วันที่ พฤหัสบดี สิงหาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

‘ภูหินร่องกล้า’ คอมมูนใหญ่ในอดีตของ ‘พคท.’


โดย ผู้จัดการออนไลน์

ภูมิประเทศอันสลับซับซ้อนของภูหินร่องกล้า
       ย้อนกลับไปราวปี 2511-2515 บนยอดดอยสูงที่มีภูมิประเทศอันสลับซับซ้อนส่วนใหญ่ถูกยึดเป็นฐานที่มั่นของ “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” หนึ่งในหลายภูสูงเหล่านี้ ที่ตั้งใหญ่ที่สุดในการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ คือ “ภูหินร่องกล้า” จังหวัดพิษณุโลก
       
       บนเนื้อที่กว่า 1 แสน 9 หมื่นไร่ ครอบคลุมพื้นที่รอยต่อของสองจังหวัด คืออำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย และอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก พรรคคอมมิวนิสต์ก็ได้ยึด “ภูหินร่องกล้า” เป็น “คอมมูน” ใหญ่ที่ประกอบไปด้วยหมู่บ้านหลายหมู่บ้าน โรงเรียน โรงพยาบาล อำเภอ รวมถึงหลุมหลบภัยทางอากาศ

 
โรงเรียนการเมืองการทหาร
       “ร้อยดาวร้อยเดือนมา ร้อยดวงมาเรียงเป็นวง ร้อยใจสายใยยาว กูเกี่ยวดาวมาไว้ดิน เคียวคาวข้าวข่มขื่น เขาหยัดยืนขึ้นถือธง ร้อยชนที่ชูธรรม ชนจะนำไปชูไทย” เสียงขับขานบทเพลงของหนุ่มสาวในยุค "ฉันจึงมาหาความหมาย" ล่องลอยตามลมมาจาก “หมู่บ้านมวลชน” อันเป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มมวลชน ซึ่งไม่ใช่มีแค่หมู่บ้านเดียวเท่านั้น แต่มีอยู่หลายหมู่บ้าน เช่น หมู่บ้านดาวแดง หมู่บ้านดาวชัย แต่ละหมู่บ้านจะมีบ้านประมาณ 40-50 หลังคาเรือน เรียงรายอยู่ในป่ารกริมถนนที่ตัดมาจากอำเภอหล่มเก่า บ้านมีลักษณะเป็นบ้านไม้หลังเล็ก ๆ ไม่ยกพื้น หลังคามุงด้วยไม้กระดานแผ่นบางๆ และมีหลุมหลบภัยทางอากาศอยู่ด้วย
       
       ถัดจากที่ทำการอุทยานภูหินร่องกล้าในปัจจุบันไปราว 6 กิโลเมตร ท่ามกลางความรกครึ้มของต้นไม้ใหญ่ เป็นที่ตั้งของ “โรงเรียนการเมืองการทหาร” ที่ถือเป็นศูนย์กลางทางความคิดที่ให้การศึกษาแก่มวลชนของพคท. เนื่องจากมีทั้งห้องสมุด แล้วยังเป็นกองบัญชาการของระดับผู้นำ หัวหน้าหน่วยงานพคท. ภายในบริเวณนี้ยังมีบ้านหลักเล็กหลังน้อยอีกกว่า 30 หลัง กระจายกันอยู่อย่างเป็นระเบียบ เป็นบ้านของฝ่ายพลเรือน ฝ่ายพลาธิการ ฝ่ายสื่อสาร และฝ่ายพยาบาล ภายในบ้านแต่ละหลังจะมีแคร่สำหรับนอนและโต๊ะสำหรับเขียนหนังสือ ทำด้วยไม้กระดานอย่างหยาบ ๆ

