วันที่ ศุกร์ พฤษภาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

วิพากษ์ อำนาจ ของศาลรัฐธรรมนูญไทย ต่อ กรณี การพ้นจาก ตำแหน่ง รักษาการนายก


ชลเทพ    ปั้นบุญชู[i]

ข้อ วิพากษ์และโต้แย้ง การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญไทย(กรณีการพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของคุณยิ่งลักษณ์) ในมุมสังคมวิทยา

                กรณีที่ร้อนแรงที่สุดในประเด็นทางการเมืองปัจจุบันเห็นจะหนีไม่พ้น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีการโยกย้ายคุณถวิล   เปลี่ยนสี ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งจริงๆก็มีทั้งประเด็นหลายประเด็นอย่างที่นักวิชาการด้านกฎหมายไทยตั้งข้อสังเกตไว้ เช่น ความผิดเฉพาะตัวของนายกหรือความผิดทั้งคณะบุคคล การพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว(จากการยุบสภา)อยู่ในอำนาจการของตุลาการในการรับเรื่องนี้ไว้พิจารณาหรือไม่ ผมเองก็สนใจในแง่มุมของกฎหมาย(แต่ไม่ใช่นักเรียนกฎหมายเลยไม่ค่อยเข้าใจในเชิงเทคนิค)แต่ที่มากไปกว่านั้นคือผมสนใจอำนาจของกฎหมายจากสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญสร้างขึ้น ในมิติสังคมวิทยา จึงพยายามตีความในมุมมองของตนเองในฐานะที่สวมแว่น “สังคมวิทยา” วิพากษ์ศาลรัฐธรรมนูญ(ไม่รู้จะโดนข้อหาละเมิดศาลหรือเปล่าครับ) แต่มีใช้เสรีภาพที่ผมมีอยู่(บ้าง) ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อแสดงความคิดเห็นอันเป็นอิสระและประโยชน์ต่อการรับรู้สาธารณะในมุมมองใหม่ๆ

บริบท และภาพความทรงจำของศาลรัฐธรรมนูญไทย

                เราคงทราบกันดีว่า ศาลรัฐธรรมนูญไทย เกิดขึ้นหลังจากการมีรัฐธรรมนูญฉบับที่ 16 ปีพ.ศ.2540 ซึ่งเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะวินิจฉัย ตัดสินข้อกฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ โดยผู้ที่จะก้าวเข้ามาดำรงตำแหน่งศาลรัฐธรรมนูญได้นั้นต้องอาศัยผู้ชำนาญการในแต่ละด้านอันได้แก่ กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม การเมืองการปกครอง ดังนั้นศาลรัฐธรรมไทยเป็นองค์กรภายใต้การนำของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทั้งในเชิงเทคนิค และนักอาชีพ ผมคิดว่าประเด็นนี้อาจทำให้เกิดคำถามได้ว่า แล้วกฎหมายเป็นเรื่องทั่วไป หรือเป็นเรื่องเฉพาะ ผมว่ากรณีนี้ต้องกลับไปดูสภาวะของกฎหมายรัฐธรรมนูญว่า เน้นจุดไหน เน้นอยู่กับการสร้างหลักประกันภายใต้โครงสร้างของระบอบการเมืองการปกครองที่อุดมไปด้วยกลุ่มคนไทยอันหลากหลาย หรือความหลากหลายอยู่ภายใต้มุมมองแบบเฉพาะ ซึ่งผมมองว่าศาลรัฐธรรมนูญไทยเป็นแบบพยายามทำให้คนที่หลากหลายตกอยู่ภายใต้อำนาจแบบเฉพาะมากกว่า

