วันที่ อังคาร พฤษภาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ชัยชนะของ นปช. โดย ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์


ชัยชนะของ นปช.โดย ศ.ดร.นิธิ     เอียวศรีวงศ์ ผลิตซ้ำวาทกรรมโดย ชลเทพ    ปั้นบุญชู

มีข่าวลือว่า ในวันที่ 9 พ.ค. เมื่อ กปปส.ประกาศชุมนุมใหญ่เพื่อจัดตั้งรัฐบาลนอกรัฐธรรมนูญนั้น มีหน่วยทหารจากสระบุรียกกำลังเดินทางเข้ากรุงเทพฯ แต่ก็ได้รับคำสั่งให้กลับฐานก่อนจะมาถึงกรุงเทพฯ ไม่ว่าข่าวลือนี้จะเป็นจริงหรือไม่ การรัฐประหารด้วยกำลังกองทัพเป็นหนึ่งใน "ความเป็นไปได้" เสมอ

การชุมนุมด้วยฝูงชนท่วมท้นถนนอักษะของ นปช.ในวันที่ 10 เป็นต้นมา ทำให้เห็นได้ชัดว่า หากกองทัพทำรัฐประหาร เรื่องก็จะไม่ "จบ" อย่างแน่นอน เพียงแต่ขึ้นบทใหม่ที่อาจจะวุ่นวายปั่นป่วนกว่าเดิม จนกระทั่งยิ่งยากขึ้นที่จะกู้คืนประเทศไทยกลับคืนมา เพราะไม่มีทางที่รัฐบาลใหม่ซึ่งขาดความชอบธรรม จะสามารถ "ปกครอง" ประเทศไทยต่อไปได้ เพราะฐานความชอบธรรมของรัฐบาลรัฐประหารซึ่งเคยเป็นที่ยอมรับ จะไม่ได้รับการยอมรับอีกต่อไป กระเทือนไปถึงที่มาแห่งความชอบธรรมเช่นนั้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏในประเทศไทยมาตั้งแต่ 2490

และนี่คือเหตุผลที่คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เรียกร้อง "ผู้ใหญ่" ให้ประชุมหารือกันเพื่อเสนอนายกฯ คนกลาง แปลว่า กปปส.ต้องหันมาพึ่งบารมีของ "ผู้ใหญ่" หรือสถาบันที่สังคมไทยถือว่าควรเคารพนับถือ คือประธานวุฒิสภา (ซึ่งเป็นประธาน "เถื่อน" หรือไม่ยังไม่มีใครทราบแน่) ประธานศาลรัฐธรรมนูญ, ประธานศาลปกครอง, ประธานศาลฎีกา และประธาน กกต. แต่ "ผู้ใหญ่" เหล่านี้ยังดำรงรักษาความศรัทธาของประชาชนไทยได้เหมือนเดิมหรือไม่ ในฐานะผู้ผ่านการเมืองมานาน คุณสุเทพก็คงคาดเดาได้ แม้กระนั้นคุณสุเทพก็ไม่มีทางเลือกที่ดีไปกว่านี้

ที่น่าสังเกตก็คือ "ผู้ใหญ่" ที่มีอำนาจบันดาลให้เป้าหมายของคุณสุเทพบรรลุผลคือผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้งหลาย ไม่ถูกรวมในบัญชี "ผู้ใหญ่" ของ กปปส. และด้วยเหตุดังนั้น ใครๆ ก็คงพอเดาได้ว่า "ผู้ใหญ่" ของคุณสุเทพย่อมเลือกที่จะไม่ตอบสนองข้อเรียกร้องอย่างแน่นอน ยกเว้นประธานวุฒิสภา ซึ่งดังที่กล่าวแล้วว่าสถานะของท่านเองยังเป็นที่สงสัยด้วยซ้ำ อีกทั้งสถาบันวุฒิสภาซึ่งมีสมาชิกที่ถูกเรียกว่า "ลากตั้ง" เข้าไปครึ่งหนึ่งเช่นนี้ จะมีบารมีพอที่สังคมไทยยอมรับข้อเสนอละหรือ (แม้แต่บุคคลที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ นอกรัฐธรรมนูญผู้นั้น จะกล้าตีลูกเฉย โดยไม่รีบออกมาปฏิเสธพัลวันละหรือ)

การเคลื่อนไหวของคุณสุเทพและผู้อยู่เบื้องหลังในระยะนี้ หากใช้ภาษาของบิสมาร์คคือการประกาศการขม้ำระบอบรัฐธรรมนูญโดยปราศจากแม้แต่ฟันปลอม เพราะไม่มีความเป็นไปได้ว่ากองทัพจะทำรัฐประหารในอนาคตอันใกล้ข้างหน้า

ส่วนหนึ่งที่สำคัญมากในการยับยั้งการละเมิดรัฐธรรมนูญไม่ว่าโดยม็อบอันธพาล (ที่มีเบื้องหลัง) หรือโดยกองทัพในครั้งนี้ คือการชุมนุมใหญ่ของ นปช.อย่างปฏิเสธไม่ได้

