วันที่ พุธ สิงหาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โรแมนติกฉ่ำฝน บนภูหินฯ-ทับเบิก


โดย ผู้จัดการออนไลน์

ทะเลหมอกภูทับเบิก(ภาพ : ททท.)

       แม้ฤดูฝนจะทำท้องฟ้ามัวหม่น ไม่สดใส ดูไม่น่าเดินทางท่องเที่ยวในสายตาของบางคน แต่สำหรับ"ผู้จัดการท่องเที่ยว"แล้ว หน้าฝนกลับดูมีเสน่ห์ชวนเที่ยวไปอีกแบบ โดยเฉพาะหากใครได้เห็นฟ้าหลังฝนอันชุ่มฉ่ำที่เต็มไปด้วยเมฆหมอกฝนลอยอ้อยอิ่ง ท่ามกลางขุนเขาและแมกไม้เขียวขจี บางทีบางคนอาจอยากกลายร่างเป็นนกบินไปซุกไซร้ในเมฆหมอกฝนอันชุ่มชื่นนั้นก็เป็นได้
       
       และไหนๆเมื่อพูดถึงบรรยากาศชุ่มฟ้า ฉ่ำฝน ปนเมฆหมอกลอยอ้อยอิ่งแล้ว บนทางหลวงหมายเลข 2331 จากภูหินร่องกล้าสู่ภูทับเบิกนั้น ถือเป็นอีกหนึ่งเส้นทางโรแมนติกที่นอกจากจะเต็มไปด้วยทิวทัศน์อันสวยงามแล้ว ในช่วงหน้าฝนนี้ยังมีหมอกฝนขาวโพลนให้เราได้ สัมผัส จับ สูดดมกันอย่างจุใจด้วย
       
       ศึกษาประวัติศาสตร์ ชื่นชมธรรมชาติ ที่'ภูหินร่องกล้า'
       
       "ผู้จัดการท่องเที่ยว" ขอเปิดประเดิมความโรแมนติกกันด้วยการเดินทางไปสัมผัสกับธรรมชาติอันแปลกตาน่ายล ที่ อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสมรภูมิสู้รบระหว่างผู้มีความคิดต่างทางการเมือง ที่วันนี้ยังคงมีร่องรอยอดีตทางการต่อสู้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษากันอยู่หลายจุดทีเดียว

ลานหินปุ่มบนภูหินฯ

       ภูหินร่องกล้า มีอากาศเย็นสบายในช่วงฤดูร้อนและฝน ส่วนฤดูหนาวนี่อากาศบนนี้หนาวใช่เล่น ซึ่งใครที่จะต้องการหนีร้อนมาพึ่งเย็นเชื่อว่าภูหินคงไม่ทำให้ผิดหวังเป็นแน่แท้
       
       หลังเดินทางถึงที่ทำการอุทยานฯภูหิน "พี่เสือ" วิทยากรที่นัดแนะกันไว้ ได้พาเราเดินตะลุยฝ่าไอหมอกอันแน่นหนาออกเที่ยวในเส้นทางสู่ 'ลานหินปุ่ม-ผาชูธง' กันทันที
       
       เราเดินผ่านร้านค้าชาวม้งที่ยืนยิ้มกลางสายหมอกหนาเชิญชวนให้ซื้อของที่ระลึกหลากหลายเข้าสู่เส้นทางศึกษาธรรมชาติที่มีดอกไม้ที่งดงามนานาพันธุ์ที่ต่างชูช่อออกดอกอวดโฉมเบ่งบานรับหน้าฝนกันเต็ม 2 ข้างทาง ซึ่งพี่เสือก็คอยแนะนำให้เราได้รู้จักดอกไม้แปลกๆหาดูยากอยู่ไม่ได้ขาด อาทิ ดอกเปราะภูที่บานงดงามอยู่เต็มทุ่งด้วยสีขาวราวสำลี ออกดอกระหว่างเดือนพ.ค.-ก.ค. ส่วนใหญ่พบได้ตามทุ่งหญ้าป่าสนบนภูเขาทางภาคเหนือและภาคอีสาน นอกจากนี้ยังมีดอกกุหลาบขาว เอื้องมัน ตาเหินไหว เอนอ้า เทียนหนูและยังมีดอกไม้ป่าอื่นๆอีกมากมายประดับ 2 ข้างทางเดินให้ดูกันเพลินตา
       