                ดังนั้นผมคิดว่านักเทคนิค นักอาชีพเฉพาะจึงกลายเป็นบุคลากรสำคัญโดยเฉพาะในแวดวงกฎหมาย ซึ่งยากเกินกว่าคนธรรมดาอย่างผมหรือใครต่อใครจะเข้าใจได้ ต้องอาศัยความสามารถของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ ในการตีความ ในการอ่านกฎหมาย หรืออธิบายกฎหมาย ผมคิดว่าประเด็นนี้แหละครับที่ทำให้ผมเคยสงสัยถึงความมีเสรีภาพของตนเองว่า ตกลงเรามีเสรีภาพตามที่กฎหมายรองรับ หรือตามที่ผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย นักวิชาชีพทางกฎหมายได้อ่านกฎหมายให้เราฟังว่า เสรีภาพใน(มุมของนักนิติศาสตร์)เป็นอย่างไร ผมจึงเริ่มสับสนการมีอยู่ของตัวเอง เจตจำนงของตัวเอง ว่าผมไม่มีสิทธิแทบจะตีความเองด้วยซ้ำอะไรคือความถูกผิด ทำได้หรือไม่ได้ในระบบกฎหมาย เพราะผมด้อยความสามารถเฉพาะตรงนี้ไป อำนาจในตัวผมเองจึงถูกลดทอนไปโดยสิ้นเชิง

                ผมคิดว่าสังคมสมัยใหม่ มักตกอยู่ภายใต้วาทะกรรรมของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ ภายใต้การผลิตซ้ำเชิงโครงสร้าง(ซ้ำซากแล้วซ้ำซากอีก) เพื่อกำหนดความชอบธรรมว่า ความถูกต้องในแต่ละสาขา จะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ เพราะเขาเหล่านั้นมีคุณสมบัติพิเศษที่เหนือกว่าคนอื่น จึงเป็นผู้มีความชอบธรรมที่จะบอกได้ว่า สิ่งใดถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง ให้กับคนทั่วไปฟัง พูดง่ายๆคือ ผมมักจะไม่รู้หรอกว่าอะไรผิดถูก ต้องให้คนอื่นมาบอกผม สั่งสอนผม หรือขัดเกลาผมในวิถีทางที่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาอาชีพได้บอกผม

                สถาบันต่างๆในรัฐสมัยใหม่เองได้มี คณะปกครองที่มีลักษณะพิเศษของกลุ่มสาขาอาชีพเหล่านี้มากมาย โดยเฉพาะชนชั้นนำในองค์กรตามรัฐธรรมนูญอย่างองค์กรอิสระและองค์กรอื่นๆ  สิ่งนี้ผมตีความตามนักสังคมวิทยาอย่าง C w Mill ที่มองว่าการเกิดขึ้นของสถาบันมักจะมีอิทธิพลของการครอบงำของชนชั้นนำด้วย ด้วยวิถีปฏิบัติและเครื่องมือ ซึ่งในรัฐสมัยใหม่จะใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ เพราะเราได้มอบตัวเราให้อยู่ภายใต้ขอบเขตที่จำกัดของกฎหมาย แต่นั่นยังไม่สำคัญเท่ากับต้องมีการตีความของนักกฎหมายอีกด้วย เพราะจะได้เป็นสิ่งยืนยันว่าเราเองไม่ได้ทึกทักเอาเองว่าถูก แต่มีผู้เชี่ยวชาญย้ำถึงความถูกต้องโดยอาศัยความรู้ขั้นเทพของพวกเขาตีความ

                ผมพยายามลองเปรียบเทียบระหว่างรัฐสมัยใหม่กับชนเผ่าดั้งเดิม ในกรณีที่ผู้คุ้มกฎ หรือผู้ที่เป็นคนควบคุมกฎระเบียบทางสังคม มักมีลักษณะพิเศษที่เหมือนกันคือ เป็นผู้ที่อยู่ในสภาวะ เหนือกว่าธรรมดา เช่นเดียวกัน ความยุติธรรมเป็นเรื่องของพระเจ้าก็ได้ ความยุติธรรมเป็นเรื่องของเทพีเทมิส หรือผู้สร้างโลกและจักรวาล แต่พวกเขาเหล่านั้นซึ่งเป็นคนธรรมดาต้องเชื่อมโยงตัวเองให้เข้าสู่ความมีสิทธิที่เหนือกว่าคนทั่วไป เพื่อเป็นผู้ที่มีความชอบในการจัดระเบียบทางสังคม ในการควบคุมคน หรือแม้กระทั่งในการชี้ถูกชี้ผิดของสังคม

