วันที่ จันทร์ มกราคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ขิงแก่ เซซ้ายป่ายขวา, ฝรั่งจึงโมเมเป็น ชาตินิยม


              นักวิจารณ์ฝรั่งบางคนเอาเรื่อง 'เศรษฐกิจพอเพียง' กับมาตรการ 'สำรอง 30%' และประเด็นแก้กฎหมายธุรกิจต่างด้าวมาปนๆ กันกับเรื่องปฏิวัติ 19 กันยายน, แล้วก็ตั้งคำถามว่า "นี่ เป็นชาตินิยม ไทย พ.ศ.ใหม่นี้หรือเปล่า?"

              ถ้ารัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์ ยืนยันว่า นี่ มิใช่การวิ่งเข้าหาทิศทางแห่งชาตินิยม, ก็ย่อมจะแปลว่ากลไกแห่งการสื่อสารและทำความเข้าใจกับสื่อต่างประเทศ และแม้กระทั่งกับคนจำนวนมากในแวดวงธุรกิจ, วิชาการและสื่อมวลชนไทยเองนั้น ขาดหายเป็นช่วงๆ อย่างน่าเป็นห่วงยิ่ง

แม้เนื้อแท้จะไม่เกี่ยวกับ 'nationalism' หรือ 'ชาตินิยม' และยิ่งห่างไกลจาก 'chauvinism' ซึ่งแปลได้ว่าเป็น 'ความคลั่งชาติ' แต่ถ้าหาก 'ภาพลักษณ์' หรือ 'perception' ออกไปข้างนอก เป็นเช่นนั้น, ก็ต้องถือว่าเป็นความล้มเหลวของการอธิบายแนวคิดของรัฐบาล และ คมช. โดยสิ้นเชิง

เป็น 'ความอ่อนหัด' ทางด้านประชาสัมพันธ์และการสื่อความหมายของ 'รัฐบาลขิงแก่' ที่เข้าใจเพียงแค่ว่าความจริงใจและประวัติความซื่อสัตย์เท่านั้น ก็พอเพียงสำหรับการสร้างความเข้าใจได้แล้ว

               เป็น 'ความไร้เดียงสา' ของ คมช. ที่คิดว่าเพียงแค่การยกเลิก 'ประชานิยม' หรือโค่นระบอบทักษิณ หรือ Thaksinomics แต่ในชื่อ โดยยังปล่อยให้เนื้อหนังมังสาของกลุ่มอำนาจเก่ายังสามารถจะฟื้นคืนชีพมาได้นั้น เป็นการทำภารกิจของตนสำเร็จแล้ว

              เปล่าเลย, ทั้งรัฐบาล และ คมช. ไม่สำเหนียกเพียงพอว่า นี่ คือการบริหารวิกฤติของบ้านเมืองยามไม่ปกติและในภาวะที่ความคาดหวังของประชาชนสูงกว่าปกตินั้น, บ่อยครั้งที่ 'ภาพลักษณ์' มีความสำคัญกว่า 'ความเป็นจริง'

           โดยเฉพาะนักวิเคราะห์ฝรั่งที่ไม่ได้หยั่งรากลึกลงไปในทุกๆ ส่วนของความคิดในสังคมไทยนั้น, เพียงแค่เสียงจากนักวิเคราะห์หุ้นบางคน และผู้นำนักธุรกิจต่างประเทศอีกบางคนที่แสดงความเห็นไปในแนวทางใดทางหนึ่ง, ก็อาจจะกลายเป็น 'กระแสคัดค้าน' ในความเห็นของคนข้างนอกได้, ทั้งๆ ที่อาจจะเป็นเพราะคนที่พูดนั้นถูกกระทบบางด้านจากนโยบายบางเรื่อง และถูกกระแทกโดยรายละเอียดบางประเด็นของอีกบางนโยบาย

             รัฐบาลบอกว่าที่ต้องใช้นโยบาย 'กันสำรอง 30%' ของเงินทุนจากต่างประเทศเพื่อป้องกันการเข้ามาปั่นเงินบาทให้แข็งเกินไป แต่เมื่อคาดการณ์ผิด, ผลไปกระทบตลาดหุ้นอย่างจัง, อาการช็อกนั้นก็ส่งผลลบต่อกลุ่มต่างประเทศในตลาดหุ้นกะทันหัน...และยังไม่ทันจะหายเสียขวัญ, ธุรกิจต่างประเทศก็ถูกกระแทกต่อจากมาตรการของการแก้กฎหมายธุรกิจต่างประเทศ

กระทรวงการคลัง, ธนาคารแห่งประเทศไทย, และธนาคารพาณิชย์ อาจจะไม่ได้รู้กันมาก่อนด้วยซ้ำว่า มาตรการสองเรื่องนี้จะออกมาไล่หลัง หรือหลังชนหลัง, แต่ในภาพรวมแล้ว มิอาจจะปฏิเสธได้ว่า 'ความบังเอิญ' แห่งการให้ 'ยาแรง' ทางด้านเศรษฐกิจพร้อมๆ กันนั้น กลายเป็นจุดอ่อนของรัฐบาลชุดนี้ที่ถูกจ้องโดย 'อำนาจเก่า' ที่พร้อมที่จะรุมกระหน่ำซ้ำเติมอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดปฏิกิริยาทางลบให้หนักหน่วงกว่าที่ควรจะเป็นอยู่แล้ว

             แน่นอนว่า 'คลื่นใต้น้ำ' และระเบิด 8 จุดพร้อมๆ กันเมื่อคืนวันส่งท้ายปีเก่า กับความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยิ่งไม่ได้ช่วยคลายความกังวลของนักลงทุนต่างชาติที่เกลียดกลัว 'ความไม่แน่นอน' ไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตามกว่าข่าวดีหรือข่าวร้าย

            "ข่าวดีไม่กลัว, ข่าวร้ายก็ไม่พรั่น, หวั่นแต่เพียงความไม่แน่นอน" คือ คำอธิบายของนักธุรกิจต่างด้าวคนหนึ่ง ต่อภาวะที่เห็นอยู่ปัจจุบัน

ลีลาและท่าทีของรัฐบาล และ คมช. ต่อไฟที่ลุกลามไปหลายจุด ยังเชื่องช้าและไร้ความเด็ดเดี่ยว

           หากไม่สามารถปัดเป่าภาพ 'ชาตินิยม' ซึ่งมีความหมายทางลบในสถานการณ์เช่นนี้ จากนโยบาย 'เศรษฐกิจพอเพียง' ซึ่งควรจะเป็นภาพเสริมทางด้านบวกอย่างยิ่ง, ผมก็ให้คะแนน 100 แรกของรัฐบาลขิงแก่ได้ไม่ถึงร้อยละ 50 เป็นแน่นอน

(เนชั่น สุดสัปดาห์ ฉบับ วันที่ 26 มกราคม 2550 )

 

 

โดย สุทธิชัย หยุ่น

 

กลับไปที่ www.oknation.net