วันที่ เสาร์ มิถุนายน 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

.มะเร็ง.@...เมื่อ.... มะอึก....เป็น....มะเร็ง.....ซะแล้ว...


.

.

เดือนกุมภาพันธ์  ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา ผมหยุดกิจกรรมการท่องเที่ยวไว้ก่อน  

เพราะผมพบว่าสุขภาพของร่างกายของผมเริ่มมีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้น

ผมเริ่มต้นจากมีอาการไอ  ไออย่างไม่มีเหตุผล  ไอจนไม่ได้หลับได้นอน

ทานยาเท่าไหร่   ฉีดยาเท่าไหร่  อาการไอก็ไม่ทุเลาเบาบาง  

ผมไอติดต่อกันเป็นเวลา ๒ สัปดาห์เต็ม ๆ ครับ

.

ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

ผมคลำพบก้อนเนื้อกลม ๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๒ เซ็นติเมตร ใต้ติ่งหู บริเวณลำคอด้านขวา 

ลูบ ๆ คลำ ๆ อยู่ ๒ - ๓ วัน   ผมรู้สึกว่า  ก้อนเนื้อดังกล่าวน่าจะมีอาการอักเสบมาก ถึงขนาดผมมีไข้ขึ้นสูงทีเดียว  

ในทรวงอก ผมรู้สึกหนาววูบ ๆ เหมือนมีก้อนน้ำแข็งอยู่ภายใน

เมื่อเห็นว่าเกินกำลังที่ผมจะอดทนอย่างไร้เหตุผลแล้ว  

จึงโทรศัพท์หาเพื่อน (คุณหงส์) ซึ่งเป็นพยาบาลหัวหน้าตึก  โรงพยาบาลสิรินธร  ถนนอ่อนนุช 

 เล่าอาการให้เพื่อนฟัง เพื่อนจึงนัดหมายจัดการให้ผมได้พบแพทย์เฉพาะทางที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับลำคอ และหู

คุณหมอนัดให้ผมไปตรวจ ในวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๕๗

.

.

.

นายแพทย์ณัฐพงษ์ อังค์สุธาสาวิทย์  

ตรวจสอบร่างกายผมอย่างละเอียดทั้งคลำด้วยมือ  

และใช้เครื่องมือ ส่องกล้องเข้าไปดูในลำคอ ในโพรงจมูก ในหลอดลม

พบว่า ก้อนเนื้อดังกล่าวอยู่ภายนอกหลอดลม  บริเวณต่อมน้ำเหลือง

ในเบื้องต้น คุณหมอวินิจฉัยว่า  ต่อมน้ำเหลืองที่ลำคอของผมกำลังอักเสบอย่างรุนแรงจากการติดเชื้อ

คุณหมอจึงสั่งยาฆ่าเชื้อ ให้ผมไปทานที่บ้าน ๑ สัปดาห์  เพื่อขอดูผลข้างเคียง  

นัดหมายตรวจอีกครั้งในวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๗

.

.

วันเดียวกับการตรวจคอ  (๖ มีนาคม ๒๕๕๗)

ผมเห็นว่ายังพอมีเวลา  จึงเดินดุ่มไปที่แผนกออร์โธปิดิกส์  เพื่อให้หมอตรวจอีกสักโรคเหอะ

โรคที่ว่า คือผมรู้สึกปวดหัวไหล่ด้านซ้ายจี๊ด ๆ มาเป็นเวลาเกือบครึ่งปีแล้ว  

เมื่อประมาณกลางเดือนธันวาคม ๒๕๕๖  ผมได้เอี้ยวตัวอย่างรุนแรง  ทำให้เจ็บปวดที่หัวไหล่ซ้ายเพิ่มมากขึ้น

เจ็บขนาดที่ไม่มีเรี่ยวแรงจะยกแขนซ้ายเหนือศีรษะได้  

ยกมือซ้ายถอดเสื้อยืดก็ไม่ได้

ยกมือซ้ายตบยุงก็ไม่ได้  

ยกขวดน้ำด้วยมือซ้ายเพื่อนำไปแช่บนชั้นของตู้เย็นก็ไม่ได้

ใช้มือซ้ายประคองกล้องถ่ายรูปก็เป็นไปด้วยความยากลำบากเต็มทน

กระนั้น...ผมยังอดทน  และนวดไหล่ด้วยตนเองมาโดยตลอด  แต่อาการไม่ดีขึ้น

วันนี้จึงตัดสินใจพบแพทย์ดีกว่า

.