                สิ่งเหล่านี้กลายเป็นมรดกแห่งความชอบธรรมของนักกฎหมาย ผู้คุ้มกฎ หรือใครก็แล้วแต่ ที่สามารถสร้างคุณลักษณะพิเศษได้ หรือมีคุณสมบัติในลักษณะพิเศษเฉพาะเพื่อที่จะอ้างอิงสิทธิในการควบคุมคนธรรมดาภายใต้ความชอบธรรมทางกฎหมายได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า รัฐสมัยใหม่ที่จะใช้กฎหมายเพื่อจัดระเบียบสังคมให้เกิดประสิทธิภาพจะไม่ถูกตั้งคำถาม เพราะรัฐสมัยใหม่ผู้คนเริ่มตื่นมากขึ้น เริ่มแสวงหาเสรีภาพมากขึ้น และมีเจตจำนงในตัวเอง ในการมีชีวิตของตนเองกล้าคิดและมีความใฝ่ฝัน โลกแบบนี้จึงกลายเป็นสิ่งที่นักปกครองแบบเก่ากลัวที่สุด เพราะมันจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง และอำนาจต่างๆที่เคยผูกขาดเอาไว้กำลังจะเสื่อมสลายลงอันเกิดจากสิทธิอำนาจบางประการเป็นเงื่อนไขทำให้คนไม่เท่ากันในอุดมการณ์ของประวัติศาสตร์สมัยใหม่ตามแนวคิดเสรีนิยม ปัจเจคภาพนิยม หรืออัตถิภาวะนิยม

                 ผมเชื่อว่ากฎหมายตามที่แม๊ก เวเบอร์นักสังคมวิทยายุคคลาสสิคเข้าใจคือ การสร้างข้อตกลงร่วมในสังคมสมัยใหม่ที่ซับซ้อนขึ้น เพื่อให้สังคมอยู่ได้อย่างปกติ เป็นธรรมและยุติธรรมจึงต้อมีระบบกฎหมายขึ้นมาเพื่อกำกับและจัดระเบียบทางสังคม ทำให้บทบาทหน้าที่เฉพาะกลายเป็นพลวัตรของสังคมสมัยใหม่ การมีช่วงชั้นในระบบปฏิบัติการทำอำนาจหน้าที่ซึ่งมีกฎหมายเป็นตัวรองรับ หรือสิทธิอำนาจที่ต่างกันก็สะท้อนถึงความชอบธรรมในการใช้อำนาจนั้น จนนำมาสู้แนวคิด โครงสร้าง หน้าที่นิยมที่พัฒนางานของแมก เวเบอร์ต่อ

                ผมเป็นนักสังคมวิทยาสายนีโอมากซ์ ก็มักจะย้อนแย้งในประเด็นนี้ขึ้นมาคือ รัฐสมัยใหม่ในแบบที่ว่านี้มองเรื่องประสิทธิภาพของการปกครอง มากกว่าเสรีภาพของคนใช่หรือใหม่ การผลิตอุดมการณ์เรื่อง ความมีประสิทธิภาพ ความมีเหตุมีผลภายใต้กฎหมายของรัฐสมัยใหม่ มองเรื่องความเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ผมจึงเชื่อว่าชนชั้นปกครองมักจะยืนหยัดที่จะตีความหลักความมีเหตุมีผลภายใต้ความสามารถเฉพาะนี้ เพราะไม่เช่นนั้นมันจะกลายเป็นสิ่งธรรมดาไป ไม่สามารถเอาไปควบคุมหรือชี้นำใครได้ ศาลไทย นักกฎหมายไทย ก็อยู่ภายใต้อุดมการณ์แบบนี้ เพราะนิติปรัชญาเองก็เชื่อว่ากฎหมายก็คือข้อบังคับของรัฐ และรัฐเองก็มีสิทธิอำนาจที่จะปกครองคนธรรมดาดา สถาบันดังกล่าวจึงตั้งขึ้นโดยมีตัวรองรับทางกฎหมาย เพื่อสร้างสิทธิอำนาจและความชอบธรรมในการมีอำนาจปกครองขึ้นปกครองและบริหารประเทศ

