วันที่ จันทร์ มิถุนายน 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

.มะเร็ง.@..พบมะเร็งที่ต่อมทอลซิลอีกจุดหนึ่งในตัวมะอึก...


 

.

๓ เมษายน ๒๕๕๗  ขอจารึกไว้ในโอเคเนชั่นว่า....

คือวันที่ผมทราบว่า  ผลการตรวจรังสี "พบก้อนมะเร็ง ขนาด ๒.๔ X ๒.๓ เซ็นติเมตร ที่ลำคอด้านขวา"

ผมเดินตัวเบาหวิวออกจากโรงพยาบาลสิรินธร  

ผมรู้สึกตกใจหรือไม่  ผมอาจจะมีอารมณ์เช่นนั้นแน่นอนเพราะผมไม่ใช่พระอิฐพระปูนนี่ครับ

เมื่อ รปภ.ของโรงพยาบาลสิรินธร เรียกรถแท็กซี่ให้ไปส่งผมที่หมู่บ้านสายรุ้ง  หนามแดง

ขณะที่นั่งอยู่ในรถแท็กซี่  ผมนั่งนิ่งหลับตาพริ้ม  จัดระเบียบผิวหน้าแบบสบาย ๆ

ไม่คิดอะไรออกนอกลู่นอกทาง เหมือนคนตั้งสติให้มั่น

ได้ยินเสียงตัวเอง  พูดพึมพำในหัวอกตามลมหายใจเข้าว่า..."มะ"....พูดตามลมหายใจออกว่า..."เร็ง"...

"มะ...เร็ง"........."มะ...เร็ง"........."มะ...เร็ง".............

ผมนั่งท่องบ่นเช่นนี้จนถึงบ้าน  

และบอกข่าวเรื่องเจอมะเร็งกับแม่มะยงและลูก ๆ ด้วยอารมณ์ที่นิ่ง  และสงบเงียบ

บอกไปแล้วผมไม่ตรวจสอบความคิดความรู้สึกของลูกเมีย  ผมไม่คุยเรื่องมะเร็งต่อเนื่อง

เรากลับพูดคุยกันเรื่องอื่น ๆ ตามปกติเหมือนเช่นทุก ๆ วัน  

และผมก็ทำตัวของผมตามปกติดังเช่นทุก ๆ วัน

.

.

เดือนเมษายน ๒๕๕๗  ผมและแม่มะยงวางโปรแกรมรื่นเริงสงกรานต์ไว้ที่ปักษ์ใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช

จองตั๋วเครื่องบินไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยเป็นเดือน  กำหนดเดินทางไปวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๗

แต่วันที่ ๓ เมษายน ได้ตรวจพบเชื้อมะเร็ง

นายแพทย์ณัฐพงษ์ อังค์สุธาสาวิทย์  

มีหนังสือส่งตัวคนไข้จากโรงพยาบาลสิรินธร  ให้ไปรักษาพยาบาลต่อที่โรงพยาบาลราชวิถีตามที่ตกลงกันไว้

นายแพทย์ณัฐพงษ์ฯ กำชับกับผมอย่างมีเมตตาว่า  ให้คนไข้รีบไปติดต่อที่โรงพยาบาลราชวิถีโดยด่วนนะ

ผมยังทะลึ่งบอกคุณหมอว่า  

"ผมจะเดินทางไปปักษ์ใต้สักระยะหนึ่ง  ไว้ผมกลับจากนครศรีธรรมราชค่อยไปรักษาจะดีมั๊ยครับคุณหมอ?"

คุณหมอบอกว่า  

"ไม่ดีหรอก  รีบไปติดต่อเพิ่อรับการตรวจร่างกายเหอะ  

การรักษาโรคมะเร็งใช้เวลานานมาก ขั้นตอนก็เยอะ  แต่ต้องรีบติดต่อหมอให้ไว"  

ผมจึงรับปากว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งคุณหมอทันที

.

.

.

