่เพียงฝ่ายเดียว นอกจากนี้ยังมีกรณีคุณถวิล   เปลี่ยนสี กรณีพระราชกำหนดกู้เงิน การทำงานอดิเรกของคุณสมัคร สุนทรเวช ล้วนแล้วแต่ขยายายอำนาจตัวเองและกำลังก้าวล่วงอธิปไตยอื่นๆ ผมตั้งข้อสังเกตว่าการตีความเรื่องการเสนอกฎหมายของนิติบัญญัติ(ซึ่งชอบด้วยกฎหมาย)อาจขัดต่อมุมมองการตีความของศาลรัฐธรรมนูญ หรือขัดต่อตัวบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ(ตรงนี้ผมไม่ค่อยแน่ใจ) ในขณะที่องค์กรอื่นๆถูกจำกัดอำนาจของตนเองภายใต้กรอบของกฎหมายรัฐธรรมนูญไทยและการตีความของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ศาลเองกับมีความชอบธรรมในการขยายอำนาจของตนเอง(ซึ่งไม่มีระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ) ศาลจะให้อำนาจเกินขอบเขตได้หรือไม่? หากได้แล้วชอบธรรมหรือไม่? หากชอบธรรมแล้วเหมาะสมกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่?

                ดังนั้นการที่ศาลรัฐธรรมนูญขยายอำนาจนอกเหนือจากที่กฎหมายระบุไว้แสดงให้เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญมีวิธีคิดแบบโพสต์โมเดิร์น กล่าวคือ เป็นตัวของตัวเอง มีอิสระในการคิดนอกกรอบ มีความเลื่อนไหลอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นผมไม่แน่ใจว่าแม๊ก เวอร์พูดถูกหรือผิดที่ว่า สังคมสมัยใหม่ จะต้องมีเหตุมีผล และใช้กฎหมายเป็นตัวกำกับเหตุและผลในการบริหารงาน หรือวัฒนธรรมของศาลรัฐธรรมนูญก้าวหน้ากว่ายุคสมัยใหม่ของสังคมไทยก็เป็นได้

ประการที่สอง ศาลรัฐธรรมนูญ ขาดความเข้าใจหลักการปกครองแบบประชาธิปไตยรัฐสภา ที่ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นตัวแทนประชาชนในการออกกฎหมาย เพราะต้องออกกฎหมายที่สอดคล้องกับประโยชน์ของประชาชนในฐานะพลเมืองของรัฐ ส่วนฝ่ายบริหารมีหน้าที่ออกนโยบาย บริหารจัดการให้นโยบายสาธารณะบรรลุผลอันเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ส่วนตุลาการมีหน้าที่ ตัดสิน กฎมาย(ย้ำนะครับว่าตัดสิน) ไม่ใช่ออกกฎหมายหรือเขียนกฎหมาย ดังนั้นหากก้าวข้ามอำนาจของตนเองจะมีมาคำว่าดุลแห่งอำนาจ เพราะก้าวก่ายการทำหน้าที่ขององค์กรอื่นอยู่

เว้นเสียแต่ศาลรัฐธรรมนูญจะตีความว่าองค์กรอื่นฉ้อฉล ไม่สามารถทำงานให้ดีได้ ก็เลยช่วยอาสาบริหารงานแทนองค์กรอื่น และมีความชอบธรรมเพียงองค์กรเดียวในอำนาจอธิปไตยที่จะทำหน้าที่สำคัญได้ จึงต้องจำกัดอำนาจองค์กรอื่นไว้โดยการขยายอำนาจของตนเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อรักษาความเป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  

ดังนั้นศาลรัฐธรรมนูญไทยลอยตัวเหนือประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตย  และการถ่วงดุลอำนาจ เพราะมันไม่เหลือดุลจะให้ถ่วงแล้ว ระบอบบ้านเราจึงบิดเบี้ยวกลายเป็น ตุลาการธิปไตย จนไปถึงสมบูรณญาสิทธิตุลาการ

แม้แต่ ศ.ดร บวรศักดิ์   อุวรรณโณ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายมหาชน ยังสนับสนุนให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจเท่าเทียม(แต่ผมมองว่ามากกว่า)

“คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายผูกพันทุกองค์กร ทั้งรัฐสภา ครม. และศาล ซึ่งรัฐธรรมนูญปี ๔๐ และปี ๕๐ ได้บัญญัติไว้ แสดงให้เห็นว่าการยกสถานะศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่เท่าเทียมกับรัฐสภา เพื่อพิทักษ์กฎหมาย ควบคุมกฎหมายเพื่อไม่ให้ขัดรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงการควบคุมการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภาด้วย จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเป็นการป้องกันเผด็จการรัฐสภา เพื่อไม่ให้องค์กรที่รัฐธรรมนูญตั้งขึ้นมาทำลายรัฐธรรมนูญเสียเอง…ฝ่ายบริหารต้องเคารพกฎหมาย ไม่หลีกเลี่ยงกฎหมาย ต้องเคารพคำวินิจฉัย เพราะถ้าฝ่ายบริหารไม่เคารพกฎหมาย หลักนิติธรรมจะล่มสลาย รัฐจะล้มเหลว ไม่อาจเป็นรัฐได้ ปัญหาต่างๆ จะเกิดขึ้นกับสังคมโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เราคงไม่อยากเห็นคนไทยทุกคน ต้องตั้งกองกำลังของตนเอง ถ้ากฎหมายศักดิ์สิทธิ์ ก็ไม่จำเป็นตั้งกองกำลัง ถ้ารัฐเป็นผู้พิทักษ์กฎหมายเสียเอง"”  [iii]