                สถาบันตุลาการมีหน้าที่ในการอำนวยความยุติธรรมให้กับรัฐ ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจและยังมีลักษณะเหนือกว่าสถาบันอื่นๆในแง่ที่ เป็นคนชี้ความถูกต้องให้กับสังคมตามความชำนาญเฉพาะที่มีหน้าที่ประเมิน ตัดสินความดีงามถูกต้อง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ตามหลัก division of labor และ หลัก separation ที่เดอร์ไคม์นักสังคมวิทยาได้รับอิทธิพลทางความคิดจากมองเตสกิเออร์ ในเรื่องหลักการแบ่งแยกอำนาจของสถาบันทางการเมือง ผมจึงตั้งข้อสังเกตว่า การมีอำนาจตัดสินคนที่แหละครับ จึงทำให้ตุลาการมีลักษณะพิเศษไปกว่าสถาบันทั่วไป เพราะที่มาของกฎหมายปกครองรัฐมาจาก ฝ่ายนิติบัญญัติ ส่วนการบริหารออกนโยบายของประเทศเป็นหน้าที่กลุ่ม(คณะผู้ได้สิทธิอำนาจการบริหาร) และตุลาการเป็นผู้ตัดสินความถูกต้องดีงามตามที่กฎหมายอยู่เหนือปัจเจกชนเพื่อคงไว้ซึ่งหลักปฏิบัติของการอยู่ร่วมกันอย่างมีหลักประกันเรื่องสิทธิ ความเสมอภาค และเท่าเทียม อยู่เหนือสถานะของสถาบันทุกสถาบัน เพราะเป็นผู้ที่บอกได้ว่าสิ่งเหล่านี้ใช่หรือไม่ ชอบหรือเปล่า มีอำนาจหรือไม่ ก้าวก่ายหรือไม่ แทรกแซงหรือไม่ ขัดต่อกฎหมายหลักหรือไม่ เช่นเดียวกับอำนาจระหว่างครูกับลูกศิษย์ในห้อง ที่ท้ายที่สุดครูจะเป็นผู้ควบคุมความถูกต้องสิ่งที่เด็กได้รับรู้ว่าเป็นไปตามที่ครูมองว่าถูกหรือไม่ เช่น การบวกเลข การเรียนเรื่องจริยธรรม การฝึกแสดงความเคารพ การเข้าแถว เป็นต้น ดังนั้นสิ่งที่เราปฏิบัติกันโดยทั่วไป ก็จะถูกควบคุมด้วยความรู้เรื่องความถูกต้องแทบทั้งสิ้น