๔ เมษายน ๒๕๕๗  

ผมตื่นเช้าตามปกติ  ยืนดูดวงอาทิตย์ที่หน้าต่างเหมือนเช่นทุก ๆ วัน

ฟังเสียงนกการ้องระงมในป่าหลังบ้านอย่างเพลิดเพลินจำเริญใจเหมือนเดิม

ไม่คิดถึงเรื่องมะเร็ง  ไม่รับรู้เรื่องมะเร็ง

ผมปล่อยวางแล้วใช่มั๊ย?  

ก็ไม่รู้สินะ  ในขณะนั้นผมไม่คิดอะไรจริง ๆ ครับ

.

ผมโกนหนวดโกนเคราซึ่งเจตนาเว้นไว้ให้รกใบหน้ามาเป็นเวลาแรมปี  จนหน้าตาสะอาดเกลี้ยงเกลา

ชวนแม่มะยงให้เดินทางเป็นเพื่อนคนไข้ไปพบหมอที่โรงพยาบาลราชวิถี

สิ่งแรกที่ต้องทำ  คือ การทำบัตรประจำตัวผู้ป่วยโรงพยาบาลราชวิถี

พร้อมทั้งยื่น สิทธิการขอเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลจากกรมบัญชีกลาง ที่แผนกเวชระเบียน

ขั้นตอนนี้มีการพิมพ์ลายนิ้วมือ  เพื่อการตรวจสอบสิทธิ์

.

ขยายความตรงนี้สักนิดว่า  การรักษาพยาบาลอาการเจ็บไข้ได้ป่วยของบุคคลนั้นมีค่าใช้จ่ายทั้งจุกจิกและเป็นก้อนใหญ่ ๆ มากมาย

บางคนใช้สิทธิ์บัตรทอง  บางคนใช้สิทธิ์ประกันสังคม  บางคนใช้สิทธิ์เบิกจ่ายตรงจากกรมบัญชีกลาง  หรือจ่ายเงินของตัวเอง

สำหรับตัวผม  มีสิทธิ์เบิกจ่ายตรงจากกรุงเทพมหานคร 

แต่ต้องนำเสนอเรื่องราวให้ถูกต้องตามขั้นตอนและระเบียบของทางราชการ

ที่ผ่าน ๆ มา  ผมทำเรื่องเบิกจ่ายตรงและได้รับการอนุมัติไว้แล้วหลายโรงพยาบาล

เช่นโรงพยาบาลสิรินธร  โรงพยาบาลสมุทรปราการ  โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์  

แต่ที่โรงพยาบาลราชวิถีแห่งนี้  ผมเพิ่งจะมาติดต่อขอรับการรักษาพยาบาลเป็นครั้งแรก  จึงต้องปฏิบัติตนให้ถูกต้องเสียก่อน

การเบิกจ่ายตรงนี้  เมื่อยื่นเรื่องไว้แล้ว  ต้องรอรับการอนุมัติจากกรมบัญชีกลาง  ใช้เวลาในการพิจารณาเรื่องประมาณ ๒ สัปดาห์

ยื่นเรื่องราววันนี้ ๔ เมษายน  กว่าจะได้รับอนุมัติให้เบิกจ่ายตรงได้  ตกเกือบปลายเดือนเมษายนโน่น

ทุกอย่างมีขั้นมีตอนในการปฏิบัติ  ใจร้อนไม่ได้เป็นอันขาดครับ

.

.

การติดต่อแผนกคัดกรองของโรงพยาบาลเป็นไปด้วยความสะดวกรวดเร็ว เพราะผมมีหนังสือส่งตัวจากโรงพยาบาลสิรินธร

เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ในชุดสีชมพู  ให้บริการดีมาก

ผมยังขำตัวเองเมื่อคุณพยาบาลซักประวัติ และมาถึงคำถามที่ว่า

"คนไข้มีโรคประจำตัวอะไรมั๊ย?"

ผมตอบหน้าตาเฉยว่า

"มีครับ...มะเร็งครับ"  

โรคมะเร็งเป็นโรคประจำตัวหรือเปล่าครับคุณหมอ?  ผมตอบไปเช่นนั้นผิดไหมครับ?

ผมไม่ได้เป็นโรคความดันโลหิตสูงนี่นา..  ผมไม่ได้เป็นโรคเบาหวานนี่นา..  ผมไม่ได้เป็นโรคหัวใจ นี่นา..