แต่ชัยชนะนี้จะนำไปสู่อะไร 

เท่าที่สดับตรับฟังจากคำปราศรัยของแกนนำ อีกนิยามหนึ่งของชัยชนะขั้นสุดท้ายคือการเลือกตั้ง ซึ่งไม่สู้จะชัดนักว่า หมายถึงการเลือกตั้งจริงๆ หรือเพียงแค่ได้มีการออก พ.ร.ฎ.กำหนดวันเลือกตั้ง หากหมายถึงการเลือกตั้งจริง ก็คงต้องกินเวลาอีกอย่างน้อยสองเดือน (หรืออาจมากกว่านั้น) ดูออกจะเป็นการเหนื่อยยากมากแก่มวลชนที่เข้าร่วมชุมนุม โดยเฉพาะที่มาจากต่างจังหวัด ความเห็นส่วนตัวของผมจึงคิดว่า น่าจะเอาแค่มี พ.ร.ฎ.เลือกตั้งทั่วไปออกมาแล้ว ซึ่งก็แน่ใจได้ว่าจะต้องมีการเลือกตั้งในวันที่กำหนดอย่างแน่นอน ส่วนจะถูกขัดขวางที่บางหน่วยอีกหรือไม่ ก็ควรอาศัยอารมณ์ของสังคมช่วยบ้าง หากสังคมเห็นว่าอย่างไรเสียก็ต้องเลือกตั้งให้ "จบ" ไปเสียที รัฐบาลรักษาการ, ตำรวจ (และแม้แต่ทหาร), และสังคมโดยรวมก็จะกดดันจนกระทั่งการขัดขวางการเลือกตั้งไม่อาจทำได้อีก

แม้ประเทศไทยสามารถจัดการเลือกตั้งและมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งขึ้นได้ในที่สุด จะถือว่าเป็นชัยชนะหรือการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ประธาน นปช.เรียกร้องหรือไม่ ผมคิดว่าไม่ เพียงแต่กรอหนังกลับมาฉายซ้ำอีกครั้งหนึ่ง คือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็จะร่วมมือกัน ในการล้มรัฐบาลนั้นจนได้อยู่ดี ไม่ว่าคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ จะอยู่ในคุกหรือนอกคุก (หรือต่างประเทศ) ไม่ยากอะไรแก่ฝ่าย "อำมาตย์" ที่จะหาคนอย่างเขามาทำงานป่วนประเทศได้ใหม่

ประธาน นปช.เองก็เคยกล่าวทำนองนี้มาแล้ว จึงเสนอว่าควรใช้การเคลื่อนไหวใหญ่ของ นปช.ไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แต่จะหาดัชนีอะไรเพื่อชี้วัดว่า ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงแล้วหรือยัง ท่ามกลางความสลับซับซ้อนของอำนาจเหล่า "อำมาตย์" ที่ยึดกุมประเทศไทยมานาน

ผมจึงเห็นว่า ควรกำหนดเป้าหมายของชัยชนะในครั้งนี้ให้ชัด พอเป็นไปได้ และเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการนำประเทศไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริงในอนาคต

นั่นคือต้องทำให้กติกาการแข่งขันทางการเมืองเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงเสียก่อนนั่นคือแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยผ่านกระบวนการ ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้ง โดยที่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญของ ส.ส.ร.ชุดนี้ ต้องเปิดกว้างให้แก่การมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเต็มที่ มีกำลังและยุทธวิธีที่จะทำให้ประเด็นสำคัญในรัฐธรรมนูญกลายเป็นวาระแห่งชาติ ที่สื่อต้องเฝ้ารายงานและเปิดการตรวจสอบถกเถียงในสังคมอย่างกว้างขวาง

กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญจะเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเปิดไว้ให้แล้วดังนั้นจึงต้องผ่านมติของรัฐสภา จำเป็นที่พรรคการเมืองซึ่งผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยผ่าน ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องคุมเสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา (คือสองสภารวมกัน) ด้วยเหตุดังนั้น จึงต้องมั่นใจว่าพรรคการเมืองที่จะได้รับเลือกตั้งเข้ามา จะรวมกันมีคะแนนเสียงได้ตามเกณฑ์

จะมั่นใจเช่นนั้นได้ ก็ต้องเรียกร้องให้พรรคการเมืองทุกพรรคแสดงเจตน์จำนงอย่างชัดเจน เป็นพันธะสัญญาต่อมวลชนว่า หากๆ ได้รับเลือกตั้งในภายหน้า จะลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับโดยผ่านการร่างใหม่ของ ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยซึ่งมีโอกาสสูงว่าจะได้ที่นั่งในสภาสูงสุด ต้องเป็นพรรคแรกที่ได้รับเชิญมาให้สัญญากับมวลชนในเรื่องนี้ และควรรวมข้อสัญญาว่า จะไม่นำพรรคที่ไม่ยอมให้สัตยาบันว่าจะแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับเข้าร่วมรัฐบาลโดยเด็ดขาด

