วันที่ อังคาร พฤษภาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

.....หาดสอ สัตหีบ...@.ในวันที่ตะวันดำดิ่งลงจูบน้ำ.....


.

.

ผมพักการเล่ารายละเอียดเรื่องการเดินทางไปปักษ์ใต้ไว้แป๊บนะครับ

ขอแทรกด้วยการเล่าเรื่องการเดินทางไปทะเลตะวันออกพัทยา - สัตหีบ ซะก่อน

.

.

วันหยุดราชการวันฉัตรมงคล (๔ - ๕ พ.ค. ๒๕๕๗) แม่มะยงและญาติพี่น้องเขาอยากจะพาหลาน ๆ ไปเล่นน้ำทะเล

แม่มะยงอยากจะไปนั่งชิวชิวกับบรรยากาศของ "หาดสอ ซึ่งอยู่ที่สัตหีบ" อีกสักครั้ง

ทั้งเด็กและผู้ใหญ่นับ ๑๐ ชีวิต  จึงออกเดินทางด้วยรถตู้ ๑ คัน  พร้อมเสบียงอาหารครบถ้วน

วางแผนไว้ว่าเป็นทริปท่องเที่ยวสั้น ๆ ไปเช้า - เย็นกลับ

.

การเดินทาง  ใช้เส้นทางสุขุมวิทสายเก่า  ออกถนนบายพาสเมืองชลบุรี เข้าสู่มอเตอร์เวย์

ก่อนจะถึงพัทยา  ผมเห็นท้องฟ้ามืดครึ้มด้วยเมฆฝน

ถึงโรงโป๊ะ - บางละมุง - พัทยาเหนือ - ฝนเทลงมาอย่างหนักชนิดที่แทบจะมองไม่เห็นรถคันข้างหน้า

แน่นอนที่สุดบรรยากาศเช่นนี้  พัทยากลาง  รถติดหนึบครับ

.

.

.

.

.

.

.

.

.

อุปสรรคในการเดินทางที่เรามักจะประสบบ่อย ๆ คือเรื่องของอุบัติเหตุ และเรื่องความขัดข้องของยานพาหนะ

วันนี้เต็ม ๆ ครับ  สภาพการจราจรที่ติดขัด ถนนช่วงพัทยาที่มีความร่ำรวยสี่แยกไฟแดง พอ ๆ กับถนนสาทรนั้น

ทำให้เครื่องยนต์ของรถตู้ที่เราใช้วันนี้  ขัดข้องและดับเอาดื้อ ๆ กลางสี่แยกก่อนจะถึงทางแยกเข้าพัทยากลาง

ก่อนหน้านั้น  เขาส่งอาการด้วยการที่เครื่องร้อนมากจนผิดปกติ  สักครู่หนึ่งแอร์ดับทั้งคันรถ  ตามด้วยเครื่องยนต์ดับสนิททันที

เราเคลื่อนย้ายรถเข้าข้างทางอย่างทุลักทุเลพอสมควร  และรีบจัดหาช่างมาซ่อม

วันนั้นเป็นวันอาทิตย์  เขาว่ากันว่าอู่ซ่อมรถที่พัทยาจะปิดเป็นส่วนใหญ่  

ไม่ง่ายเลยครับสำหรับการเรียกหาช่าง  และให้ช่างขับรถพร้อมเครื่องมือออกมาซ่อมรถกลางถนนให้กับเรา

โชคดีนิดหน่อยที่  การประสานงานวันนี้  "ใช้เครือข่ายของตำรวจเมืองพัทยา"  ความสะดวกจึงมีอยู่ในระดับดีทีเดียวครับ

เดิมที  พวกเรามีเป้าหมายจะไปเริ่มต้นทานอาหารกลางวันกันที่หาดสอ  และให้เด็ก ๆ เล่นน้ำจนกระทั่งเย็น  แล้วกลับ

แต่เมื่อเครื่องยนต์ของรถมาขัดข้องระหว่างทาง  ที่ใจกลางเมืองพัทยา เมืองแห่งความเจริญรุ่งเรืองด้านการท่องเที่ยว

ผมถือว่าเป็นโชคดีประการหนึ่งที่ผมจะได้ใช้ชีวิตลำเค็ญกลางเมือง  ดีกว่ารถไปเสียในป่าเปลี่ยว

เรายกเสบียงลงจากรถไปที่อาคารหลังหนึ่งริมถนนสุขุมวิท  เป็นตัวอาคารของธนาคารกรุงเทพฯสาขาพัทยากลาง

