วันที่ อาทิตย์ มิถุนายน 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปฏิรูปการศึกษาไทย ไม่ใช่มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ



    ในขณะที่ประเทศไทยถูกจัดอันดับให้ระบบการศึกษาอยู่ในอันดับ 8 ของอาเซียน นักวิชาการด้านการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการก็ยังมึนงงอยู่ ไม่รู้ว่าจะปฏิรูปการศึกษาอย่างไรดีมิให้น้อยหน้าประเทศเพื่อนบ้าน บ้างตั้งคำถามและไม่ยอมรับตัวชี้วัดในการประเมินดังกล่าว ไม่นานนักก็ได้ยินข่าวว่าสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาแห่งชาติ (สกอ.) เตรียมจะผลักดันมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ หรือพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐของมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ยังค้างอยู่ เพื่อให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาดำเนินการ

    จริงๆ แล้วพวกเขาลืมคิดไปว่า การบริหารจัดการที่คล่องตัวมากขึ้น ไม่ได้เกี่ยวข้องและแก้ไขปัญหาในเรื่องการปฏิรูปการศึกษาแต่อย่างใด อุปมาอุปไมยดังว่า หากเราเอาแก้วที่ครอบระบบราชการออกจากมหาวิทยาลัยแล้ว มหาวิทยาลัยก็ยังอยู่ที่เดิมไม่ได้ไปไหน การศึกษาไทยก็ยังไม่มีคำตอบเหมือนเดิม แต่แทนที่ด้วยระบบบริหารจัดการแบบใหม่ด้วยระบบคณะบุคคลเท่านั้น ซึ่งยึดกุมโดยผู้บริหารและสภามหาวิทยาลัย ที่สรรหากันเองตามกฎหมายของแต่ละมหาวิทยาลัยที่บัญญัติไว้ให้อำนาจเอกเทศดังกล่าว

    สถาบันอุดมศึกษาของรัฐแต่ละแห่ง จึงกลายเป็นเพียงมหาวิทยาลัยของรัฐกึ่งเอกชนที่บริหารจัดการเบ็ดเสร็จโดยคณะบุคคลเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงทางเนื้อหาและรูปแบบการเรียนการสอนเพื่อปฏิรูปการศึกษาแต่อย่างใด ซ้ำร้ายทรัพย์สมบัติสาธารณะของรัฐที่มหาวิทยาลัยได้ใช้ประโยชน์ กลับตกอยู่ในอำนาจของคณะบุคคลตามมีตามเกิด ที่จะนำมหาวิทยาลัยไปสู่ทิศทางใดก็ได้ จะปฏิรูปการศึกษาหรือแสวงหาผลประโยชน์ จะทำธุรกิจการศึกษาหรือการค้าเชิงพาณิชย์ มหาวิทยาลัยก็มีแค่เพียงความรับผิดชอบในการรายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาฯ เพื่อรับทราบเท่านั้น

    มิพักต้องกล่าวว่า การแปรรูปมหาวิทยาลัยในรูปแบบดังกล่าวมิอาจเรียกได้ว่าเป็นการปฏิรูปการศึกษาแต่อย่างใด ที่ผ่านมานั้นยังคงมีเพียงคำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบว่า ผลประโยชน์ในการบริหารตกแก่ผู้ใดกันแน่ และมหาวิทยาลัยกับความรับผิดชอบต่อสังคมเชื่อมโยงกันอย่างไร ในขณะที่มหาวิทยาลัยของรัฐหลายแห่งที่ออกนอกระบบไปแล้วยังไม่มีคำตอบ


    ยกตัวอย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบไปแล้วเมื่อปี 2551 ซี่งมีการพิจารณาและผ่านกฎหมายในยุคสมัยสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่แต่งตั้งโดยเผด็จการทหาร กฎหมายเฉพาะดังกล่าวมหาวิทยาลัยมีอำนาจเบ็ดเสร็จโดยอธิการบดีและสภามหาวิทยาลัย ท่ามกลางผลประโยชน์มหาศาลที่ตรวจสอบอย่างยากลำบาก ดังเช่นกรณี สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มีอำนาจบริหารอสังหาริมทรัพย์ของรัฐมูลค่าจำนวนนับหมื่นล้าน แต่การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของสังคมและสื่อมวลชนล้วนถูกอ้างว่าเป็นเรื่องภายใน เปิดเผยไม่ได้? (ผู้เขียนเคยขอข้อมูลไป)


    บางคนกล่าวว่า มหาวิทยาลัยในกำกับรัฐดังกล่าว ก็มีสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบอยู่แล้ว แต่จริงๆ แล้ว เป็นอำอำนาจของสภามหาวิทยาลัยที่จะมีมติแต่งตั้งสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินให้เป็นผู้สอบบัญชีรายได้ของมหาวิทยาลัยต่างหาก สุดท้ายแล้วนโยบายมหาวิทยาลัยออกนอกระบบมันจึงเป็นเพียงนโยบายการลดขนาดข้าราชการลง ตามนโยบายธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) เพื่อลอยแพมหาวิทยาลัยให้คณะบุคคลดูแลบริหารจัดการเท่านั้น เพื่อลดความรับผิดชอบของรัฐลง

