วันที่ อาทิตย์ พฤษภาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ยุคสมัยของบ่อน้ำ ที่เคยเป็นตำนานแถวบ้าน ที่ท่าเคย


บ่อน้ำร้าง ในส่วนปาล์ม กับบ่อน้ำสีเหลืองเล็กๆ ที่มีน้ำสีเหลืองขุ่นๆ  

ถ้าไม่มีใครมาบอกกล่าว เราก็จะไม่มีวันรู้เลยว่า มันเคยเป็นบ่อน้ำที่มีความสำคัญมาก กับผู้คนในยุคสมัยหนึ่ง  

เป็นแหล่งน้ำจืด น้ำกินน้ำใช้ ของคนทั้งชุมชน และหมู่บ้านใกล้เคียง

 

(บ่อหลวง)

(บ่อน้อย)

 

คุณตุ๊กก็เป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่เคยอยู่ร่วมยุคสมัยปลายๆ ของการพึ่งพาอาศัยบ่อน้ำทั้งสองบ่อ

"บ่อหลวง" สำหรับแหล่งน้ำดื่ม โดยเฉพาะในฤดูแล้ง "บ่อน้อย" เป็นบ่อน้ำใช้ สองบ่อนี้ไม่เคยขาดน้ำ เสมือนว่ามีเพียงพอเสมอ สำหรับหล่อเลี้ยงและปราณีทุกชีวิตในย่านนี้

 

“บ่อน้อย” คนเก่าคนแก่บอกว่า บ่อน้อยเคยเป็นบ่อน้ำของทุกคนในหมู่บ้าน คนมาอาบน้ำและขนน้ำจากที่นี่

คุณตุ๊กไม่เคยได้มีประสบการณ์ร่วม ไม่เคยไปอาบน้ำที่นั่น   แต่พอจะคาดเดาบรรยากาศได้ เพราะสมัยโน่นบ่อน้ำ สระน้ำ ถ้ามีที่ไหน ในฤดูแล้งก็จะเป็นแหล่งรวมผู้คน วัยรุ่นก็ไปเจอกันได้ 

 

 (สภาพของบ่อน้อยและสิ่งแวดล้อม ในส่วนปาล์ม ณ ปัจจุบัน)

 

 

 

ส่วน “บ่อหลวง” สมัยคุณตุ๊กยังเด็ก ในเดือนเมษายน หรือฤดูแล้ง ทุกปีถนนเส้นนี้ จะมีคาราวานของผู้แสวงหาน้ำจืด  จำนวนเที่ยวของการขนน้ำเยอะขนาดที่สามารถทำให้ถนนลูกรังช่วงระหว่างบ่อน้ำจนขึ้นถนนลาดยาง กลายเป็นถนนปลอดฝุ่น  เพราะเปียกน้ำที่หกกระเด็นจากการหาบบ้าง การใส่รถเข็น ขนน้ำกลับไปใส่โอ่งใส่ไห เก็บไว้ดื่มที่บ้าน

 ปู่ย่า ตายาย ถือว่าการได้ดื่มน้ำบ่อหลวงเป็นสิ่งพิเศษ  ทุกคนจะพูดเหมือนๆกันว่าดื่มน้ำบ่อหลวงรู้สึกเย็นชื่นใจ  ผู้คนมีความอุ่นใจกับแหล่งน้ำดื่มที่เชื่อกันว่าศักดิ์สิทธ์  น้ำดื่มไม่เคยแห้งเหือด แม้ในปีที่ฤดูแล้งยาวนานเป็นพิเศษ

 

คุณตุ๊กได้ไปร่วมขนน้ำกับเค้าอยู่สองปี ระยะทางจากบ่อหลวงถึงบ้านคุณตุ๊ก น่าจะสองกิโลเมตรกว่าๆ รวมระยะทางไป กลับเกือบ 5 กิโลเมตร  

เป็นการไปเอาน้ำด้วยความอยากจะมีความรู้สึกร่วม และเจอผู้คน เพราะทุกบ้านจะมีน้ำดื่มบ่อหลวงให้ดื่ม มากกว่าความจำเป็นต้องไป

ที่พูดอย่างนี้เพราะย่าคุณตุ๊กเป็นผู้หญิงเตรียมการและเธอขยันมาก บ้านเราเลยมีน้ำฝนเก็บใส่โอ่งไว้ใต้ถุนบ้านอย่างเพียงพอ ที่จะสามารถผ่านพ้นหน้าแล้งไปได้โดยไม่เดือดร้อน จึงไม่มีความจำเป็นเรื่องต้องไปหาบน้ำมาจากระยะทางไกลๆ แบบนั้น 