ผมเป็นมะเร็ง  ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า....

.

.

พยาบาลตั้งแฟ้มประวัติ และส่งตัวผมไปตรวจที่ แผนกโสต ศอ นาสิก

นายแพทย์ที่ตรวจร่างกายผมวันนี้  คือ นายแพทย์ณัฐ  นิยมอุดมวัฒนา แพทย์ผู้ชำนาญด้านโสต ศอ นาสิก

จากการตรวจร่างกายเป็นไปตามวิธีการของแพทย์ อ้าปากให้หมอส่องไฟฉาย  ตรวจรูหู รูจมูก

นายแพทย์ณัฐฯ บอกผมว่า  

"หมอจะหาจุดเริ่มต้นของมะเร็งของคนไข้ให้ได้ เพราะที่ต่อมน้ำเหลืองไม่ใช่จุดแรกของมะเร็ง

และหมอก็เห็นแล้วว่ามันอยู่ตรงไหน?"

ผมชื่นชมในใจว่า  คุณหมอเก่งจังนิ

.

.

จากนั้นผมถูกนำตัวเข้าห้องผ่าตัดทันที

นายแพทย์ณัฐ ฯ ผ่าตัดชิ้นเนื้อจากต่อมทอลซินของผมออกไปจำนวนหนึ่ง ตัดสด ๆ ฉีดพ่นเพียงยาชาเท่านั้น

ขณะที่คุณหมอลงคีมตัดชิ้นเนื้อ  

ผมได้ยินเสียงตัวเองร้องว่า  "อ้าก.......อ้าก.......อ้าก...."

ด้วยอาการขย่อนในลำคออย่างแรง....จนหมอทำงานเสร็จ

ตื่นเต้นดี....มันดี...สนุกดี....ครับ  

คุณหมอสั่งว่า  ให้กลืนน้ำลายบ่อย ๆ นะ  ผมก็กลืนน้ำลายซึ่งมีอยู่ในปากอย่างมากมาย

ผมว่ามันน่าจะเป็นเลือดมากกว่าน้ำลายแน่นอน  แต่เมื่อหมอสั่งให้กลืน  ผมก็กลืนอย่างง่ายดาย

แล้วคุณหมออนุญาตให้ผมกลับบ้านได้  บอกว่า "วันที่ ๘ เมษายน  มาฟังผลการตรวจสอบชิ้นเนื้อ"

.

.

 

.

๘ เมษายน ๒๕๕๗  

ผมเดินทางไปฟังผลการตรวจชิ้นเนื้อตามที่คุณหมอนัดหมายที่โรงพยาบาลราชวิถี

นายแพทย์ณัฐ  นิยมอุดมวัฒนา  ยืนยันกับผมว่า  

๑..."คนไข้เป็นมะเร็งที่ต่อมทอลซิล 

๒..."เป็นมะเร็งในระยะที่ ๒ - ๓ "

๓..."คนไข้จะต้องไปตรวจคออีกครั้งด้วยเครื่องเอ็กเรย์คอมพิวเตอร์ (CT SCAN)"

๔..."คนไข้จะต้องไปพบแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาที่แผนกรังสีรักษา"

๕..."คนไข้จะต้องไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจฟันโดยด่วน"

๖..."ให้คนไข้บำรุงร่างกายให้อ้วน  อยากทานอะไรทานได้ทุกอย่าง ทานของมีประโยชน์ให้อ้วน"

๗..."คนไข้จะต้องไปตรวจเลือด  และนำผลเลือดมาให้หมอวินิจฉัย

๘..."หมอรู้แล้วว่า  จะทำอย่างไรกับคนไข้  ๑...๒...๓...๔...๕...."