วันนี้ธนาคารหยุดทำการ  มีแต่ห้องตู้เอทีเอ็มที่เปิดอยู่ด้านหน้า  ติดแอร์เย็นฉ่ำ

เราให้เด็ก ๆ ทานกลางวันอย่างเอร็ดอร่อย  เพราะเสบียงที่จัดเตรียมมาส่วนใหญ่เป็นอาหารสำเร็จรูป

ห้องน้ำห้องท่าสะดวกสบาย  ใช้บริการของห้างโลตัสซึ่งอยู่ใกล้ ๆ 

เมื่อทานอาหารเสร็จสรรพ  ได้ช่างซ่อมรถมาดูอาการของรถ  

พบว่า "มู่เล่" เครื่องยนต์พัง  สายพานหลุดหลุ่ยออกจากตัวเครื่อง

ช่างต้องขับรถตระเวณหาซื้อมู่เล่ตัวใหม่มาเปลี่ยนให้

ขณะที่ช่างกำลังปฏิบัติหน้าที่ซ่อมรถ  ผมกับแม่มะยงจึงเข้าไปเดินเล่นใน "ห้างนำชัย" ซึ่งอยู่บริเวณใกล้เคียง

ห้างนำชัยพัทยา  จำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกประเภท  ทุกยี่ห้อ  เกรดดีราคาแพงทั้งนั้น

อย่างโทรทัศน์ระบบดิจิตัล  เครื่องใหญ่ ๆ ราคาเทียบเท่ากับรถยนต์ ๑ คัน ก็มี

เพียงเดินชมห้างจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า  ผมก็เห็นว่า  เมืองพัทยา  นอกจากเป็นเมืองท่องเที่ยวแล้ว

น่าจะเป็นเมืองแห่งบ้านหลังที่ ๒ ของเศรษฐีทั้งเมืองไทยเมืองนอกแน่ ๆ 

เมื่อเศรษฐีสร้างบ้าน  อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านนับเป็นสิ่งจำเป็นในการอำนวยความสะดวกสบายแก่ผู้เข้าพัก

ห้างนำชัย  ซึ่งเป็นเพียงห้างเดียวที่ผมได้สัมผัสช่วงเวลาสั้น ๆ ทำให้ผมสรุปออกมาได้เช่นนั้นครับ

.

ช่างซ่อมรถใช้เวลาในการหาอะหลั่ย  และซ่อมรถเกือบ ๓ ชั่วโมง  เราจึงได้ฤกษ์เบิกชัยเดินทางกันต่อไป

ก่อนจะออกเดินทาง  มีละอองฝนโปรยมาเบา ๆ อีกครั้งเหนือเมืองพัทยา

ผมหันไปทางทิศตะวันออก ได้เห็นรุ้งกินน้ำตัวอ้วนใหญ่ที่สมบูรณ์ยาวโค้งจากขอบฟ้าด้านทิศเหนือไปจรดขอบฟ้าด้านทิศใต้

อดใจไม่ได้ครับ  ให้น้องเขาจอดรถเพื่อให้ผมถ่ายภาพรุ้งตัวอ้วน

ก่อนที่จะเดินทางกันต่อไปสู่....หาดสอ....

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

หลุดจากพัทยา  เข้าสู่พื้นที่อำเภอสัตหีบ  ตั้งแต่สวนนงนุชเป็นต้นไป รถราลดจำนวนลง

เลยกรมสรรพาวุธทหารเรือ จะถึงสามแยกไฟแดงโรงเรียนบ้านเตาถ่าน  เลี้ยวขวาตามสัญญาณไฟเข้าไปในซอยนะครับ

ซอยนั้นจะพาทุก ๆ ท่าน มุ่งเข้าสู่ หาดสอ

.

ผมกับสัตหีบคุ้นเคยกันมานานครับ  เพราะในอดีตกาลมีญาติเป็นนายทหารเรือระดับผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ เชียวนะ..

ฉะนั้น  เมื่อผมจะเที่ยวทะเลแบบเงียบ ๆ สงบ ๆ ผมจะนึกถึงสัตหีบ  เพราะมีความสะดวกสบายทั้งที่พักและอาหาร

สมัยหนุ่ม ๆ เมื่อมาพักผ่อนที่สัตหีบ หากต้องการแสวงหาความวุ่นวายในเมือง  

เพียงให้ทหารเรือขับรถไปส่งที่พัทยา  แป๊บเดียวก็ได้วุ่นวายสมใจอยาก

.