แต่ไม่ใช่ทุกบ้านจะมีโอ่ง เป็นห้าหกสิบใบอย่างย่าคุณตุ๊ก  หลายๆครอบครัวใช้เวลาเป็นวันๆ และมาไกลเกินกว่า 10 กิโลเมตรเพื่อขนน้ำไปเก็บไว้ดื่ม และขนน้ำเที่ยวแล้วเที่ยวเล่า จนกว่าฝนรอบหน้าจะตกอีกครั้ง

 

 

 (ศาลาที่บูรณะล่าสุด)

การก้าวเข้าสู่ยุคพัฒนา ชุมชนเริ่มมีบ่อน้ำที่ได้รับงบประมาณจากภาครัฐเข้ามาขุดเจาะบ่อบาดาล หรือเราเรียกว่าบ่อโยกเข้ามาทดแทนบ่อตักชุมชน ยุคบ่อโยกน่าจะมาพร้อมๆ กับการรณรงค์ให้คนในชนบทมีส้วมซึม และทุกบ้านได้รับการแจกอุปกรณ์การทำส้วมซึม แทนส้วมหลุม และวิ่งทุ่ง เรายังคงตักน้ำจากบ่ออาบที่บ้านเรา รอโน่นแหละฤดูร้อนสมัยหน้า ค่อยไปรวมตัวกันที่บ่อโยก

 

 

ยังมีหลายๆ ครอบครัวไปตักน้ำไว้ดื่ม

 

นั่นคือยุคสมัยที่คุณตุ๊กจดจำได้

แต่ทั้งบ่อหลวงและบ่อน้อย มีประวัติที่เหมือนตำนานที่เล่าต่อๆกันมา  รุ่นคุณย่าคุณตุ๊กก็เป็นตำนานมาแล้ว และบ่อน้ำก็ยังคงเป็นที่พึ่งพาหลักโดยเฉพาะบ่อหลวง ที่เป็นน้ำจืดสีเหลือง ตามตำนานเมื่อเจ็บป่วย อฐิฐานก่อนดื่ม ก็จะหายป่วยไข้ ยังมีตำนานเล่าเรื่องพญานาค มาปรากฏตัวที่บ่อนี้อีกนะ และ.............

เรื่องมักจะเริ่มต้นด้วย ในสมัยโบราณ โบราณของปู่ย่าอีกนะ  

"บริเวณนี้เคยเป็นเมืองใหญ่ มีเจ้าเมือง มีภรรยาหลวง และภรรยาน้อย   แต่ไม่มีหลักฐานว่าบ้านเจ้าเมืองอยู่ตรงไหน เรื่องเล่าต่อๆก็มีเรื่องพบทรัพย์สมบัติ เครืองทองเครื่องเงิน คนที่เชื่อเรื่องเล่าก็มีการมาขุดพบทรัพย์สิน แต่ย่าก็ไม่เห็นซักชิ้น บ้านเรือนก็ไม่เคยมีหลักฐาน มีแต่หลักฐานที่ชี้ได้ว่า ตรงนี้ตรงนั้นเคยเป็นนั่นนี่ มีป่าช้าเก่าแก่ แต่ที่เห็นชัดมีแน่ๆ คือบ่อน้ำทั้งสองบ่อ

( แต่ตำนานคงมีความเป็นไปได้เยอะ เพราะท่าเคยอยู่ติดกับเมืองไชยา หรืออาณาจักรศรีวิชัยในอดีต)

 

 

 

คุณตุ๊กได้พยายามสืบถาม คนในชุมชนหลายๆคน แต่เหมือนเรื่องมันเลือนๆ ลางๆ ลดความสำคัญลงไปตามสภาพของบ่อในปัจจุบัน ใครละจะอยากรู้ หรือจดจำสิ่งที่ไม่สำคัญอีกต่อไป

มีบทกลอนที่คุณตาวัย 85 ท่องให้ฟัง ในสมัยบูรณะบ่อโดย เป็นการเล่าว่า

พระครูรัตนวิมล หรือปู่หลวงแบน เกกิอาจารย์ที่เป็นที่เคารพว่าศักดิ์สิทธิ์  ของวัดอัมพาราม หรือวัดท่าเคย เคยบูรณะบ่อในยุคท่านยังหนุ่มๆ ครั้งหนึ่ง ในการบูรณะครั้งนั้น มีการรื้อบ่อพบว่าที่ก้นบ่อมีแผ่นหินที่บันทึกเป็นอักขระอักษรขอม ซึ่งไม่มีใครสามารถอ่านออก และเป็นหลักฐานยืนยันว่าบ่อนี้มีมายาวนาน เพราะเป็นตำนานก่อนปู่ย่าของรุ่นเรา

“ ปีชวด.........