                แต่ความถูกต้องในโลกสมัยใหม่นี่แหละที่เป็นปัญหา เพราะความถูกต้องอาจไม่ได้เป็นปรวิสัยตายตัว ในบางครั้งความถูกต้องก็มีการเปลี่ยนแปลงในตัวของมันเอง ขึ้นอยู่กับการช่วงชิงความถูกต้องนี้ ว่าใครจะเป็นผู้มีอำนาจในเชิงโครงสร้างมากกว่ากัน  โลกสมัยใหม่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยจึงพยายามที่จะสร้างหลักการบางอย่างเพื่อสถาปนาความถูกต้องให้เป็นธรรมกับอำนาจของประชาชน เพราะผมเชื่อว่าอย่างน้อยโลกที่ประชาชนในรัฐสมัยใหม่ภายใต้ระบบประชาธิปไตยจะเข้าใจและเข้าถึงก็คือ โลกของอำนาจนิติบัญญัติ(ผ่านตัวแทนผู้ทำหน้าที่) โลกของบริหาร(ที่เลือกคนเข้าไปออกนโยบาย) ส่วนโลกตุลาการเป็นโลกเฉพาะที่ คนธรรมดาอย่างเราๆเข้าถึงยาก เพราะตุลาการส่วนใหญ่มีความสามารถเฉพาะที่คนธรรมดาทั่วไปไม่สามารถมีได้คือ ความสามารถในการชี้ถูกชี้ผิด ลงโทษและตัดสินคนในสังคม

                ถ้าตุลาการมีลักษณะเหนือกว่าอำนาจทั่วไปอย่างที่ผมเสนอ ผมจึงคิดว่าตุลาการต้องเป็นกลางมากๆ และตุลาการต้องไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง ไม่มีอคติ ไม่มีความโอนเอียง เพราะนั่นเท่ากับความพิเศษก็จะบั่นทอนลง ผมเชื่อว่าโลก

จริยศาสตร์แบบคุณงามความดีนี่แหละที่แบ่งแยกระหว่าง อำนาจแบบโลกุตรธรรม(ดีงาม ถูกต้อง เที่ยงแท้) กับ อำนาจแบบโลกียธรรม(สามานย์ ต่ำ เถื่อน ถ่อย ทั่วไป)

                ในขณะที่ตุลาการสามารถบอกได้ว่าใครทำผิดทำถูกในกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าตุลาการทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญใครจะชี้ถูกชี้ผิดตุลาการว่าทำผิดได้ผมเองก็ยังไม่เข้าใจเช่นเดียวกัน เพียงเพราะบทบาทหน้าที่ในการแปลความกฎหมายและตีความกฎหมายเป็นเพียงอำนาจเฉพาะที่กลุ่มอื่นไม่สามารถทำได้ดีเท่าตุลาการ หรือแม้กลุ่มอื่นอาจจะทำได้ดีกว่า แต่ก็ไม่ถูกยอมรับว่าถูกต้องเช่นเดียวกัน ดังนั้นประเด็นอาจจะไม่ใช่อยู่ที่ตัวบทกฎหมาย แต่หมายถึง ผู้อ่านและตัดสินกฎหมายย่อมสำคัญกว่าตัวกฎหมายอยู่ดี กฎหมายรัฐธรรมนูญอาจกลายเป็นตัวบทกฎหมายที่นักติดสินคดีความสามารถใช้กระบวนการเชิงเทคนิคอุดช่องว่าง(เพื่อใคร ประชาชน ส่วนตน หรือองค์กรอื่นๆ) และอาศัยอำนาจที่ตัวเองมีในการตัดสินเพื่อกำหนดความถูกผิดได้

                อำนาจแบบนี้แหละครับที่ผมว่าน่ากลัว เพราะมันคืออำนาจที่ประชาชนไม่สามารถล้มล้างได้ ไม่สามารถขัดขืนได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีสิ่งอื่นมากำกับอำนาจนี้ให้มีความคงเส้นคงวา หรือความเที่ยงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในขณะที่กฎหมายแพ่ง และอาญามีสิ่งกำกับ แต่กฎหมายรัฐธรรมนูญไม่มีสิ่งกำกับดังนั้นระบบความชอบธรรมในการตีความจึงขาดหลักปฏิบัติที่เที่ยงและเป็นธรรม

