วันที่ เสาร์ มิถุนายน 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

.....ปากนคร..@..แห่งความหลัง...


 

.

##

ก่อนจะเข้าสู่เรื่องราว..เปิดเพลง  และร้องคลอตามสัก ๑ จบนะครับ...

.

       เพลงปากนครแห่งความหลัง
       คำร้อง/ทำนอง อ.กวี สัตโกวิท
       ขับร้อง/ ชรินทร์ นันทนาคร

.
       โอ้ปากนคร เคยนอนเพราะเป็นบ้านเกิด
       จากไปเพราะใจเตลิด จากบ้านเกิดด้วยความคะนอง
       พี่กลับคราวนี้ น้องพี่อาจมีคู่ปอง
       แม้นเจ้ามีรักร่วมครอง อกพี่คงต้องร้าวราน
       
       ผักตบชวา ลอยตามน้ำมาเป็นหมู่
       ยิ่งมองเหมือนตอนพี่อยู่ ใจหดหู่จากไปเสียนาน
       เหตุการณ์ก่อนนี้ เหมือนเพิ่งผ่านไปเมื่อวาน
       น้องแหวกว่ายธารหลบพี่ แอบที่ผักตบชวา
       
       โอ้น้ำปริ่ม ริมฝั่งน้ำปากนคร
       ราวปากน้องอิ่ม ๆ อ่อน ๆ คิดได้แต่ทอดถอนอุรา
       อยู่ไกลแค่ไหน รู้ไหมโถพี่อุตส่าห์
       ส่งใจตามน้ำลอยมา เพียงน้องอย่าใจดำ

       โอ้ปากนคร ยามเรือสัญจรเข้าออก
       พี่มองน้ำเป็นละลอก พี่อยากบอกกับน้องสักคำ
       ว่าพี่คือน้ำ ไหลหลากอยู่เป็นประจำ
       ซัดฝั่งอยู่วันยังค่ำ ดื่มด่ำที่ได้กลับมา

 

.

อ.กวี  สัตโกวิท  ท่านเป็นนักแต่งเพลงผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่ง  เป็นคนพื้นเพเดิมที่ตำบลปากนคร อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช

อ.กวี สัตโกวิท  ก็เหมือนกับชาวนครฯสมัยก่อน ๆ ส่วนหนึ่งที่เดินทางเข้ามาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ

แล้วมีหน้าที่การงานในเมืองกรุง  รวมไปถึงปักหลักปักฐานมีครอบครัวในเมืองกรุง

เมื่อได้กลับบ้านเกิดแต่ละครั้ง  จะมีความทรงจำเก่า ๆ พรั่งพรูออกมาแตกต่างกันไป

.

ผมไม่ได้มีพื้นเพเดิมเป็นชาวตำบลปากนคร

แต่เป็นเป็นชาวตำบลปากพูน  อยู่ในลุ่มน้ำปากพูน  

ถัดจากลุ่มน้ำปากพูนลงไปทางใต้  จะเป็นลุ่มน้ำปากพญา  ตำบลท่าซัก  

ถัดจากลุ่มน้ำปากพญา  จะเป็นลุ่มน้ำปากนคร

ถัดจากลุ่มน้ำปากนคร จะเป็นลุ่มน้ำปากพนังอันกว้างใหญ่ ในที่สุด

แต่ที่ไม่ควรจะให้อภัย  คือผมไม่เคยเดินทางไปถึงปากน้ำปากนครเลยสักครั้งเดียวในชีวิต

ที่ผ่าน ๆ มา  ก็เพียงไปนั่งทานอาหารทะเลสด ๆ มื้อค่ำหรู ๆ ริมแม่น้ำปากนครเท่านั้น

.

กลับไปเยี่ยมบ้านที่นครฯครั้งนี้  

จึงบอกให้ลูกชายขับรถพาพ่อไปดูทะเลที่ปากนครหน่อยเหอะ

.

.