ผมจดทุกประโยคที่คุณหมอพูดลงในกระดาษที่ถืออยู่ในมือ

คุณหมอไม่ได้พูดเป็นข้อ ๆ หรอก  แต่ผมแยกประเด็นออกมาเป็นข้อ ๆ เอง

เหตุผลที่ผมทำเช่นนี้เพราะผมเห็นมามากมายแล้วว่า  

การตรวจอาการของคนไข้  และตอนบอกอาการกับคนไข้ คุณหมอมักจะพูดเร็ว ตอบเร็ว และพูดสั้น ๆ 

คุณหมอพูดภาษาหมอ  คนไข้ก็ตื่นเต้นจิตใจสั่นตูมตาม  ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง  พยักหน้า ตอบว่าครับ กันไว้ก่อน  

สุดท้าย  ก็ไม่รู้เรื่องอย่างละเอียด และเป็นงงในที่สุด

เมื่อคุณหมอเห็นผมจดข้อความอย่างละเอียด  คุณหมอจึงพูดช้าลง  คงจะกลัวผมจดเลคเชอร์ไม่ทัน

"มีอะไรจะถามหมออีกมั๊ย?  ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ เดี๋ยวคนไข้ไปคุยกับพยาบาลข้างนอกนะครับ"

นายแพทย์ณัฐฯ เปิดช่องให้ผม

 "ผมมีโอกาสหายจากโรคมะเร็งนี้ไหมครับคุณหมอ?"

ผมโยนคำถามอะไรออกไปนะนั่น?  

ใช่....มันเป็นคำถามที่คนไข้ทุกคนอยากถามหมอ ! 

แต่...มันเป็นคำถามที่ตอบยากนะ  

ถ้าหมอตอบว่าหาย....ผมจะเชื่อได้มั๊ย?  

ถ้าหมอตอบว่าไม่หาย..แล้วผมจะมารักษาไปทำไม?

ผมมารู้สึกตัวว่า  ไม่น่าจะถามคำถามโง่ ๆ แบบนี้  เมื่อได้ปล่อยคำถามออกไปจากริมฝีปากแล้ว

นายแพทย์ณัฐฯ  มีใบหน้าและแววตายิ้มแย้มให้ผมอย่างมีความสุข  และตอบผมเบา ๆ ว่า

"มีโอกาสหายครับ"

โอ๊ย ! ...นึกแล้วว่าไม่น่าจะถาม  คำตอบเชิงจิตวิทยายังงี้  ผมใช้เป็นประจำตั้งแต่เป็นวัยรุ่นยันแก่

เอาเหอะ  ผมไม่ซักไซ้อะไรให้คุณหมอหนักใจแล้ว  ไว้ว่าง ๆ ผมค่อยมาหาคุณหมอมาคุยกับคุณหมออีกครั้งดีกว่า

จากนั้น  ผมงัดกล้องถ่ายรูปออกมาจากย่าม  และขออนุญาตให้คุณหมอช่วยเป็นนายแบบให้ผมที

ช่วยถือผลการตรวจพบว่า  ชิ้นเนื้อที่เป็นมะเร็งของผม  อยู่ที่ต่อมทอลซินไม่ใช่ที่ตอมน้ำเหลืองเพียงอย่างเดียว

วันนี้ผมใช้เวลาอยู่กับหมอนานไปหน่อย  รู้สึกเกรงใจคนไข้อื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมากที่รอคิวเข้าตรวจอยู่เหมือนกัน

กล่าวลานายแพทย์ณัฐ นิยมอุดมวัฒนา  ออกมาจากห้องด้วยความขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

วางแฟ้มเอกสารประวัติผู้ป่วยที่นายแพทย์ตรวจวินิจฉัยเรียบร้อยแล้วไว้ตรงจุดที่กำหนด  และผมนั่งรอการเรียกชื่อ

.

.

.

.

การมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลราชวิถีครั้งที่ ๒ ของผมในวันนี้  ผมมาตามการนัดหมายของแพทย์

นัดมาเพื่อ "ตรวจติดตามการรักษา"  ผมจึงรวดเร็วกว่าคนอื่น ๆ   ผมได้คิวที่ 003

การบริหารจัดการผู้ป่วยของโรงพยาบาลของรัฐบาลในทุกวันนี้  ผมถือว่ามีความแตกต่างจากสมัยก่อน ๆ มากมายนะครับ

จริงอยู่  คนป่วยอาจจะมากขึ้น  แต่การให้บริการก็ดีขึ้นมาตามลำดับด้วย

หมดยุคสมัยแล้วครับสำหรับพยาบาลต้องหน้าบูดบึ้ง  พูดเสียงดังไม่มีความไพเราะ  ชี้แจงคนไข้ไม่ละเอียด