ชายทะเลสัตหีบมีมากมายหลายรูปแบบ  ทั้งหาดทราย  หาดหิน หาดปะการัง  ภูเขา  หน้าผา

เพราะความหลากหลายรูปแบบของสถานที่เช่นนี้  รัชกาลที่ ๖ จึงใช้สัตหีบจัดสร้างเป็นฐานทัพเรือของไทย

หลักฐานอย่างหนึ่งมาจากกองประวัติศาสตร์ทหารเรือ ระบุว่า

เมื่อ พ.ศ. 2464 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่  ๖

เสด็จตรวจเยี่ยมหัวเมืองชายทะเล เพื่อจะสร้างแนวป้องกันชายฝั่งทะเลด้านนอกเพิ่ม

เพราะป้อมพระจุลจอมเกล้าฯ ที่ปากน้ำสมุทรปราการ อยู่ใกล้เมืองหลวงมากเกินไป

ทรงดำริให้ใช้หัวเมืองชายทะเลฝั่งตะวันออกเป็นที่ตั้งกองทัพเรือ เพื่อตรวจตรารักษาฝั่งและเขตน่านน้ำใหญ่

ทรงเห็นว่าทำเลปลายแหลมสุดของชลบุรี  เป็นสถานที่ที่เหมาะสม

จึงพระราชทานนามว่า "สัตตหีบ" เนื่องจากพระองค์ทรงเห็นเกาะ 7 เกาะ เป็นที่กำบังลมให้แก่หมู่เรือได้ดี

คำว่า "สัตหีบ" หมายถึง ที่กำบังเจ็ดแห่ง (หีบ = ที่บัง) อันหมายถึงเกาะต่าง ๆ คือ

เกาะพระ เกาะยอ เกาะหมู เกาะเตาหม้อ เกาะเณร เกาะสันฉลาม และเกาะเลา

.

ชายหาดสวย ๆ ของสัตหีบ  ส่วนใหญ่ซุกซ่อนอยู่ในสถานที่ของทหารเรือ

เป็นเขตหวงห้ามเพื่อความมั่นคงของประเทศ  

ต่อมากองทัพมีนโยบายผ่อนปรน และอนุญาตให้ค่ายทหารเป็นแหล่งท่องเที่ยว

หาดสวย ๆ จึงถูกเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปเข้าไปใช้บริการ

แน่นอนที่สุด  ย่อมอยู่ในความดูแลอย่างใกล้ชิดของทหารเรือ

อย่างเช่นหาดสอนี่ก็เหมือนกัน  กรมสรรพาวุธทหารเรือ  ควบคุมใกล้ชิดทีเดียวครับ

.

.

.

.

.

.

.

หาดสอในวันหยุด และเป็นวันหยุดยาว  มีผู้คนมาพักผ่อนมีจำนวนพอสมควร  แต่ไม่มากนัก

ที่สำคัญ ผมไม่เห็นฝรั่งหรือชาวต่างชาติ สวมชุดน้อยชิ้นมานอนผึ่งแดดเหมือนหาดทั่ว ๆ ไปของพัทยา

ส่วนใหญ่จะมาเป็นครอบครัว  มีลูกเด็กเล็กแดงมาด้วย  จัดเตรียมอาหารมาพร้อมมูล ทั้งอาหารสดและอาหารแห้ง

สำหรับผู้ชื่นชอบเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอร์  ก็นั่งดื่มกันเงียบ ๆ ไม่แสดงกริยาอึกทึกครึกโครมให้ได้ยิน

การนั่งพักผ่อนที่หาดสอ  เป็นการพักผ่อนชายทะเลแบบบ้าน ๆ 

คือปูเสื่อนั่งบนผืนทรายใต้เงาร่มไม้  ไม่มีเก้าอี้ผ้าใบ  ไม่มีร่มกันแดด  ไม่มีนักเลงมาเก็บค่าเช่าเก้าอี้

ไม่มีแม่ค้าหาบสิ่งของมาอ้อนวอนขายของให้เกิดรำคาญ  ไม่มีแม่ค้าล็อตเตอรี่มายัดเยียดความร่ำรวยให้ชีวิตสับสน

.

คณะของผมเข้าไปถึงหาดสอเย็นมากแล้ว  เมื่อจัดหาสถานที่ให้ญาติ ๆ ได้นั่งเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้ว

เด็ก ๆ ก็เปลี่ยนชุดกระโดดลงน้ำทะเล  ผู้ใหญ่จัดอาหารและน้ำวางเตรียมไว้

อาหารมื้อเย็นริมทะเลวันนี้  เป็นขนมจีนน้ำยาป่า  

ส่วนข้าวเหนียวนึ่ง ไก่ทอด หมูย่าง  ลูกชิ้นปิ้ง  หมดไปตั้งแต่มื้อกลางวันที่พัทยาแล้ว

