วันที่ เสาร์ พฤษภาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

.....ทะเลน้อย..@..มีสะพานข้ามทะเลสาบที่ยาวที่สุดในประเทศไทย.....


 

.

อาจจะไม่มีข้อมูลยืนยันว่า สะพานที่ยาวที่สุดในประเทศไทยอยู่ที่ไหน?  มีความยาวเท่าไหร่?

อาจจะมีความสับสนว่า  ถนนที่สร้างไปตามคันดินเดิมซึ่งกั้นกลางระหว่างทะเลสาบสงขลา กับทะเลน้อยนั้น

เขาเรียกว่าสะพาน  หรือถนนยกระดับ  หรือเรียกว่าอะไรกันแน่?

แต่ผมไม่ไปสับสนอะไรกับเขาหรอกครับ  ผมทราบเพียงว่า  ผมยังไม่เคยนั่งรถผ่านถนนหรือสะพานแห่งนี้เลย

เห็นนักท่องเที่ยว นำเสนอกันบ่อย ๆ ทั้งในบล็อก  ในเฟสบุ๊ค  ผมจึงอยากไปทัศนาด้วยตาตนเองบ้างเท่านั้นแหละครับ

.

ในขณะที่นั่งคุยกับ "เพื่อนไชยรัตน์ กาญจนอุดม"  ผู้กว้างขวางแห่งกรมทางหลวง ที่หาดใหญ่

ได้ข้อมูลว่า  การไปชมสะพานแห่งนี้  ให้ขับรถกลับไปทางระโนด  เมื่อถึงทางแยกเข้าสู่อำเภอระโนด  ก็ขับยาวไปเลย

จะได้เห็น "สะพานเอกชัย" สมใจแน่นอน

.

.

.

เย็นวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๗

ท้องฟ้าเหนือทะเลน้อย สวยงามด้วยหมวกเมฆสีรุ้ง มองแล้วประทับใจยิ่งนัก

เย็นมากแล้ว  ดวงอาทิตย์กำลังจะหมดแสง  ทำให้ผมถ่ายภาพสะพานได้ภาพออกมาไม่ค่อยถูกใจเท่าไหร่

หรืออาจจะเป็นเพราะผมเดินทางกันมาทั้งวัน  หรืออาจจะเป็นเพราะผมตื่นเต้นที่ได้มาเห็นสถานที่แห่งนี้เป็นครั้งแรก

หรือผมมีวาระอื่น ๆ บางประการซ่อนเร้นอยู่ในจิตใจ  ทำให้ไม่ได้ใส่ใจเรื่องการถ่ายภาพ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์

พูดง่าย ๆ ว่า  เมื่อถ่ายภาพออกมาไม่ดี  ก็โทษโน่นโทษนี่  ประมาณนั้นแหละครับ

.

.

สภาพถนนเดิมที่ชาวบ้านใช้กันในสมัยก่อน  คงจะลำบากทุลักทุเลน่าดู

(ขอบพระคุณภาพเก่า...ของนายช่างผจญ)

.

.

.

( ๒ ภาพนี้  เป็นภาพมุมสูง จากเวป..http://www.weekendhobby.com/rc/paramotor/question.asp?id=874 )

ขอยืมมาประกอบ  มีความประสงค์ให้ท่านได้เห็นความยาวของสะพานครับ

.

.

ถนนสายบ้านไสกลิ้ง – บ้านหัวป่า 

หรือที่รู้จักอย่างเป็นทางการในชื่อ ถนนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 

มีความยาว 8 กิโลเมตร เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2546  และเปิดให้ใช้งานเมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2550 

โดยสร้างตามแนวถนนเดิมซึ่งอยู่ระหว่างทะเลน้อยกับทะเลหลวงของจังหวัดสงขลา 

.

.

สะพานนี้  เริ่มต้นจากมีการสร้างเป็นถนนดินลูกรัง ถมลงไปในเขตทะเลในช่วงที่ตื้น ๆ เพื่อเชื่อมให้เป็นพื้นดินต่อกัน

โดยการริเริ่มของ พระสงฆ์และชาวบ้าน คือ พระครูกิตติวราภรณ์ เจ้าอาวาสที่วัดป่าลิไลย์ ตำบลลำปำ อำเภอเมือง จ.พัทลุง

มีชื่อเรียกในขณะนั้นว่า "ถนนพระ-ประชาทำ"

งบประมาณได้มาจาก การทอดผ้าป่าบ้าง ทอดกฐินบ้าง ผู้ใจบุญบริจาคให้บ้าง

และมีน้กร้องเอกชัย ศรีวิชัย มาช่วยแสดงคอนเสิร์ตหารายได้ด้วยอีกทางหนึ่ง แต่ก็ทำได้แค่ถนนลูกรังกับสะพานไม้เท่านั้น

(เดี๋ยวนี้ชาวบ้านบางคนยังเรียกติดปากว่า "ถนนเอกชัย"  อย่างเช่นเพื่อนไชยรัตน์ของผม  ก็เรียกว่า "สะพานเอกชัย" )

.