จากการตรวจสอบเบื้องต้น  นายแพทย์นราพงษ์ หังสพฤกษ์  นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อ

สรุปว่า  น่าจะเกิดจากเส้นเอ็นที่หัวไหล่มีปัญหา

ส่งตัวผม  ไปตรวจ MRI ด้วยการสแกนด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ที่ศูนย์ประชาชื่น บางนา MRI เพื่อดูอาการอย่างละเอียด

และจัดยาให้ผมไปทานที่บ้าน  นัดตรวจผล MRI หัวไหล่อีกครั้งในวันที่  ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๗

.

.

 

๑๓ มีนาคม ๒๕๕๗ ผมไปพบแพทย์เพื่อตรวจคอตามนัด

นายแพทย์ณัฐพงษ์ อังค์สุธาสาวิทย์  บอกผมว่า

ก้อนเนื้อที่คอยังไม่ยอมลดขนาด  จึงขอเจาะคอด้วยเข็มสลิงค์  เพื่อเอาเนื้อเยื่อไปตรวจดู

นัดฟังผลในวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๗

วันที่ ๒๐ มีนาคม ผมไปพบแพทย์ เพื่อฟังผลตามนัด

นายแพทย์ณัฐพงษ์ อังค์สุธาสาวิทย์ บอกว่า  ยังไม่สามารถที่จะประเมินผลได้ชัดเจนว่าเป็นอะไรกันแน่

เนื้อเยื่อที่ดึงไปตรวจ  มีจำนวนน้อยนิดเกินไป

จึงนัดให้ผมไปพบแพทย์ในวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๗

ครั้งนี้  จะต้องทำอัลตราซาวส์  และเจาะดึงเนื้อเยื่อไปพิสูจน์อีกครั้ง  ว่ากันแบบชัวร์ ๆ ว่างั้น...

.

.

.

ช่วงระยะเวลาดังกล่าว  ผมได้ไปตรวจหัวไหล่ด้านซ้ายด้วยเครื่องเอ็กเรย์คอมพิวเตอร์  

และนำผลการตรวจไปให้คุณหมอวินิจฉัย เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๗  

 

นายแพทย์นราพงษ์ หังสพฤกษ์  ดูผลการตรวจแล้ววินิจฉัยว่า  

เส้นเอ็นที่หัวไหล่ด้านซ้ายของผมขาดไป ๒ เส้น คงเหลือเพียง ๒ เส้น  

ผมจะตัดสินใจผ่าตัด หรือจะทำกายภาพบำบัด เป็นสิทธิของผู้ป่วยตัดสินใจได้เอง

ผมตัดสินใจยังไม่เข้ารับการผ่าตัดในเวลานี้  ขอประคองร่างกายไว้ด้วยการทำกายภาพบำบัด

เพราะจิตใจในขณะนั้น  ไปอยู่ที่เรื่องก้อนเนื้อที่คอซะแล้ว

.

.

.

 

๒๗ มีนาคม ๒๕๕๗  ผมไปอุลตราซาวด์..เจาะคอ..  ตามที่คุณหมอนัดหมาย

คุณหมอ  นัดฟังผลวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๗ 

และแล้ว..ทุกอย่างก็เรียบร้อยโรงพยาบาลสิรินธร  

เป็นไปตามที่ผมคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด

.

.

.

.

.

.

นายแพทย์ณัฐพงษ์ อังค์สุธาสาวิทย์  บอกผมว่า

ผลจากการตรวจชิ้นเนื้อที่ดึงไปจากต่อมน้ำเหลือง

ชิ้นเนื้อนั้นเป็นมะเร็งชนิดหนึ่ง

.

.