แสดงให้เห็นว่า ศาล มีอำนาจที่ไม่ได้อ้างอิงหรือยึดโยงจากประชาชนเลย แต่มีอำนาจเหนืออธิปไตยของประชาชน ดังนั้นสิ่งที่อาจารย์บวรศักดิ์เสนอ จึงดูเป็นเผด็จการศาลมาก เพราะผมเชื่อว่าหลักนิติธรรมจะเกิด จะต้องสร้างความเที่ยงในระบอบนิติธรรมก่อน และระบบนิติธรรมอย่างกฎหมายรัฐธรรมนูญต้องยึดอุดมการณ์ประชาธิปไตย มันถึงจะสะท้อนความเป็นกฎหมายสูงสุดที่รองรับอำนาจโดยประชาชนได้

ผมเห็นอำนาจศาลรัฐธรรมนูญทำให้ผมนึกถึงงาน Power Elite ของ C R Mill นักสังคมวิทยาชาวอเมริกัน ที่เคยนำเสนอไว้ในหนังสือว่า สถาบันในระบบราชการสมัยใหม่จะเข้ามามีอำนาจ โดยใช้ตัวระบบกฎหมาย ชนชั้นนำที่มีความเชี่ยวชาญในระบบรัฐราชกาลสมัยใหม่จะเข้ามามีบทบาทในการชี้นำสังคม แต่ผมย้อนแย้งนิดหน่อยในกรณีสังคมไทยที่มากไปกว่านั้น กล่าวคือตุลาการไทยเป็นผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายในรัฐสมัยใหม่ที่มีทั้งอำนาจในฐานะชนชั้นนำและยังมีอำนาจพิเศษ  โดยมีลักษณะเป็นอำนาจบารมีตามที่ แมกซ์ เวเบอร์กล่าวไว้  คือน่าเลื่อมใส เป็นที่ยอมรับของสังคม และมีอำนาจวิเศษคือ เป็นผู้ทรงความยุติธรรมประดุจเทพีเทมิสในตำนาน(มีอำนาจ มีความเป็นกลาง และปราศจากความกลัวและความชื่นชม)?

ศาลไทยอาจใช้อำนาจและความชอบธรรมหลายๆทาง ในขณะที่รัฐประชาธิปไตยสมัยใหม่ อำนาจประชาชนไม่มีความศักดิ์สิทธิ พิเศษอันใด  ดังนั้นมรดกตกทอดตั้งแต่มนูธรรมศาสตร์ จนมาถึงศาลรัฐธรรมนูญไทยในรัฐสมัยใหม่ของไทยจึงมีอำนาจพิเศษซึ่งเหนือกว่าอำนาจธรรมดาอย่างแน่นอน

รัฐสมัยใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญและศาลรัฐธรรมนูญไทยจึงมีมีการผสมผสานภูมิปัญญาในอดีต เข้ากับอำนาจในปัจจุบัน ให้เข้ากับกระแสโลกภิวัตน์ที่ย้อนแย้ง ขัดฝืน และลักลั่น โดยที่เราอาจเรียกได้ว่าเป็นรัฐสมัยใหม่แบบไทยๆ หรืออาจกล่าวเลยไปถึงรัฐหลังสมัยใหม่ที่ล้ำจนไม่มีอะไรเป็นแก่นแกน เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญจะไม่มีความหมายเลยหากไม่มีศาลรัฐธรรมนูญเป็นเพียงผู้เดียวที่มีสิทธิอันชอบธรรมในการตีความ หรือเรียกว่าสิทธิเหนือสิทธิแห่งรัฐธรรมนูญนั่นเอง

 

 

 



[i] นักวิชาการอิสระด้านสังคม วัฒนธรรม การศึกษา

[ii] สังคมนวยุค เป็นคำเรียกของอาจารย์ชาย โพธิสิตาเกี่ยวกับแนวคิดของ โพสต์โมเดิร์น  โดยให้คำอธิบายว่าเป็นสังคมที่ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่ได้มีเหตุมีผลที่ผูกขาดและตายตัว แต่ยังมีความย้อนแย้ง ขัดฝืน มีเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก ความปรารถนาควบคู่กับความมีเหตุมีผลเพื่อจะทำลายแนวคิดโมเดิร์นนิตี้ของแม๊ก เวเบอร์ และแนวคิดโครงสร้าง หน้าที่นิยม ของทาคอท  พาสันโดยนักสังคมวิทยากลุ่มนี้จัดอยู่ในกลุ่มโพสต์ โมเดิร์น หรืออาจมีกลุ่มโพสต์สตรัคเจอร์อีกด้วย สามารถหาอ่านงานเขียนได้ในหนังสือ ศาสตร์และศิลป์ในการวิจัยเชิงคุณภาพ ของ รศ.ดร.ชาย   โพธิสิตา หรือ ทฤษฎีสังคมวิทยา ของ ศ.ดร.สุภางค์   จันทวาณิชย์

[iii] http://www.blogazine.in.th/blogs/phuttipong/post/4734#sthash.4nOnvC3p.dpuf

 

โดย ส่องสร้างสังคม

 

กลับไปที่ www.oknation.net