.

คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2546

ดำเนินการก่อสร้างสายทางตามโครงการภายใต้แผนบูรณาการงบประมาณพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา 

โดยให้กรมทางหลวงชนบทดำเนินการก่อสร้างถนนดังกล่าว

เฉพาะส่วนที่จำเป็นเร่งด่วนในปีงบประมาณ พ.ศ. 2546 จำนวน 50 ล้านบาท

และใช้งบประมาณจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 ถึง พ.ศ. 2549 ในการดำเนินก่อสร้างต่อไปอีก 549 ล้านบาท

โดยเส้นทางในช่วงที่ 2 เป็นทางยกระดับระยะทาง 5.450 กิโลเมตร

(ข้อมูลวิกิพีเดีย)

.

.

ณ จุดเว้าแห่งหนึ่งบนสะพาน  ที่นายช่างเขาออกแบบสร้างไว้เพื่อให้นักเดินทางได้จอดรถบันทึกภาพ หรือชมทิวทัศน์

เราจอดรถและบันทึกภาพ ณ สถานที่แห่งนี้

เบื้องหลังของมะอึก - มะยง  คือทะเลสาบสงขลา หรือทะเลหลวง

ลมพัดเย็น  บรรยากาศเงียบสงบ  มีเสียงดังบ้างก็คือเสียงรถยนต์ที่วิ่งสวนกันไปมา แต่ไม่มากนัก

เรา ๒ คนอยากยืนใกล้ชิดกัน ณ สถานที่อันเวิ้งว้างแห่งนี้นาน ๆ 

.

.

ดวงอาทิตย์ลับเหลี่ยมเขาไปแล้ว  คงเหลือไว้เพียงแสงสุดท้ายให้เราได้บันทึกภาพ

มันเป็นภาพแห่งความทรงจำอีกภาพหนึ่งที่มีคุณค่ากับมะอึก - มะยง มากมายครับ

.

.

บ้านหลังนี้  ตอนแรกผมนึกว่าเป็นบ้านของชาวบ้านที่สร้างไว้พักผ่อนตอนเลี้ยงควาย

มาทราบตอนหลังว่า  เป็นบ้านของคนงานที่สร้างไว้อยู่อาศัยเมื่อตอนเข้ามาก่อสร้างสะพานเฉลิมพระเกียรติฯ

เมื่อสร้างสะพานเสร็จ  ก็ทิ้งบ้านนี้หลังนี้ไว้ ทางจังหวัดเห็นว่าสวยดีเข้ากับบรรยากาศทุ่งหญ้าสีเขียว เลยไม่รื้อทิ้ง

และบ้านหลังนี้  ก็กลายเป็นไฮท์ไลท์ในการถ่ายภาพคู่กับสะพานยาว ๆ แห่งนี้

.

.

ภาพนี้เบลอเพราะกล้องสั่นครับ  แต่ผมว่าสวยดี

.

.

ควายเลี้ยงปล่อยแบบเช้าไป-เย็นกลับ

อาศัย และหากินอยู่ในป่าพรุ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย และในทะเลสาบสงขลาตอนบน

ทำให้ผู้คนเข้าใจว่าควายแถบนี้เป็นควายน้ำ และเรียกว่าควายทะเล

ที่จริงแล้ว  เขาคือ "ควายปลัก"

.

.

 

เกษตรกรเลี้ยงควายในพื้นที่ของป่าพรุทะเลน้อย และพื้นที่ทะเลสาบสงขลาตอนบน

มีอยู่ประมาณ 100 คอก เกือบ 5,000 ตัว

สร้างรายได้งามแก่เกษตรกร โดยราคาสูงถึงตัวละ 3-4 หมื่นบาท

โดยตลาดอยู่ที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจังหวัดฝั่งอันดามัน

.

.