 
ข้าวของเครื่องใช้ของพกค.ในอดีต
       การปกครองของคอมมูนใหญ่แห่งนี้ขึ้นอยู่กับ “สำนักอำนาจรัฐ” ที่เปรียบเหมือนกับอำเภอหรือจังหวัดของพคท. ต่างตรงที่ว่าไม่ได้ขึ้นกับกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น เมื่อมีเด็กเกิด มีคนตาย ต้องการเดินทางออกนอกเขตแดน มีผู้ทำผิดกฎ รวมถึงการพิจารณาโทษ ทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่ของสำนักอำนาจรัฐทั้งสิ้น การปกครองจะแบ่งออกเป็นฝ่าย ๆ มีฝ่ายการเมือง ฝ่ายการทหาร ฝ่ายปกครอง ฝ่ายเศรษฐกิจและประชาสัมพันธ์ เรียกได้ว่าสำนักอำนาจรัฐนี้เป็นรัฐบาลของพคท.บนภูหินร่องกล้าก็ว่าได้
       
       ฝั่งตรงข้ามกับโรงเรียนการเมืองการทหารมี “กังหันน้ำ” ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ เป็นผลงานของนักศึกษาวิศวะฯ ที่เข้าร่วมกับพคท. หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 โดยผสมผสานความคิดก้าวหน้าทางวิชาการกับการนำประโยชน์จากธรรมชาติมาใช้งาน พลังงานจากกังหันน้ำนี้นอกจากจะนำมาใช้เพื่อปั่นไฟแล้ว ยังใช้เพื่อหมุนแกนครกกระเดื่องตำข้าวที่เปรียบเสมือนกับโรงสีข้าวของพคท. จึงไม่แน่แปลกใจเลยว่าทำไมพคท.สามารถเลี้ยงตัวเองอยู่ได้หลายปีดีดัก

 
ผาชูธงวันนี้ธงไทยโบกสะบัดแทนธงค้อนเคียว
       ยามเจ็บไข้ได้ป่วยหรือบาดเจ็บจากศึกสงครามชาวมวลชนทั้งหลายจะไปรักษาเยียวยายัง “โรงพยาบาลรัฐ” แม้จะเป็นโรงพยาบาลกลางป่า แต่ก็มีอุปกรณ์ในการรักษาคนป่วยเกือบครบถ้วน มีห้องปรุงยา ห้องพักฟื้น และยาชนิดต่าง ๆ มากมาย บรรดาหมดที่นี่ส่วนใหญ่เรียนจบหลักสูตรเร่งรัดจากจีน แต่หากเสียชีวิตลงร่างของพวกเขาจะถูกนำไปฝังที่ “สุสาน ทปท.” ซึ่งเป็นที่ฝังศพของนักรบทหารปลดแอกแห่งประเทศไทย (ทปท.)
       
       ณ “ผาชูธง” ยามใดที่พกค.สู้รบชนะกองกำลังทหารรัฐบาลธงแดงรูปค้อนเคียวจะถูกชูโบกสะพัดที่นี่ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยรอยเลือดและคราบน้ำตาที่ “ประตูวัว-สะพานมรณะ” ซอกหินและแผ่นหินขนาดใหญ่ที่เป็นสะพานสูงร่วม 10 เมตร อันเป็นจุดที่ทหารไทยเคยตกอยู่ในวงล้อมของทหารพกค.และสู้รบกันอย่างหนักจนล้มตายกันเป็นจำนวนมาก
       
       จุดเด่นของ “ภูหินร่องกล้า” ไม่ได้มีเพียงแค่ด้านประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ความงดงามทางธรรมชาติของที่นี่ไม่ว่าจะเป็นน้ำตกต่าง ๆ ลานหินรูปร่างแปลกตา ก็ยังเป็นสิ่งที่เรียกร้องให้นักเดินทางเข้าไปเที่ยวชมอยู่เสมอไม่สาย

ข้อมูลทั้งหมดนำมาจากผู้จัดการออนไลน์ค่ะ

http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=4518208814859

โดย อิศรา

 

กลับไปที่ www.oknation.net