                ขนาดนักปรัชญาสังคมศาสตร์ยังไม่เคยเชื่อเรื่อง ความเที่ยงของมนุษย์เลย พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่เชื่อ มนุษย์โดยทั่วไปยังอยู่กับ โลภ โกรธ หลง มีอารมณ์ และความรู้สึก ดังนั้นเกณฑ์ที่จะเป็นปรวิสัยจะต้องใช้เครื่องมือที่เข้มข้นเพราะไม่เช่นนั้นมันจะหนีไม่พ้นอัตวิสัยอยู่ดี สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นได้จากการตีความ และก็เห็นไปทำนองเดียวกับอาจารย์วรเจตน์ (อ.กฎหมาย) คือ การพุ่งเป้าไปที่ความสัมพันธ์ทางเครือญาติระหว่างนายกรัฐมนตรี กับ พลตำรวจเอกเพียวพันธุ์   ดามาพงศ์ ผมคิดว่าการเมืองเรื่องเครือญาติเพียงอย่างเดียวอาจทำให้เราหลุดประเด็นสำคัญไปก็คือ พลตำรวจเอกได้ผ่านกระบวนการสรรหาจาก คตช อย่างถูกต้องหรือไม่ มีคุณสมบัติเพียงพอตามเกณฑ์ของผู้ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่ หรือเป็นไปตามประมวลจริยธรรมหรือไม่ เท่าที่ผมสำรวจดูเบื้องต้นคุณสมบัติครบ แต่ยังไม่ได้ดูเชิงลึก ดังนั้นพลตำรวจเอกเพียวพันธุ์  จึงมีสิทธิ และไม่ใช่ในฐานะเครือญาติ แต่เป็นผู้ที่มีความเหมาะสมตามคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. และเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีที่มีสิทธิที่จะเสนอชื่อและกราบบังคมทูลแต่ตั้ง ดังนั้นการมองเรื่องความเป็นเครือญาติจึงอาจบิดเบือนข้อเท็จจริงบางประการที่ผลเอกเพียวพันธุ์  ดามาพงศ์มีคุณสมบัติเหมาะสมตามตำแหน่งหน้าที่นั้นๆ หรือไม่ก็อาจมองด้วยอคติว่า เครือญาติจะต้องมีประโยชน์ร่วม ก็ได้(อันนี้ต้องไปพิสูจน์ซึ่งอาจมีหรือไม่มีก็ได้) ผมพยายามสะท้อนว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ใช้หลักปกติทางกฎหมาย แต่มองถึงความสัมพันธ์ทางเครือญาติมากกว่า จึงทำให้ผมรู้สึกว่าอาจทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการมองข้อพิพาทของศาลรัฐธรรมนูญ

                ถ้าเราจะใช้เรื่องความสัมพันธ์ทางเครือญาติมาตัดสินนั้นจะทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในหลักปกติทางกฎหมายทันที เพราะว่าใครก็แล้วแต่ถ้ามีความสามารถ หรือเป็นบุคคลที่ผ่านเงื่อนไขในการดำรงตำแหน่ง แต่ถ้าเป็นญาติกับนักการเมืองหรือผู้มีอำนาจคนใด นั่นย่อมหมายความว่าเขาต้องถูกตัดสิทธิจากการดำรงตำแหน่ง เพียงเพราะเขาดีหมดทุกอย่างเพียงแต่มีญาติเป็นชนนั้นนำทางการเมืองการปกครอง หลักแบบนี้ขัดต่อกฎหมายสากลว่าด้วยการเลือกปฏิบัติอย่างยิ่ง ขัดต่อหลักความเท่าเทียมกันของโอกาสอีกด้วย