ปากนคร  อยู่ห่างจากตัวจังหวัดนครศรีธรรมราชไปทางทิศตะวันออกในระยะทาง ๙ กิโลเมตร

ข้อมูลวิกิพีเดีย  บอกไว้ว่า

บ้านปากนครเดิมนั้น ตามประวัติศาสตร์ในสมัยโบราณ มีผู้บอกกล่าวเล่าความเป็นมาว่า

เขาเรียกกันว่า “บ้านทับเคย” ประชากรส่วนใหญ่ในอดีตนั้นประกอบอาชีพประมง เช่น ยอปีก วางอวน ดักซั่ง ราวเบ็ด เป็นต้น

สาเหตุที่เรียกว่าบ้านทับเคยนั้น คือมีการนำเอาลูกกุ้งตัวเล็กมาผสมกับเกลือ คนให้เข้ากันนำมาตากแดดให้แห้งแล้วนำมาบด

ตามภาษาในสมัยโบราณจะเรียกว่า “เชเคย”

โดยการใช้ครกที่ทำด้วยไม้ขนาดใหญ่แล้วมีสาก ลักษณะคล้ายกับกระบอกใช้ตำหรือเชกุ้งตัวเล็กๆ ที่ผสมไว้นั้นให้ละเอียด

จึงเรียกว่าการ “เชเคย” ในสมัยต่อมาใช้เครื่องบด จึงเปลี่ยนมารียกว่า “บดเคย”

เมื่อมีประชากรเข้ามาอาศัยอยู่เพิ่มมากขึ้น จึงตั้งเป็นหมู่บ้าน และใช้ชื่อว่า “บ้านปากน้ำปากนคร”

วิกิพีเดีย ก็ไม่ได้บ่งบอกอะไรเกี่ยวกับปากนครมากมายนัก  

อ่านแล้วได้ความเพียงว่า 

ดินแดนปากนคร  คือแหล่งประกอบอาชีพประมงชายฝั่งของคนนครฯ มาตั้งแต่โบราณนั่นเอง

.

.

.

เราขับรถมาจอดริมทะเลปากแม่น้ำปากนคร

ทะเลแห่งนี้เป็นเวิ้งอ่าว ที่อยู่ในอ้อมกอดของปลายแหลมตะลุมพุก

ไม่มีหาดทรายสวย ๆ   นักท่องเที่ยวไม่สามารถเล่นน้ำทะเลได้

.

.

เทศบาลปากนคร  จึงได้มีการสร้างเป็นสะพานรูปตัวที  ยื่นลงไปในทะเล  เพื่อให้ประชาชนได้นั่งพักผ่อนหย่อนใจ

.

.

มีศาลากันแดดเป็นระยะ ๆ   นี่คือศาลาด้านขวา

.

.

ภาพที่ผมถ่ายมาเป็นเวลาช่วงบ่ายกว่า ๆ แสงเงาไม่งดงามนัก

ไปเจอภาพของคุณ "นาโปเลียน" ซึ่งเขาไปถูกที่ถูกเวลา  จึงได้ภาพมาอย่างงดงามด้วยแสงและสี

เป็นภาพแสงก่อนพระอาทิตย์จะขึ้นครับ...ขออนุญาตนำมาประกอบเรื่องนี้นะครับ

http://www.pixpros.net/forums/showthread.php?t=17878

และภาพนี้ก็เป็นแรงบันดาลใจให้ผมต้องกลับมาที่ศาลตัวทีแห่งนี้อีกสักครั้งในยามเช้าตรู่ในอนาคต

.

.

นี่คือศาลาด้านซ้าย

.

.

และมีศาลาตรงกลางอีก ๒ ศาลา

รองรับผู้คนให้นั่งพักผ่อนปล่อยอารมณ์สบาย ๆ อย่างเพียงพอ

.

.

รวมไปถึงศาลาประดิษฐานหลวงพ่อทวดอีก ๑ ศาลา

.

.

ตัวผมเองพึงพอใจในธรรมชาติที่ได้พบเห็น

อย่างที่บอกไว้ว่า  ณ ที่แห่งนี้ผมเพิ่งจะเดินทางเข้ามาเป็นครั้งแรก

เมื่อมาถึงแล้ว  ผมก็ดื่มด่ำกับธรรมชาติอย่างมีความสุขครับ

.