       หลังจากนั้นเราก็เดินทางไปถึงยัง โรงเรียนการเมืองการทหาร ที่ในอดีตเคยเป็นสถานที่สำหรับให้การศึกษาตามแนวทางของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.) ในบริเวณโรงเรียนการเมืองการทหารจะประกอบไปด้วย บ้านฝ่ายพลเรือน ฝ่ายพลาธิการ ฝ่ายสื่อสาร และสถานพยาบาล ส่วนเหล่านี้มีทั้งหมด 31 หลัง เป็นบ้านหลังเล็กๆ ปลูกสร้างอยู่อย่างเป็นระเบียบภายใต้ความร่มรื่นเขียวครึ้มของแมกไม้

ภูเขากะหล่ำบนภูทับเบิก

       เมื่อเดินขึ้นไปอีกหน่อยจะเห็นลานอเนกประสงค์ ที่ไม่ใช่ลานโล่งกว้างธรรมดา หากแต่ว่าบริเวณนี้มีธรรมชาติแปลกๆอย่าง ซันแครท ที่เป็นหินมีลักษณะเป็นชั้นๆริ้วๆ ซึ่งนักธรณีวิทยาระบุว่าหินประหลาดนี้จะพบเฉพาะที่ใต้ทะเลเท่านั้น แต่ที่มาโผล่อวดความสวยงามอยู่บนภูหินได้อย่างน่าอัศจรรย์นั้น น่าจะเป็นเพราะเกิดความเปลี่ยนแปลงของผิวโลกทำให้หินเหล่านี้ยกตัวขึ้นมาจากใต้ทะเล หรือไม่ก็เป็นลักษณะเฉพาะของหินแถบนี้ที่ไม่เหมือนใครนั่นเอง
       
       ที่ลานอเนกประสงค์แห่งนี้ ไม่ได้มีแค่ซันแครทหรือดอกไม้ป่าสวยๆงามให้ได้ชมกันเท่านั้น แต่พวกเรายังได้เห็นและสัมผัสกับปืนที่ใช้ในสงครามโลกเมื่อปี พ.ศ. 2510 ตั้งโดดเด่นให้ชมกันด้วย ส่วนถัดออกไปก็เป็นหลืบหินที่ซ้อนกันเหมือนถ้ำที่ในสมัยอดีตพคท.ใช้เป็นที่หลบภัยยามถูกทหารทิ้งบอมบ์ลงมา
       
       จากนั้นเราก็มาถึง ลานหินปุ่ม ไฮไลท์สำคัญของภูหินร่องกล้า ลานหินปุ่มเป็นลานหินที่อยู่ริมหน้าผา มีลักษณะเป็นลานกว้างแล้วมีหินเป็นลูกๆผุดขึ้นมาเป็นปุ่มๆไล่เรียงกันไปเต็มลาน นับว่าแปลกตาน่ายลมาก อีกทั้งที่ลานหินปุ่มนี้ยังมีทิวทัศน์สวยงามและเป็นจุดชมวิวชั้นดีอีกแห่งหนึ่ง
       
       หลังสูดโอโซน ชมวิวที่ลานหินปุ่มกันจนจุใจแล้ว เราก็เดินไปยังผาชูธงที่เคยเป็นสถานที่ชูธงแดงประกาศชัยของพคท.ในทุกๆครั้งที่รบชนะทหารของฝ่ายรัฐบาล

โรงเรียนการเมืองการทหารที่ภูหินฯ(ภาพ : ททท.)

