วันที่ จันทร์ พฤษภาคม 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บทเรียนการรัฐประหารจากอียิปต์



หลังจากเหตุการณ์ "พฤษภาประชาธรรม" ในปี 2535 ที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ทำการรัฐประหาร และ พล.อ.สุจินดา คราประยูร "เสียสัตย์เพื่อชาติ" รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สังคมไทยนึกว่าจะเป็นเหตุการณ์ฝันร้ายครั้งสุดท้าย เมื่อมีการปฏิรูปการเมืองในเวลาต่อมา และมีรัฐธรรมนูญฉบับ 2540

แต่ต่อมาด้วยการเผด็จอำนาจของรัฐบาลพลเรือนและนำสู่ความขัดแย้งของสังคม ประชาชนได้ลุกฮือขึ้นต่อต้านจำนวนมาก จนเกือบเป็นเหตุการณ์ปฏิวัติของพลังประชาชน (People Power) ที่เกิดขึ้นที่ฟิลิปปินส์เมื่อปี 2529 แต่น่าเสียดายที่กองทัพไทยได้ฉวยโอกาสทำการรัฐประหารเสียก่อน พวกเขาตัดตอนและช่วงชิงชัยชนะของประชาชนเพื่อไปเป็นผู้ปกครองที่เผด็จการเสียเอง

อาจจะกล่าวได้ว่า การรัฐประหารรัฐบาลพลเรือนเมื่อปี 2549 ได้นำมาสู่ความรุนแรงในเวลาต่อมาโดยมีผู้เสียชีวิตถึง 92 ศพในเหตุการณ์ปี 2553

บทเรียนของการรัฐประหารในประเทศไทยครั้งนั้น น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ให้บทเรียนสำหรับนักการเมืองและกองทัพว่า ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ได้ของพวกเขา รังแต่จะสร้างหายนะให้แก่สังคมไทยให้ไร้ทางออก และการหาทางออกนอกระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ก็สร้างบาดแผลและรอยร้าวให้แก่สังคมไทยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

น่าเสียดายที่มันเกิดขึ้นอีกครั้ง ในสถานการณ์ที่สังคมไทยขัดแย้งกันจนไม่สามารถเจรจาหาทางออกร่วมกันได้บนวิถีประชาธิปไตย และนำเข้าการรัฐประหารที่ไม่รู้ว่าผลสะเทือนครั้งใหม่จะบานปลายขยายใหญ่มากแค่ไหน แน่นอนแม้มันเป็นความผิดของคณะรัฐประหาร แต่มันก็เป็นความผิดของพวกเราทุกคนด้วยที่ต้องร่วมรับผิดชอบ

ก่อนหน้านี้ ผมได้เสนอบทความเรื่อง "ข้อ เสนอต่อสภาปฏิรูปการเมือง ทางออกจากความขัดแย้ง" ในงานสังคมนิยมประชาธิปไตยเสวนา (Social-DemocracyThink Tank) ที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันพุธที่ 28 สิงหาคม 2556 ว่า ระหว่างเส้นทางปฏิรูปและการปฏิวัติประชาชน สิ่งที่พึงระวังคือ การแย่งชิงอำนาจทางการเมืองนอกวิถีประชาธิปไตย อาจนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดครั้งใหญ่ได้ จึงจำเป็นต้องทบทวนศึกษาบทเรียนจากประเทศอียิปต์ให้ดี

บทเรียนจากการรัฐประหารที่อียิปต์ในเดือนกรกฎาคมปี 2556 นั้น ดูเหมือนจะเป็นการตัดตอนชัยชนะของพลังประชาชนอย่างชัดเจน และคงเหมือนห้วงเวลานี้ของประเทศไทย ที่การชุมนุมต่อต้านรัฐบาลของประชาชนหลายกลุ่มพ่ายแพ้ เพราะทหารได้ช่วงชิงชัยชนะที่กำหนดอนาคตไว้ในมือเพียงคนเดียวไว้หมดแล้ว จนกล่าวได้ว่าประชาชนอาจเป็นแค่เบี้ย หากปล่อยให้ชนชั้นนำเล่นการเมืองกันโดยเอาพวกเขาเป็นเหยื่อ

อะไรจะเกิดขึ้นต่อไปเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการกองทัพบก ได้ตัดสินใจทำการยึดอำนาจการปกครองหรือการรัฐประหาร