.

ทะเล  มองยังไงก็เป็นทะเลวันยังค่ำ

จิตของเราต่างหากที่จะปรุงแต่งสิ่งที่เรามองเห็นอย่างไรให้เราเป็นสุข

บางคนเอาความขมขื่นไปทิ้งแม่โขง

แต่วันนี้ผมกลับมารับความสุขที่ทะเลมอบให้

.

.

"ปากแม่น้ำปากนคร"

ไม่ว่าจะเป็นปากแม่น้ำที่ไหลลงทะเลที่ไหน ๆ จะมีลักษณะเช่นนี้ทั้งนั้นครับ  

แตกต่างกันก็เพียงขนาดความกว้างใหญ่ของปากแม่น้ำ

แต่อารมณ์ที่ได้มาเห็นปากน้ำนี่ซีครับเรื่องใหญ่

.

ตัวมาปากน้ำ น้ำตาเจ้ากรรม พรำร่วง
มันรินล้นทรวง รดแด ร้อนดวง  ร่วงพรำ จนช้ำเลือดตรม
อยากผลักชีวิตผลอย คล้อยลอยน้ำไปตามคลื่นลม
ระทวยระทม แล้วจมร่างตามความรักร้างไป
.
เธอคนปากน้ำ น้ำคงขึ้นลงตรงหน้า
จะลอยน้ำมา หาเธอทุกคราคลื่นครวญรัญจวนป่วนใจ
จะพร่ำคำเพ้อ ละเมอมนต์รักมาตามฝั่งไกล
ร้องเพลงผีพราย พิไรขอรักเธอไว้โลมฝั่ง
.
ฝันฝัน เพ้อเพ้อ เธอก็คงคร่ำครวญ
ปากน้ำคงซึ้งโศกชวน ทบทวนหวนไปยังเบื้องหลัง
เราฝากสัมพันธ์ น้อยหรือนั่นมันรักหรือชัง
เพราะเธอว่าจะรักจริงจัง ฉันจึงหวังคลั่งไคล้มิคลาย
.
**ลาทีปากน้ำ น้ำจงจบกรรม จำเศร้า
วิญญาณรักเราน้ำจงรับเอา เฝ้าธารอันพล่านภูติพราย
อนาถใจหนา ขอลาดินฟ้าอาวรณ์ก่อนตาย
โถยังเสียดาย เสียดาย นิยายสวรรค์สวาท

.

@@

.

.

ได้เวลาพอสมควร  เดินทางกลับดีกว่า

.

.

เรือลำน้อยของชาวประมง  จอดรอเจ้าของพร้อมที่จะออกทะเล

.

.

ผมชื่นชอบ  ชอบมอง  คือวิถีชีวิตของผู้คนริมทะเล

แน่นอนที่สุด  "บ้านสามหลัง" นี้หากมองในแง่กฏหมาย  เขาอาจจะไม่ถูกต้อง

แต่ใครเป็นผู้กำหนดให้เขามาอยู่เช่นนี้ครับ?

ที่สำคัญที่สุด  หากไม่คิดอะไรให้มากมายนัก  ผมว่าเป็นชีวิตที่คนเมืองสมควรจะอิจฉา...

.

.

ที่ปากนคร  ยังมีหอยนางรมตัวใหญ่ ๆ สด ๆ ให้ซื้อกลับบ้านด้วย

ตัวละ ๑๐ บาท  ถูกมาก ๆ ครับ

.

.

ผมจบทริปปากนครสั้น ๆ วันนี้  กล่าวคำลาด้วยภาพแม่ค้าหอยแมงภู่แล้วกันนะครับ

ไปละนะ  ช่วงนี้นั่งเขียนหนังสือนาน ๆ ไม่ค่อยจะได้

หมอบอกให้พักผ่อนแยะ ๆ ครับ

.

โดย มะอึก

 

กลับไปที่ www.oknation.net