ผมนั่งนิ่งอึ้งเป็นเวลานานพอสมควร  แม้จะพยายามทำใจไว้ในระดับหนึ่งแล้วก็ตาม

ผมเอ่ยถามถามคุณหมอด้วยเสียงแหบพร่าว่า "ผมควรจะทำอย่างไรต่อไปครับคุณหมอ?"

คุณหมอบอกว่า "คนไข้ควรจะเข้าสู่ขั้นตอนของการรักษาโรคมะเร็งอย่างถูกวิธี"

ผมโพล่งตอบสวนไปทันทีว่า

"งั้นเอาเลยคุณหมอ จะด้วยวิธีการใด คุณหมอว่าไปเลยครับ ผมขอมอบร่างกายของผมนี้ให้คุณหมอ"

นายแพทย์ณัฐพงษ์ฯ ส่ายหน้าและพูดว่า

"ผมให้การรักษาที่นี่(รพ.สิรินธร) ไม่ได้ เพราะผมไม่พร้อมเรื่องทีมแพทย์และเครื่องมือ"

คุณหมอบอกต่อว่า

"คนไข้จะสะดวกไปที่ไหนหากผมจะส่งต่อไปที่ รพ.จุฬาฯ  หรือ รพ.ศิริราช  หรือ รพ.ราชวิถี ?"

ผมนิ่งและคิดวางแผนในใจอย่างรวดเร็ว  ผมไม่ได้วางแผนเรื่องการรักษาโรคมะเร็ง  

แต่ผมมองเรื่องการเดินทางไปโรงพยาบาล  เพื่อไปพบแพทย์

ไป รพ.จุฬาฯ  ไม่สะดวกแน่ ๆ ด้วยประการต่าง ๆ เพราะที่นั่นเต็มไปด้วยด้วยมวลมหาประชาชน

ไป รพ.ศิริราช  ระยะทางไกลเกินไป  ผมต้องใช้เวลาในการเดินทางหลายชั่วโมง

ไป รพ.ราชวิถี  พอได้  สะดวกดีด้วยประการทั้งปวง

ผมจึงตอบและถามหยั่งเชิงคุณหมอไปว่า

"สุดแล้วแต่คุณหมอจะเห็นสมควรครับ  คุณหมอคิดว่าควรจะส่งผมไปที่ รพ.ไหนดีครับ?"

เหมือนคุณหมอจะอ่านใจผมออก และตอบว่า

"ผมจะส่งตัวคนไข้ไปที่ รพ.ราชวิถี นะครับ ที่นั่นมีความพร้อมสูง"

.

.

ที่เล่ามาข้างต้น  คือเรื่องราวของการตรวจพบมะเร็งในร่างกายของมะอึก

แต่คำถามยังมีอีกว่า

ผมเป็นมะเร็งที่ไหนกันแน่?  

ผมเป็นมะเร็งในระยะไหน?

ผมมีอาการอย่างไร?

ผมได้รับการรักษาพยาบาลด้วยวิธีใด?

ผมทำใจอย่างไรกับมะเร็งก้อนนี้?

.

คำถามข้างต้นผมคิดว่าน่าจะเกิดประโยชน์ขึ้นบ้าง  หากนำเรื่องส่วนตัวของผมออกเผยแพร่ในสังคมออนไลน์

ผมจึงตัดสินใจเขียนเรื่องนี้ในบล็อกโอเคเนชั่น  เพื่อต้องการบันทึกเหตุการณ์พิเศษที่แวะเวียนเข้ามาในชีวิตของผม

.

อีกทั้ง ผมเขียนเรื่องนี้เพราะได้รับแรงบัลดาลใจจาก "ครูแดง"  ที่บอกผมว่า

@..จบกิจกรรมนี้ นายมะอึก คงมีหนังสือเป็นของตัวเอง แน่ๆเลยนะ...

"เมื่อมะเร็งมาทดสอบนายมะอึก"

ซึ่งผมได้ตอบ"ครูแดง" ไปว่า

ผมเริ่มเขียนในบล็อกก่อนดีมั๊ยครูแดง?

เหตุการณ์ข้างหน้า...ไม่มีใครกำหนดได้แน่นอนนะครับ.....

.

.

 

โดย มะอึก

 

กลับไปที่ www.oknation.net