บทเรียนจากอียิปต์ ควรได้ย้ำเตือนให้เราเห็นว่า หลังจากที่เกิดเหตุการณ์อาหรับสปริง ประชาชนจำนวนมากได้ลุกขึ้นโค่นล้มอดีตประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัค ในปี 2554 มีผู้เสียชีวิตจากการปราบปรามในครั้งนั้นถึง 846 คน และบาดเจ็บกว่า 6,000 คน กว่าที่เขาจะยอมออกจากตำแหน่ง และต่อมาถูกดำเนินคดีความผิดการทุจริตและการสังหารผู้ชุมนุม

ต่อมาประธานาธิบดีโมหะเหม็ด มูร์ซี ได้เข้าสู่ตำแหน่งผ่านการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนมิถุนายน 2555 แต่ระหว่างที่เขามีอำนาจอยู่กลับใช้อำนาจจนสูญเสียความเชื่อมั่น ประชาชนหลายกลุ่มวิตกกังวลว่าเขาจะดำเนินนโยบายให้กลายเป็นประเทศอิสลาม ตามแนวทางของกลุ่มภราดรภาพมุสลิมที่หนุนหลังเขาอยู่ และการต่อต้านได้ขยายวงกว้างขึ้นภายหลังที่เขาออกประกาศกฤษฎีกาให้อำนาจเหนือการตรวจสอบแก่ตนเอง เหมือนกับกฎหมายพิเศษของเมืองไทย

สถานการณ์เริ่มรุนแรงขึ้นในกลางปี 2556 เมื่อมีการสั่งหารผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลจำนวนหนึ่ง ขณะที่มีผู้ชุมนุมต่อต้านโมหะเหม็ด มูร์ซี ประธานา ธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งมากกว่า 10 ล้านคนในเมืองหลวง และกำลังจะยกระดับเป็นการปฏิวัติประชาชน แต่ต่อมากองทัพได้ออกมารัฐประหารในวันที่ 3 กรกฎาคม 2556 ซึ่งถือเป็นการตัดตอนช่วงชิงชัยชนะของประชาชนเหมือนในเหตุการณ์รัฐประหารของไทยที่ผ่านมาทั้ง 2 เหตุการณ์

ผลก็คือ มีประชาชนจำนวนมากออกมาต่อต้านรัฐประหาร หลายคนไม่อาจยอมรับการตัดตอนพลังประชาชนได้ และปัจจุบันกองทัพได้ปราบปรามประชาชนที่ต่อต้านการรัฐประหารไปมากกว่า 1,000 คน จนกลายเป็นเหตุการณ์ที่เศร้าสลดที่สุดในโลกอาหรับขณะนี้

เป็นเรื่องที่น่าเสียใจที่ประเทศไทยไม่ได้บทเรียนเรื่องเหล่านี้ ผมเสนอความเห็นไว้ตั้งแต่สิงหาคมที่ผ่านมาว่า แน่นอน ประชาชนย่อมสามารถใช้สิทธิได้ตามรัฐธรรมนูญและรัฐบาลต้องหาทางสนองตอบเรื่องเหล่านั้นตามวิถีแห่งการเมือง หากความไม่พอใจของประชาชนขยายตัวไปอย่างกว้างขวาง และรัฐบาลไม่อาจสนองความต้องการได้แล้ว ทางเลือกหนึ่งของระบบรัฐสภาคือรัฐบาลประกาศยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ ระหว่างนั้นหากมีกลุ่มใดเสนอให้ใช้วิธีนอกกระบวนการประชาธิปไตยแล้ว ก็อาจนำเข้าการรัฐประหารของกองทัพเหมือนในอียิปต์ได้ ซึ่งหลังจากนั้นก็จะมีประชาชนลุกขึ้นต่อต้านจนบาดเจ็บล้มตายไม่ต่างกัน หรือกระทั่งเกิดสงครามกลางเมือง, นั่นคือบทเรียนที่เราต้องจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของกองทัพไม่ให้เข้ามาก้าวก่ายความขัดแย้งทางการเมืองทุกกรณี

น่าเสียดายที่ประเทศไทยไม่ได้แก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองด้วยกลไกประชาธิปไตย น่าเสียใจที่นักการเมืองไม่ได้สำรวจความบกพร่องของตนเอง และน่าเศร้าใจที่กองทัพไทยได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกิจการพลเรือนขนาดนี้

ทางออกมีทางเดียวในตอนนี้คือทางที่เข้ามา คืนอำนาจให้ประชาชน แล้วจัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรม.

[เผยแพร่ครั้งแรก คอลัมน์โลกและเรา หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ แทบลอยด์ วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม 2557]
หมายเหตุ: ภาพจาก facebook "People Post"

 

โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net