วันที่ อาทิตย์ พฤษภาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทางแยกประเทศไทย


photo by New York Times www.nytimes.com

นับถึงเวลานี้ เราเดินทางท่ามกลางความขัดแย้งและความสูญเสียมาไกลมากแล้ว นับตั้งแต่การรัฐประหาร 2549 ซึ่งได้ทำลายพัฒนาการหลายอย่างของสังคมลงไป จนแบ่งประชาชนออกเป็น 2 ขั้วข้างทางการเมือง และทิ้งความเกลียดชังไว้เบื้องหลังมากพอ จนถึงจุดประทุของเหตุการณ์ในปัจจุบัน

บางคนอาจบอกว่า สาเหตุของปัญหายุคใหม่เกิดขึ้นภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2540 เพราะการละเมิดหลักนิติธรรมและกระบวนการบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ ได้นําไปสู่การใช้อํานาจนอกระบบในการแก้ไขปัญหา ซึ่งได้ทำลายพลวัตรประชาธิปไตยและพัฒนาการของขบวนการประชาชนลงอย่างน่าเสียดาย ต้นเหตุของปัญหาครั้งแรกนั้น ว่ากันว่าเกิดจากคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในปี 2547 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาใน “คดีซุกหุ้น” ว่ากระทําผิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักแห่งกฎหมายแต่อย่างใดตามรายงานของ คอป.

น่าเสียดายที่เราผ่านพ้นเหตุการณ์พฤษภาวิปโยคมาในปี 2535 ด้วยความเชื่อมั่นว่าสังคมประชาธิปไตยจะเติบโต ภายหลังกองทัพได้ขอโทษผู้สูญเสีย และมีกฎระเบียบกลาโหมออกมาว่า การจะใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามหรือสลายการชุมนุมของประชาชน สามารถทำได้โดยใช้มติคณะรัฐมนตรีเท่านั้น แต่เราได้สูญเสียบรรทัดฐานต่อมา ด้วยการออกกฎหมายอำนาจพิเศษที่ละเว้นความรับผิดชอบทั้งทางอาญาและทางปกครองแก่ผู้นำที่เผด็จอำนาจ โดยเฉพาะกฎหมายการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ปี 2548 และกฎหมายความมั่นคงฯ ปี 2551 ซึ่งล้วนเป็นกฎหมายเผด็จการชัดเจน

ด้วยการบิดเบือนหลักนิติธรรมและอำนาจตามกฎหมายพิเศษดังกล่าว ไม่ว่าใครเข้ามาเป็นรัฐบาล พวกเขาก็เผด็จอำนาจปราบปรามประชาชนในฐานะชนชั้นปกครองเหมือนกันไปหมด อนาคตของประชาธิปไตยไทยหายใจแผ่วเบานับตั้งแต่กฎหมายเหล่านั้นออกมาแล้ว

มิพักต้องพูดถึงกฎหมายนิรโทษกรรมที่ผ่านมาเลยว่า ประเทศไทยไม่เคยสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองและกระบวนการยุติธรรมต่อผู้นำรัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงเลย เพราะพวกเขามักออกกฎหมายล้มล้างความผิดให้ตนเองในเวลาต่อมา ยิ่งมีอำนาจพิเศษตามกฎหมายใหม่ด้วยแล้ว พวกเขาก็ไม่เคยกลัวที่จะรับผิดทางอาญาจากการเข่นฆ่าปราบปรามประชาชน หรือจากข้อหากบฏจากการรัฐประหาร ดังจะเห็นได้ชัดเจนจากวัฒนธรรมการอุ้มฆ่าของเจ้าหน้าที่รัฐไทย ที่อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อไม่ให้รับผิดในข้อหาฆ่าคนตาย

ดังนั้น คงสิ้นหวังว่าประเทศไทยจะมีใครมีความรับผิดชอบทางการเมืองสูงเหมือนประเทศเกาหลีใต้หรือญี่ปุ่นในอนาคตอันใกล้นี้ ตราบใดที่เราไม่เคยสร้างบรรทัดฐานความรับผิดทางการเมืองขึ้นมา

และเราจะสร้างบรรทัดฐานความรับผิดทางการเมืองขึ้นมาได้นั้น เราจะต้องยกเลิกกฎหมายที่ให้อำนาจพิเศษเหล่านั้นลงให้หมดเสียก่อน หาไม่แล้ว เราก็พายเรืออยู่ในอ่าง ล้มลุกคลุกคลานในวัฏจักรการเมืองน้ำเน่าเหมือนเดิมต่อไป

ไม่มีใครรับผิดชอบในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ไม่มีใครรับผิดชอบในเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 และยังไม่มีใครรับผิดชอบในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2553 แต่ก็ยังดีที่กฎหมายนิรโทษกรรมในเรื่องดังกล่าวตกไป เพราะการเคลื่อนไหวของประชาชน