       ผาชูธงเป็นหน้าผาสูงชันสามารถเห็นทิวทัศน์ได้กว้างไกลอีกทั้งยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกชั้นดี แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าวันนั้นฟ้าปิดเต็มไปด้วยเมฆหมอก พวกเราเลยตัดใจไม่รอชมพระอาทิตย์ตกบนผาชูธงแห่งนี้เพราะโอกาสที่จะไม่เห็นอะไรมีมากกว่า 90 % ทีเดียว
       
       ต่อจากนั้นเราก็ไม่ได้ไปไหนไกล กินและนอนกันในอช.ภูหินร่องกล้านั่นแหละ ซึ่งการนอนซุกตัวใต้ผ่าห่ม ฟังเสียงหรีดเรไรท่ามกลางสายฝนพรำยามค่ำคืน "ผู้จัดการท่องเที่ยว" ว่ามันหลับสบายและมีความสุขกว่าการนอนในโรงแรม 5 ดาว เสียอีก เพราะอย่างน้อยเราก็จ่ายถูกกว่ามากทีเดียว
       
       ลุย'ภูทับเบิก' ชมภูเขากระหล่ำสุดลูกหูลูกตา
       
       เช้าวันใหม่กับอากาศเย็นสบายจนแทบไม่อยากจะตื่นลุกจากที่นอน แต่ว่าก็คงทำไม่ได้ เพราะเช้าวันนี้เรามีนัดกับ "ภูทับเบิก" แหล่งท่องเที่ยวน้องใหม่แห่งจังหวัดเพชรบูรณ์ที่มาแรงมากหลังการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว
       
       ภูทับเบิกอยู่ไม่ไกลจากภูหินร่องกล้าเท่าไหร่ สามารถเดินทางไปบนถนนหลักสาย 2331 ได้ ก่อนจะไปเลี้ยวขึ้นไปภูทับเบิกอีกที
       
       ภูทับเบิก เป็นภูเขาสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,600 เมตร บนนี้เป็นจุดชมทะเลหมอกที่สวยงามแห่งหนึ่งของเมืองไทยในระดับอันซีนไทยแลนด์ ที่ในช่วงฤดูฝนและหนาวในวันท้องฟ้าเป็นใจจะมีหมอกให้ชมมากเป็นพิเศษ โดยจากจุดชมวิวธารพายุ สามารถมองเห็นทะเลหมอกที่ห่มคลุมผืนป่าดิบได้ชัดเจน

สถานที่รับน้ำฟ้ากลางหาวที่วัดป่าทับเบิก

       ไม่เพียงเท่านั้นอากาศภูทับเบิกยังหนาวเย็นตลอดทั้งปี อีกทั้งยังมีแปลงกะหล่ำปลีที่คนแถวนี้บอกว่าเป็นพื้นที่ปลูกกะหล่ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกทีเดียว เรื่องนี้เท็จ-จริงเป็นอย่างไร ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด แต่จากที่เราเห็นมาจะจะเต็ม 2 ลูกตา มันก็น่าที่จะเป็นไปได้ไม่น้อยทีเดียว เพราะแปลงกะหล่ำที่นี่มันช่างกว้างใหญ่ไพศาล กินอาณาบริเวณภูเขามากมายสุดลูกหูลูกตา
       
       ส่วนอีกจุดหนึ่งที่ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยบนภูทับเบิกก็คือ วัดป่าทับเบิก ที่ตั้งอยู่บนเขา โดยระหว่างทางที่จะขึ้นไปยังวัดป่าทับเบิก นักท่องเที่ยวจะได้เห็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวม้งกว่า 400 หลังคาเรือนในบ้านม้งทับเบิก ซึ่งดูแล้วน่าสนใจและเพลิดเพลินดีทีเดียว จนทำให้“ผู้จัดการท่องเที่ยว” มาถึงยังวัดป่าแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว
       
       สำหรับวัดป่าทับเบิก มีความสำคัญคือเป็นสถานที่รับน้ำฟ้ากลางหาว เพื่อนำไปรวมเป็นน้ำเพชรน้อมเกล้าฯถวายเป็นน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมายุครบ 6 รอบเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2542 และทำการประกอบพิธีเมื่อวันที่ 9 กันยายน (9) ค.ศ. 1999 (ใช้ ค.ศ. เพราะจะได้ลงด้วย 999 เพื่อความเป็นตัวเลขมงคล)