จากนั้นก็เป็นพรรคการเมืองอื่นๆทุกพรรค ซึ่งบางพรรคอาจปฏิเสธการให้สัญญาเช่นนี้ ซึ่ง นปช.ต้องประกาศให้ประชาชนไทยผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้รู้โดยทั่วกัน

หากการชุมนุมของ นปช.ทำได้ตามนี้ ผมเชื่อสองประการ 1.จะมีคนที่ไม่ใช่เสื้อแดงอีกมากเข้าร่วมการชุมนุม เพราะคนส่วนใหญ่คงได้เห็นแล้วว่า รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ได้ทำความพินาศย่อยยับแก่ประเทศไทยอย่างไร นับตั้งแต่ถูกประกาศใช้มา 7 ปีนี้ และ 2.การแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ จะกลายเป็นวาระสำคัญที่สุดที่พรรคการเมืองทุกพรรคต้องแสดงจุดยืนในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งต่อไป ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไรก็ตามที (แม้แต่เมื่อกองทัพทำรัฐประหาร ในที่สุดก็ต้องมาลงเอยที่การเลือกตั้งอยู่ดี)

เป็นไปได้อย่างยิ่งว่า ส.ส.ของพรรคการเมืองบางพรรคและ ส.ว.ในรัฐสภาอนาคต จะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าร่าง พ.ร.บ.แก้รัฐธรรมนูญเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และศาลรัฐธรรมนูญ (ชุดนี้หรือชุดหน้าก็จะไม่ต่างกัน) ก็คงอยากจะวินิจฉัยตามนั้น แต่ครั้งนี้ประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญกลายเป็นประเด็นหลักของการหาเสียง ซึ่งแปลว่ามีประชาชนเห็นชอบจำนวนมากทั่วประเทศ

การลงมติของรัฐสภาในสองวาระแรก จึงอาจตามมาด้วย "ธงเขียว" ทั่วไป อย่างที่เคยเกิดมาแล้วในรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งสามารถผ่านความเห็นชอบของรัฐสภามาได้ ทั้งๆ ที่แทบไม่มีนักการเมืองในรัฐสภาสักคนเดียวที่สนับสนุนอย่างจริงใจ (เพราะนักการเมืองจากทุกพรรคล้วนลุกขึ้นแสดงความเห็นตำหนิร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แง่นั้นแง่นี้ตลอด) แต่ในที่สุดก็ต้องผ่านความเห็นชอบเพราะรู้อยู่ว่าประชาชนส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

ความพ่ายแพ้ของพรรคเพื่อไทยในการนำแก้รัฐธรรมนูญเกิดขึ้นเพราะพรรคเพื่อไทยไม่สามารถระดมพลังมวลชนที่กว้างขวางกว่าเสื้อแดง ในการออกมาแสดงความปรารถนาทางการเมืองของตนเอง (ด้วยเหตุใดก็ตามที) อย่าคิดว่านี่เป็นการกดดันศาล ตราบเท่าที่การกดดันนั้นไม่ขัดต่อกฎหมาย (เช่นคุกคามความปลอดภัยในชีวิตและร่างกายของ ตลก.) เหตุใดศาลจึงต้องอยู่เหนือเจตนารมณ์ของสังคม ("ผู้ใหญ่คนดี" ในเวลานี้อีกหลายคนที่เคยกดดันศาลในกรณีอัศวินควายดำมาแล้ว ด้วยข้ออ้างอันเดียวกันนี้ว่า ศาลไม่ควรอยู่เหนือเจตนารมณ์ของสังคม) ศาลมีอำนาจและสิทธิที่จะวินิจฉัยอย่างไรก็ได้ ท่ามกลางการเคลื่อนไหวอย่างคึกคักของประชาชนทั้งประเทศ

หากการชุมนุมของ นปช.บรรลุเป้าที่จะทำให้พรรคการเมืองส่วนใหญ่ ให้คำมั่นสัญญาว่า จะถือเอาการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับเป็นนโยบายอันดับแรกของพรรค นปช.ก็ได้บรรลุชัยชนะที่แท้จริง นั่นคือชัยชนะที่ไม่ต้องหันกลับมาสู่การฉ้อฉลขององค์กรอิสระทั้งหลายที่ข้ามหัวเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างด้านๆเช่นนี้อีก

ชัยชนะอันนี้จะเป็นผลดีต่อประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งไม่ใช่เสื้อแดงอีกด้วย และเป็นก้าวสำคัญที่ นปช.จะพิสูจน์ให้สังคมเห็นว่า ตนไม่ใช่เครื่องมือของทักษิณ หรือพรรคเพื่อไทยเท่านั้น แต่จะเป็นเครื่องมือของพลังประชาธิปไตยทั้งประเทศ ไม่ว่าจะอยู่ในสีอะไร

.......

 

 

(ที่มา:มติชนรายวัน19 พ.ค.2557)

โดย ส่องสร้างสังคม

 

กลับไปที่ www.oknation.net