เมื่อนักการเมืองเล่นการเมืองไม่มีความรับผิดชอบ นับถึงเวลานี้ เราจึงเดินทางท่ามกลางความขัดแย้งและความสูญเสียมาไกลมากพอแล้ว กับหลายชีวิตวีรชนที่ล้มตายหายหน้าไป ท่ามกลางอุดมการณ์ทางการเมืองสีเสื้อต่างๆ นับตั้งแต่การรัฐประหาร 2549 บนทางแยกของประเทศไทยที่ดูเหมือนเดินมาถึงจุดแตกหัก ไม่มีใครยอมใคร และดูเหมือนไม่มีทางออกจากความขัดแย้ง

 

อีกฝั่งหนึ่งต้องการเลือกตั้งก่อนปฏิรูป และอีกฝั่งหนึ่งต้องการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง บนเส้นที่ทับกันบางๆ ระหว่างสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม กับสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของประชาชน บนสงครามของชนชั้นนำที่พวกเขาไม่เคยต้องแบกรับความผิดและการสูญเสีย

ยุทธวิธี “แบ่งแยกแล้วปกครอง” ล้วนใช้โดยชนชั้นนำมาอย่างต่อเนื่องแต่โบราณ และเราจะรู้เข้าใจได้ก็ต่อเมื่อพบว่า ในระดับ “ชาวบ้าน” พวกเขาลุกขึ้นเข่นฆ่าสังหารกันเองอย่างเอาเป็นเอาตายโดยไม่ได้เป็นใหญ่ ฉันใดก็ฉันนั้น ในวันนี้ หากเราเฝ้ามองสังคมไทยด้วยใจเป็นธรรม เราย่อมเห็นพี่น้องที่มาจากหมู่บ้านเดียวกันกำลังเตรียมอาวุธเข้าห้ำหั่นสัประยุทธ์กันอย่างเมามาย

สำหรับประเทศไทยแล้ว แก่นแท้ของความขัดแย้งไม่ใช่ระหว่างประชาชนกับประชาชน ไม่ใช่ระหว่างพรรคการเมืองกับพรรคการเมือง และยิ่งไม่ใช่ระหว่างสงครามกลางเมืองของชนชั้นนำไทยในขณะนี้

ตัวอย่างจากต่างประเทศและบทเรียนในประวัติศาสตร์ได้บอกเราว่า ประชาธิปไตยจะกินได้อย่างไรถ้าไม่มีความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ เราจะมีเสรีภาพทางการเมืองได้อย่างไร ตราบใดที่รัฐสภายังเป็นเผด็จการพรรคการเมือง เราจะสู้เพื่อใคร ตราบใดที่ปัญหาทางชนชั้นยังถูกเลือกปฏิบัติในรัฐธรรมนูญและกฎหมายอยู่

ในทางการเมือง ที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบังคับให้รัฐมนตรีต้องจบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป และบังคับให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง ประเทศไทยจะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไรหากไม่แก้ไขเรื่องเหล่านี้ ยังไม่นับรวมถึงเสรีภาพทางความคิดที่ประเทศไทยยังดำรงกฎหมายที่ล้าหลังอยู่ ยิ่งมิพักต้องพูดถึงว่า ข้อเสนอมาตรา 7 ตามรัฐธรรมนูญ ยิ่งไม่ใช่ทางออกของทางการเมืองไทย และไม่ใช่หนทางแห่งประชาธิปไตยแต่อย่างใด

ในทางเศรษฐกิจ ที่ชนชั้นนำผูกขาดตลาดและรัฐสภา การเลือกตั้งอาจเป็นแค่รูปแบบเพื่อให้ทุกคนดูเหมือนจะมีสิทธิเสมอภาคกันโดยพื้นฐาน แต่ก็กำหนดบทบาทคนจนส่วนมากในสังคมให้เป็นทาสในระบบทุนนิยมต่อไปแม้จะมีอำนาจเลือกตั้งก็ตาม
เราจะเลือกตั้งอย่างไรถ้าไม่มีตัวเลือก เราจะปฏิรูปอะไรถ้าไม่มีข้อเสนอ เราจะปฏิวัติอย่างไรถ้าไม่มีอุดมการณ์ชี้นำ

เราไม่อาจแยกสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม กับสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ออกจากกันได้ เช่นเดียวกับที่เราไม่อาจปฏิรูปได้ถ้าไม่มีการเลือกตั้ง และเราไม่อาจเลือกตั้งได้อย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม หากไม่ยกเลิกการบังคับ ส.ส.สังกัดพรรค และยกเลิกกฎหมายพรรคการเมือง เพื่อสร้างระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาที่แท้จริง.

 

 

photo by New York Times www.nytimes.com

(เผยแพร่ครั้งแรก คอลัมน์โลกและเรา-เมธา มาสขาว หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับแทบลอยด์วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม 2557)

 

โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net