อย่างเช่นการรับบัตรคิวของห้องตรวจโสต ศอ นาสิก โรงพยาบาลราชวิถีนี้

ได้มีการแบ่งแยกประเภทคนไข้ตั้งแต่แจกบัตรคิว  เหมือนการไปติดต่อธนาคาร  หรือจ่ายค่าโทรศัพท์ตามศูนย์การค้านั่นแหละครับ

001 - 099......ผู้ป่วยที่มาตามนัด

200 - 299......ผู้ป่วยนัดนอนโรงพยาบาล

300 - 399......ผู้ป่วยส่งตัวมาจากโรงพยาบาลอื่น

400 - 499......ผู้ป่วยสูงอายุ 70 ปี ขึ้นไป

500 - 599......ผู้ป่วยยื่นบัตรเข้ามาตรวจ หรือผู้ป่วยที่มาไม่ตามนัด

ผมนั่งดูป้ายที่บอกประเภทคนป่วยแล้ว  เออจริง  ผู้ป่วยในแต่ละวันที่ดูว่าเยอะ ๆ นั้น  มีอยู่เพียง ๕ ประเภทเท่านั้นเอง

และผู้ป่วยที่สร้างความปั่นป่วนให้กับคุณพยาบาลได้มากที่สุด  คือพวกประเภท 500 นั่นเอง

เข้าใจจัดประเภทแฮะ

.

.

ผมตื่นจากภวังค์เมื่อคุณพยาบาลเรียกชื่อ  และไปรับฟังสิ่งที่ต้องไปปฏิบัติต่อไป

๑....คนไข้ต้องไปติดต่อนัดหมายขอวันเวลา ขอคิวสำหรับการตรวจเอ็กเรย์ด้วยคอมพิวเตอร์ หรือ CT. ORPHARYNX

ที่เจ้าหน้าที่ห้องเอ็กเรย์ งานรังสีวินิจฉัย

การเอ็กเรย์ด้วยคอมพิวเตอร์นี้  เพื่อให้ทราบจุดที่ตั้งของก้อนมะเร็งที่ชัดเจนแน่นอน สำหรับคุณหมอจะได้วางแผนการรักษาถูกต้อง

เมื่อผมไปติดต่อ    ผมได้คิววันจันทร์ที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๗  เวลา ๑๓๐๐ น.

๒....คนไข้ต้องไป ขอคิวพบแพทย์ เพื่อการวางแผนการรักษาโรคมะเร็งที่ตรวจพบ  ที่กลุ่มงานรังสีรักษา

เมื่อผมไปติดต่อ  ได้ทราบว่าแพทย์ที่จะให้การวางแผนรักษาผมคือ แพทย์หญิงปฐมพร ศิรประภาศิริ

ได้คิวพบแพทย์วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลา ๐๘.๐๐ น.

๓.....คนไข้ต้องไป เจาะเลือด  เพื่อตรวจร่างกายชุดใหญ่

คือตรวจทุกอย่างทุกประเภทที่เขาสามารถตรวจได้จากเลือด  ตรวจปอด  ตรวจไต ตรวจหัวใจ  ตรวจไปยันเอดส์

คุณพยาบาลบอกว่าไปตรวจที่โรงพยาบาลไหนก็ได้  

แต่ต้องให้นำผลการตรวจเลือดมาพบแพทย์เพื่อการติดตามผลในวันอังคารที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๕๗

๔.....คนไข้ต้องไป พบทันตแพทย์  ตรวจฟัน ทำฟันให้เรียบร้อย

คุณพยาบาลบอกว่าจะไปทำฟันที่โรงพบาบาลไหนก็ได้ที่คนไข้สะดวก  แต่ต้องให้เรียบร้อยก่อนวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๗

.

.