ผ่านแล้วสามฝน

เจ้าพระครูรัตนวิมล สร้างศาลา

พร้อมญาติ มอบบาทให้  หกร้อยรวมผสม”

 

 

มีคำบอกเล่าว่ามีศาลาเก่าตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก ซึ่งผุพังไปมาก

ปู่หลวงแบนจึงไปสร้างศาลาหลังใหม่ คือหลังนี้

พ่อคุณตุ๊กบอกว่าพ่อพอจำได้เลือนๆ ว่าไปร่วมงานฉลองศาลา ฉลองกัน 3 วัน 3 คืน  แต่ยังเด็กมาก  นั่นก็หกสิบกว่าปีก่อนแล้ว

และศาลาหลังนี้บูรณะใหม่อีกครั้ง  เมื่อประมาณเกือบสี่สิบปีที่แล้ว ตัวอักษรที่เขียน จำนวนเงินที่บริจาค ห้าบาทสิบบาท มีค่าเยอะมากนะในสมัยนั้น

 

 

ที่บ่อน้อย ทายาทเจ้าเมือง ก็สืบสานกันมารุ่นต่อรุ่น  พ่อคุณตุ๊กจำได้ว่า มีคนรุ่นหลัง ที่เป็นทายาทรุ่นคุณตาคุณยาย ของพ่อคุณตุ๊ก

ซึ่งคนบอกว่านั่นสืบเซื้อสายทายาทเจ้าเมือง รุ่นหลาน เหลน : ชื่อ ยายเปลื้อง ตาเนื่อง ยายเจียม ยายจี๊ด 

มันจะยาวนานกี่ชั่วอายุคน เมื่อคุณทวดของคุณทวด ของคุณย่าคุณตุ๊ก เป็นข้าราชการฝ่ายยุติธรรมในสมัยโน้น

(เรื่องที่ย่าเล่าให้ฟังสมัยเด็ก และดูถูกปู่นิดๆ ว่าปู่มาจากคนป่า คนเถื่อน พวกโจรป่า มาแต่งงานกับย่า  ว่าไปนั่น แต่ตอนที่เค้าให้ต้ังนามสกุลใหม่ๆ ต้นตระกูลปู่คุณตุ๊ก ใช้นามสกุล  "เสือกลิ้ง" ชายผู้เป็นเสือร้าย ....แล้วมากลายเป็นโสมกลิ่น  ซึ่งก็ไม่ผิดคำย่านักหรอก )

ซึ่งวังหลวงก็น่าจะอยู่ในชุมชนบ่อน้อย มีข้าทาสบริวาร สืบสานมาจนถึงยุคเลิกทาส  ชุมชนก็กระจายออกไป มีหมู่บ้าน บ้านบ่อน้อย บ้านหวย บ้านใหญ่ บ้านไฝ่ โหล๊ะงาน

มันกี่แผ่นดินกันละนี่...

 

แล้วเมืองนี้ขึ้นเป็นเมืองบริวารของเมืองไหนกันละ....

บ่อก็ได้รับการบูรณะมาหลายยุคสมัย  จนเหมือนจะสิ้นสุดที่ยุคนี้ละมั๊งคะ

กระแสของความเจริญโยกย้ายตามสายน้ำ ตามถนนหนทางที่เกิดใหม่ และจุดรวมผู้คน และความทันสมัยของสิ่งอำนวยความสะดวก

 

(คนแก่บางคนบอกว่า อาจจะเป็นเรื่องเล่ายาวนานสมัยพุทธกาล สำหรับคุณตุ๊กดูมันก็นานเกินไป ก้อนอิฐที่บูรณะยังดูไม่โบราณขนาดนั้น )

 

(ขันน้ำใบนี้ ตั้งไว้หลายปีแล้ว สำหรับคนผ่านทาง แวะตักน้ำดื่ม)

วันนี้แค่ตามรอย ยุคสมัยเมื่อคุณตุ๊กเป็นเด็ก เดินตามเส้นทางที่เราเคยเดินอีกครั้ง  เราเห็นว่ามันเป็นความยากลำบากมากๆสมัยโน้น

แต่ความยากลำบากไม่ใช่ความทุกข์  ไม่รู้ด้วยช้ำว่านั่นคือความยากลำบาก  จริงๆ แล้วไม่มีอะไรทำให้เราทุกข์ได้หรอก นอกจากจิตใจเราเอง และวิธีคิดของเราเองเท่านั้นแหละ

 

นี้คือสีของน้ำที่เราดื่ม น้ำจากบ่อหลวงที่เคยมีคาราวานขนน้ำ  ขนกันตั้งแต่เช้ายันค่ำในเดือนเมษายน

... และคุณตุ๊กขอสารภาพ ว่ายังดื่มน้ำนี้ได้อย่างสนิทใจ แต่ไม่กล้าดื่มมากมายอย่างเป็นทางการแบบสมัยก่อน

 

 

 

 

โดย คุณตุ๊ก

 

กลับไปที่ www.oknation.net