สำหรับผม  ไม่พูดพล่ามทำเพลง  คว้ากล้องถ่ายรูปพร้อมขาตั้งกล้อง  หาทำเลเหมาะ ๆ เพื่อกดชัตเตอร์ทันทีครับ

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

นับเป็นอีกวาระหนึ่งที่แม่มะยงมีความสุขท่ามกลางหมู่ญาติพี่น้อง

เป็นการพักผ่อนวันหยุดสั้น ๆ ที่มีความหมาย

เป็นการผ่อนคลายสมองจากหน้าที่การงานที่เกรอะกรังตั้งแต่จันทร์ถึงศุกร์

เป็นการปล่อยวางจิตใจให้คลายจากความทุกข์ด้วยธรรมชาติบำบัด

.

.

.

.

.

.

.

.

ใกล้เวลาดวงอาทิตย์จะตกน้ำเต็มทนแล้วครับ

แต่บริเวณระหว่างเกาะคราม กับเกาะครามน้อย ที่ผมเล็งเป้าหมายไว้ว่าจะเป็นจุดที่พระอาทิตย์จะตกน้ำนั้น

เต็มไปด้วยแผ่นเมฆสีดำแผ่นใหญ่  กระนั้นก็ตาม  มีฟ้าเปิดเป็นรูเล็ก ๆ อยู่หน่อยหนึ่ง  

ผมเห็นแสงสีชมพูค่อย ๆ สว่างจ้าขึ้นเรื่อย ๆ ผมจึงจัดระเบียบขาตั้งกล้องเรียบร้อยและรอ

ชั่วเคี้ยวหมากแหลก...ผมได้เห็นพระอาทิตย์หลุดออกมากจากก้อนเมฆก่อนจะจมลงใต้ผิวน้ำ

ผมกดชัตเตอร์ไม่ยั้ง  และได้เห็นเรือสินค้าลำหนึ่งบรรทุกตู้คอนเทรลเนอร์มาเต็มลำเรือ

บ่ายหน้ามาจากเกาะสีชังมุ่งหน้าลงไปทางใต้  ผ่านดวงอาทิตย์ที่กำลังจมน้ำพอดีเป๊ะเลยครับ

ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียยิ่งนักครับ

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

ผมสอบถามน้องทหารเรือว่า  หาดสอมีเวลาปิดเหมือนหาดอื่น ๆ ในเขตทหารทั่ว ๆ ไปหรือไม่?

น้องทหารตอบว่า  ไม่ได้มีกติกาเข้มงวดขนาดนั้น  เพียงแต่ที่นี่ ผู้คนที่มาเล่นน้ำทะเล  จะเลิกเมื่อพระอาทิตย์ตกน้ำ

และไม่มีทหารมาเป่านกหวีดแจ้งให้ผู้มาเล่นน้ำทะเลออกไปจากหาดเหมือนหาดอื่น ๆ บางหาดของฐานทัพเรือ

ฟังแล้วผมก็สบายใจ  และเห็นนักท่องเที่ยวค่อย ๆ ทะยอยกลับ

สำหรับกลุ่มของผมเรามาช้ากว่าคนอื่น ๆ ก็ขอกลับช้าอีกสักนิด

.

.

.

.

ผมยืนดูดวงอาทิตย์ตั้งแต่หล่นลงมาจากก้อนเมฆ..จนจมมิดลงไปในน้ำทะเล

ผมยืนดูแสงลำสุดท้ายของดวงอาทิตย์จากที่สว่างจ้า  ค่อย ๆ ดับมืดมิดลงอย่างรวดเร็ว

มองพิจารณาแล้ว  เห็นกฏแห่งความอนิจจัง  

คือเกิดขี้น...ตั้งอยู่...ดับไป...

เกิดขึ้น...ตั้งอยู่...ดับไป...

เกิดขึ้น...ตั้งอยู่...ดับไป...

มันเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา  ไม่มีอะไรที่น่าจะยึดมั่นถือมั่นแม้แต่น้อย

ดูความแปรเปลี่ยนของธรรมชาติแล้ว  ผมก็ก้มลงดูความเป็นจริงของชีวิตร่างกายมนุษย์บ้าง

เกิดขึ้น..ตั้งอยู่..ดับไป.....เหมือนกัน

ผมยืนผ่อนลมหายใจเข้าออกช้า ๆ

และหัวเราะเยาะชีวิตเบา ๆ โดยที่ไม่มีสรรพเสียงออกมาจากริมฝีปาก

แต่...เสียงหัวเราะนั้น มันดังก้องอยู่ในหัวอกอย่างคึกคนองและท้าทายครับ...

.

 

โดย มะอึก

 

กลับไปที่ www.oknation.net