ควาย....  สัตว์เลี้ยงตัวใหญ่ ๆ ที่เจ้าของปล่อยให้หากินอย่างอิสระเสรีในทะเลน้อย

นายวิชิต บัวแดง อายุ 60 ปี เจ้าของควายในทุ่งหญ้าพรุเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย เล่าไว้ว่า

ควายที่เลี้ยงกันในทุ่งพรุทะเลน้อยเป็นชนิดควายปลัก เลี้ยงสืบทอดติดต่อกันมา 3-4 ชั่วอายุคน เป็นเวลานานร่วม 100 กว่าปี

วิถีการเลี้ยงนิยมเลี้ยงเป็นฝูงปล่อยทุ่ง และมีคอกสำหรับให้ควายพักผ่อนหลังจากกลับจากกินหญ้า โดยเฉพาะยามค่ำคืน

ควายฝูงหนึ่งๆ จะมีควายที่ทำหน้าที่คุมฝูง 1 ตัว เจ้าของควายจะเปิดคอกปล่อยควายออกกินหญ้าเวลาเช้าประมาณ 09.00 น.

ควายจะกลับเข้าคอกเองในตอนเย็นเวลาประมาณ 15.00-16.00 น. เป็นเช่นนี้ทุกวัน

คอกควายจะถูกสร้างขึ้นกลางทุ่งด้วยการขุดดินถมที่ให้สูงขึ้นในหน้าแล้งก่อนฤดูน้ำหลาก เพื่อให้ควายสามารถนอนพักได้

และหากเป็นปีที่น้ำท่วมหนัก ระดับน้ำสูงมาก ควายออกหากินกลางทุ่งไม่ได้ เจ้าของควายก็จะไปหาหญ้ามาให้ควายกินในคอก

ควายจะกินหญ้าแทบทุกชนิดที่อยู่ในทุ่งหญ้า และป่าพรุ เช่น หญ้าข้าวผี หญ้าครุน หญ้าปล้อง จูดหนู เป็นต้น

บางปีที่น้ำท่วมหนัก ระดับน้ำในทุ่งหญ้าท่วมสูงมากจนหญ้าจมมิดอยู่ใต้น้ำ แต่ควายก็สามารถดำน้ำลงกินหญ้าที่จมอยู่ใต้น้ำได้

ปัจจุบันการเลี้ยงควายที่นี่เป็นการเลี้ยงเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ครอบครัว เป็นอาชีพเสริมอีกทางหนึ่ง

บางรายเลี้ยงควายหลายตัว สามารถขายควายส่งลูกให้เรียนหนังสือจนสำเร็จระดับปริญญาได้

(http://www.manager.co.th/south/viewnews.aspx?NewsID=9560000093488)

.

.

เมื่อเรานั่งรถมาจนสุดถนนสายที่ผ่านทะเลน้อย  จะมาถึง ๓ แยก

เลี้ยวขวาไปบ้านทะเลน้อย  ซึ่งเป็นความตั้งใจของผมในโอกาสต่อไปเมื่อล่องใต้อีกครั้ง

ผมจะมาดื่มด่ำบรรยากาศยามเช้า ยามกลางวัน ยามบ่าย ยามเย็นของบ้านทะเลน้อยให้ได้ครับ

แต่วันนี้  เราเลี้ยวซ้ายไปทางบ้านลำปำ  เพื่อจะผ่านไปทางอำเภอควนขนุน  ตัดออกทางหลวงหมายเลข ๔๑

.

.

เรากล่าวลาอำเภอควนขนุน  จังหวัดพัทลุง  ด้วยอาหารมื้อเย็นที่ครัวร่มเย็น  ริมถนนเพชรเกษม

"เพื่อนอ้วน"  โทรศัพท์นัดหมายทักทาย "เพื่อนสมพงศ์  เฮงสุวรรณ" ศิษย์เก่าเบญจมราชูทิศอีกคนหนึ่ง

วันนี้  "เพื่อนสมพงศ์"  มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าสำนักงานที่ดินอำเภอควนขนุน

เพื่อนกัน นาน ๆ เจอกัน  ก็พูดคุยกันตามประสาเพื่อนอีกเช่นเคยครับ

.

.

ขอขอบคุณ "เพื่อนอ้วน....ปราโมทย์ ด่านสกุล" เป็นอย่างยิ่งอีกครั้งหนึ่ง

ที่เพื่อนมอบความสุขให้เพื่อนและครอบครัวอย่างเต็มที่

เหมือนกับทุก ๆ ครั้งที่ผมเดินทางกลับบ้านที่จังหวัดนครศรีธรรมราช

และเราจะมาพักผ่อนกันอีกครั้งที่เลน้อยนะครับเพื่อน

.

โดย มะอึก

 

กลับไปที่ www.oknation.net