ข้อเสนอแนะ

                สิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอก็คือประเด็นเรื่องของการข้ามอำนาจศาล ซึ่งแม้ว่าจะตีความกันคนละประเด็น ระหว่างศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครอง แต่ผมเห็นว่า การใช้คำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายเป็นเรื่องทางปกครอง แต่ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องและวินิจฉัยอีก ถ้าเช่นนั้นหลักปฏิบัติต่อไป ผมคิดว่าคงจะมีการรับเรื่องอีกมากมายและคร่อมหน้าที่กันระหว่างศาลรัฐธรรมนูญกับศาลอื่นๆ อันเนื่องมากจากหลักการวินิจฉัยการรับเรื่องยังมีความคลุมเครืออยู่ จึงอาจอาศัยอัตวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในการรับเรื่องได้ ถือเป็นการลัดคิวโดยขาดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะให้เหตุผลเรื่องความน่าจะเป็นในการแต่งตั้งโยกย้ายอาจมีการก้าวก่ายศักดิ์ศรีของข้าราชการประจำ ผมก็ตีความได้ไหมว่า ถ้าต่ำกว่าคือ ได้ตำแหน่งที่ต่ำกว่า ถูกลดเงินเดือน หรือข้าราชการยึดติดกับตำแหน่งเดิมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งผมก็มองเห็นว่าข้าราชการประจำในระบบประชาธิปไตยก็ถูกกำกับด้วยฝ่ายการเมือง การโยกย้ายที่ใช้หลักปกติเป็นการลดศักดิ์ศรีหรือไม่

หรือวัฒนธรรมของระบบราชการไทยคือการย้ายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งถือเป็นการกลั่นแกล้งและทำลายศักดิ์ศรี โดยเชื่อว่าฝ่ายการเมืองอาศัยวาทกรรมเรื่อง “ความเหมาะสม” ผมคิดว่าข้าราชการไทยอาจต้องทำความเข้าใจต่อวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของระบบราชการเสียใหม่ จะได้ไม่ยึดติดกับตำแหน่งมากนัก และมองว่านักการเมืองรุมจะกลั่นแกล้งโยกย้ายตลอดเวลา และผมก็ยังเห็นว่าศาลปกครองได้ทำหน้าที่ไต่สวนแล้ว แต่การพิจารณาซ้ำของศาลรัฐธรรมนูญกลับยิ่งทำให้ขอบเขตของอำนาจศาลรัฐธรรมนูญยิ่งกว้างขวาง

                อคติจากความเกลียดชังของมนุษย์มีได้(ในสถานะของปุถุชน) แต่ถ้าสวมตำแหน่งบทบาทหน้าที่จะต้องใช้หลักปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ในการปฏิบัติตามตำแหน่งหน้าที่ด้วยความเท่าเทียม เสมอภาค และเป็นธรรม อย่าใช้อัตวิสัยที่เกิดจากความไม่เที่ยง และอคติ ในฐานะที่ท่านใช้อำนาจพิเศษเหนือคนทั่วไปหรือองค์กรอื่นใด เพราะท่านเป็นศาลที่วินิจฉัยความถูกต้องของกฎหมายสูงสุด  การตัดสินของท่านมีผลผูกพันทุกองค์กร และเป็นผู้สถิตความยุติธรรมให้บังเกิดในระบอบนิติรัฐ ท่านต้องไม่ลืมที่จะคำนึงถึงหลักกฎหมาย หลักประชาธิปไตย หลักความเสมอภาคเท่าเทียม และหลักความเป็นกลาง หากท่านขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ท่านจะไม่สามารถใช้อำนาจพิเศษในทางที่ชอบธรรมได้ เพราะท่านได้ทำลายความเท่าเทียมกันของมนุษย์ไปหมดแล้ว เพียงเพราะท่านอาจเชื่อว่าคน กับ กับที่งามต่างกัน คนที่งามเท่านั้นจะได้เป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ นั่นคือสิ่งที่ขัดต่อระบอบประชาธิปไตยที่เชื่อว่า คนเท่ากัน ย่อมมีสิทธิและโอกาสเสมอกัน

                  

                 

                 

                 

 



[i] นักวิชาการอิสระด้านการศึกษา สังคม วัฒนธรรม

โดย ส่องสร้างสังคม

 

กลับไปที่ www.oknation.net