ผมจดทุกอย่างตามที่พยาบาลพูดอีก  คราวนี้คุณพยาบาลคนสวยบอกผมว่า  "ไม่ต้องจดก็ได้ให้ไปทำตามที่บอกเหอะ"

ผมยิ้มอย่างหล่อ  และบอกว่า  "ให้ผมจดเหอะครับ  เพราะผมเป็นคนขี้ลืม"

สมัยผมหนุ่ม ๆ   คำพูดไม่กี่คำแค่นี้ผมไม่ต้องจดหรอกครับ  ผมจำได้หมดอยู่แล้ว

ต่อมาเมื่อทำงานมาก ๆ เข้า  โดยเฉพาะการไปนั่งเป็นตำแหน่งเลขาเจ้านาย หรือหน้าห้องเจ้านาย

เมื่อเจ้านายเรียกเข้าไปสั่งงาน  ผมจะมีสมุดดินสอพร้อมจดรับฟังคำสั่งจากเจ้านายทุกครั้ง

เจ้านายพูดอะไร  ผมจดใส่กระดาษทั้งหมด  เจ้านายสั่งงานผมก็จด  เจ้านายชมผมก็จด  เจ้านายด่าผมก็จด  

เพราะคำพูดของเจ้านาย  สักวันหนึ่งมันจะเป็นเจ้านายของตัวเจ้านายเองนั่นแหละ  

ผมเล่นยังงี้กับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของ กทม. มาหลายคนแล้วครับ...ขอบอก.....

และผมยังจำคำพูดของเจ้านายท่านหนึ่งได้  

คือ  ดร.สมภพ ระงับทุกข์ ตำแหน่งสุดท้ายของท่านก่อนเกษียณคือรองปลัดกรุงเทพมหานคร

ท่านสอนผมไว้ว่า

" สนเอ๊ย ! ทำงานราชการกับเจ้านาย  เจ้านายพูดอะไรให้จำให้หมด  หากจำไม่หมด ให้จดดีกว่าจำ"

ซึ่งตรงกับคำสอนของหลวงวิจิตรวาทการ  ที่ท่านเคยเชียนหนังสือไว้  ท่านทำงานกับใคร  ท่านจด  และนำมาทบทวนภายหลัง

ผมไถลออกไปไกลแล้วนะครับนี่?

.

.

นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลราชวิถีเพียง ๒ วัน  คือวันที่ ๓ และวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๗ เท่านั้น

แต่เป็น ๒ วัน ที่ผมได้รับการกำหนดให้ต้องปฏิบัติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาลโรคมะเร็งตามที่ตรวจพบ

เป็นคิวให้การรักษาผู้ป่วยที่กำหนดไว้อย่างตายตัว  แน่นอน

ผมเคยทราบมาว่า  การที่ผู้ป่วยละเลยไม่ไปพบแพทย์ตามนัดหมาย  แพทย์พยาบาลนั้นไม่เดือดร้อนอะไรหรอกครับ

ผลเสียจะตกที่ผู้ป่วยบางรายที่ทำเช่นนั้น  คือไม่สามารถเข้ารับการรักษาจนเสร็จสิ้นตามกระบวนการ

และสิ่งที่โรงพยาบาลสูญเสียไป  คือการเสียคิวผ่าตัด  เสียคิวการฉายแสง  เสียคิวการทำเอกเรย์ต่าง ๆ 

เมื่อผมทราบเช่นนี้  ผมจึงจัดทำตารางนัดหมายเฉพาะตัวของผมไว้  จดวันเวลานัดหมายไว้ในสมุด และบนปฎิทินข้างฝา

พร้อมตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าว่า  เมื่อแพทย์นัดหมาย  ผมจะต้องไปพบแพทย์  และจะไปก่อนเวลาทุกครั้ง

.

.

เมื่อก้มดูตารางนัดหมายแล้ว  ผมพบว่า  ระหว่างวันที่ ๙ -๒๑ เมษายน ๒๕๕๗

ผมไม่มีกำหนดพบหมอ  หรือต้องทำอะไรเกี่ยวกับการเตรียมตัวรักษาโรคมะเร็ง

ฉะนั้นการเดินทางไปเที่ยวสงกรานต์ที่ปักษ์ใต้ที่วางไว้  จึงไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ผมขออนุญาตปล่อยตัวปล่อยใจท่องเที่ยวไปในโลกกว้างกับแม่มะยงให้สนุกสนานก่อนนะครับหมอ

..................... ปู้น ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ...................

.

โดย มะอึก

 

กลับไปที่ www.oknation.net