    ระบบการศึกษาไทยในปัจจุบัน ในกระแสการศึกษาในยุคทุนนิยมโลกาภิวัตน์ หลายมหาวิทยาลัยจึงใช้ระบบการศึกษาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ฝ่ายบริหารแต่เพียงถ่ายเดียว หลายแห่งทำธุรกิจการศึกษาแบบฟาสต์ฟู้ด หรือ Mc University หลายแห่งแปรรูปคณะวิชาต่างๆ ในรูปแบบธุรกิจการศึกษา กระทั่งพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่ซึ่งเป็นสมบัติของมหาวิทยาลัย เพื่อหาประโยชน์ทางการค้า โดยสร้างศูนย์การค้า หรือ mixed used complex ต่างๆ

    ยิ่งประเทศไทยของเราใช้ระบบการศึกษาในกลไกตลาด ผลิตบัณฑิตเพื่อรับใช้กลไกตลาดมากเท่าไหร่แล้ว บัณฑิตของเรายิ่งไปไกลห่างจากประชาชน ห่างจากชุมชนท้องถิ่นมากขึ้นเท่านั้น การศึกษาจะมีประโยชน์อะไรหากขับไล่ลูกหลานออกจากสังคมท้องถิ่นมาทำงานในเมืองอุตสาหกรรมใหญ่อย่างกลไกจักรกล โดยไม่สามารถกลับไปรับใช้สังคมท้องถิ่นได้

    หลายคนย้อนไปตั้งคำถามถึงปรัชญาการศึกษาที่แท้จริงว่าคืออะไร เราอาจพบว่า การศึกษาน่าจะเป็นองค์ความรู้ของมนุษยชาติ เพื่อพัฒนาอารยธรรมของสังคมอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงไม่ควรเป็นองค์ความรู้เพื่อผูกขาดหรือแสวงหากำไรเฉพาะตามกลไกทุนนิยมทางเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงควรให้ระบบการศึกษาเป็นการบริการสาธารณะของรัฐ ที่ใครก็ตามที่ต้องการศึกษาเรียนรู้ก็สามารถเข้าถึงได้ เพื่อสร้างสังคมที่พัฒนาอย่างยั่งยืนร่วมกันต่อไป

    แต่เหตุใดปัจจุบันเราเอาระบบการศึกษาเข้าสู่ระบบตลาด และขึ้นต่อทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ผูกขาดสิทธิบัตรการศึกษาบางเรื่องราวกับว่ามีคนคิดองค์ความรู้เหล่านั้นขึ้นมาเองจากสุญญากาศ ทั้งที่องค์ความรู้เหล่านั้นต่อยอดมาจากองค์ความรู้ของสังคมโดยรวม ปัญหาดังกล่าวทำให้สุดท้ายเทคโนโลยีและองค์ความรู้จึงถูกผูกขาดกับเอกชนไม่กี่กลุ่ม ที่แสวงหากำไรจากความรู้ของสังคม เทคโนโลยี จนนำมาสู่ยุคธุรกิจการศึกษาในปัจจุบัน

    ทางออกของการปฏิรูปการศึกษาไทยในปัจจุบัน จึงหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องหยุดธุรกิจการศึกษาในรูปแบบดังกล่าว เพื่อไม่ให้ใครผูกขาดองค์ความรู้ทางการศึกษา องค์ความรู้ทางสังคม เพื่อผูกขาดประเทศไทย คงไม่ต้องอ้างเหตุผลลดทอนปัญหาว่าเหตุใดระบบการศึกษาของเราได้อันดับที่ 8 ในประเทศอาเซียน หากเราคิดแค่เพียงแปรรูปมหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ เพื่อลอยแพการศึกษาให้ใครก็ไม่รู้รับผิดชอบโดยไม่ยึดโยงกับสังคมและรัฐ

    พวกเขาไม่เคยคิดที่จะปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ ทั้งการปฏิรูปเนื้อหาและระบบการเรียนการสอนที่ล้าหลัง ยุคสมัยที่คำตอบไม่ได้มีอยู่โดยปรนัย แต่ต้องแสวงหาคำตอบเอาเองโดยการตั้งคำถามจากคำตอบที่มี

    คงไม่ต้องเปรียบเทียบว่า เหตุใดประเทศในสหภาพยุโรป โดยเฉพาะประเทศแถบสแกนดิเนเวียให้นักศึกษาเรียนฟรีถึงปริญญาเอก เพราะเขาต้องการพัฒนาศักยภาพของคนในสังคมของเขา ซึ่งถือเป็นมูลค่าของทรัพยากรมนุษย์ที่ประเมินค่าไม่ได้ ไม่ต้องคิดแม้แต่ต้นทุนงบประมาณที่ต้องสูญเสียไป

    หากเราปฏิรูปการศึกษาได้ โดยไม่เน้นแต่เพียงรูปแบบเท่านั้น การปฏิรูปการศึกษาของไทยจะนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองไปด้วยเช่นกัน.

 

 

 

(เผยแพร่ครั้งแรก คอลัมน์โลกและเรา หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับแทบลอยด์ วันอาทิตย์ที่ 8 มิถุนายน 2557)

 

 

โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net