ซันแครทหินลักษณะประหลาดบนภูหินฯ

       ด้วยความที่เป็นวัดบนที่สูงจึงมีเมฆหมอกหนาทึบลอยไต่ละเรี่ยบริเวณวัดป่าทับเบิกอยู่ทั่วไป ซึ่งแม้ว่าเวลาปาเข้าไปใกล้เที่ยงแล้วก็ตาม แต่บนนี้ก็ยังคงมีอากาศหนาวเย็นและเต็มไปด้วยหมอกขาวโพลน
       
       และต้องถือเป็นความโชคดีของเราที่ได้พบว่า'จ่าแดง' ผู้ที่มาคอยบอกกล่าวเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับวัดป่าแห่งนี้และเรื่องราวของภูทับเบิก รวมถึงคอยเสิร์ฟน้ำสมุนไพร 'พญาเสือโคร่ง' ร้อนๆให้จิบแก้หนาว ที่จ่าแดงบอกว่าสมุนไพรตัวนี้ ช่วยแก้อาการปวดหลัง ปวดเอว ปวดไขข้อได้ดีนักแล
       
       ขากลับลงจากวัดป่าเราผ่านหมู่บ้านม้งและภูเขากะหล่ำที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตาอีกครั้ง ซึ่งสำหรับไร่กะหล่ำในแถบนี้เราคงไม่ต้องพูดถึงเรื่องของการการตัดไม้ถางป่ากันแล้ว เพราะเหตุการณ์มันได้ผ่านพ้นไปนานแล้ว แต่ ณ วันนี้เราควรที่จะหันมาพูดถึงการที่จะทำอย่างไรให้ชาวบ้านแถบนี้ ไม่ตัดไม้ทำลายป่าเพิ่มเติม ทำการปลูกกะหล่ำแบบปลอดสารพิษ 100 % และช่วยกันรักษาป่าที่นับวันยิ่งเหลือเหลือน้อยเต็มทีไว้ให้ดีที่สุดกันดีกว่า
       
       
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
       

       การเดินทางสู่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าเส้นทางที่สะดวกที่สุดคือ จากตัวเมืองพิษณุโลกใช้ทางหลวงหมายเลข 12 พิษณุโลก - หล่มสัก แล้วแยกซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 2013 ไปทาง อ.นครไทย ก่อนถึงอ.นครไทย จะมีทางแยกขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 2331 มุ่งหน้าสู่อช.ภูหินร่องกล้า สอบถามเพิ่มเติมที่ อุทยานฯภูหินร่องกล้า 0-5523-3527
       
       จากภูหินร่องกล้าเดินทางต่อไปทาง จ.เพชรบูรณ์ ตามทางหลวงหมายเลข 2331 ประมาณ 40 กม. ก็จะมาเจอกับทางเลี้ยวขึ้นไปสู่ภูทับเบิก สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเพชรบูรณ์ 0-5674-8650-1
    

การเดินทางไป จ.เพชรบูรณ์
       
       โดยรถยนต์
       
       เส้นทางที่ 1 จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1 ถึงจังหวัดสระบุรีเลยไปจนถึงสวนพฤกษศาสตร์พุแค ตรงกิโลเมตรที่ 125 แยกขวามือเข้าทางหลวงหมายเลข 21 ผ่านอำเภอชัยบาดาล อำเภอศรีเทพ อำเภอวิเชียรบุรี ต่อไปอีกประมาณ 221 กิโลเมตร ถึงจังหวัดเพชรบูรณ์ รวมระยะทางประมาณ 346 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง
       
       เส้นทางที่ 2 จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1ถนนพหลโยธิน ถึงอำเภอวังน้อยแล้วแยกเข้าเส้นทางหลวงหมายเลข 32 ผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท เข้านครสวรรค์แล้วใช้เส้นทางหมายเลข 117 ตรงเข้าจังหวัดพิษณุโลก จากนั้นใช้ทางหมายเลข 12เส้นพิษณุโลก-หล่มสัก ผ่านเขาค้อ-หล่มสัก เข้าจังหวัดเพชรบูรณ์ รวมระยะทาง 547 กิโลเมตร

ขอขอบคุณข้อมูลจากผู้จัดการออนไลน์ค่ะ

โดย อิศรา

 

กลับไปที่ www.oknation.net