วันที่ อาทิตย์ มิถุนายน 2557

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

.มะเร็ง.@..ล่องใต้ มะอึกพามะเร็งไปเที่ยวปักษ์ใต้...


.

.

เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๕๗ ผมกับแม่มะยงไปเที่ยวเมืองน่าน

ตอนนั้นผมยังไม่ทราบหรอกครับว่าผมเป็นมะเร็ง  

แต่ก็น่าจะเชื่อได้ว่ามะเร็งเขาคงจะเข้ามาอยู่ในร่างกายผมแล้ว

เรา....(หมายถึง มะอึก + มะเร็ง) จึงไปเที่ยวเมืองน่านด้วยกันอย่างสนุกสนาน  

สัมผัสสิ่งที่ไม่เคยได้เจอะเจอด้วยกันอย่างมีความสุขในชีวิต

เมื่อเขา (หมายถึงมะเร็ง) ลำลักความสุขอย่างเต็มที่  

เขาก็แสดงอาการเตือนบอกผมในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ด้วยการไอ

ไออย่างวินาศสันตะโร  ไออย่างที่ผมไม่เคยไอมาก่อน  ไอยืด  ไอยาว  ไอจนไม่ได้หลับได้นอน 

อาการไอ  คืออาการแสดงออกถึงการเจริญเติบโตของก้อนมะเร็งในคอ  

จนผมต้องไปพบแพทย์นั่นแหละครับ

.

ว่าไปแล้ว  เมื่อผมมาทบทวนถึงบางสิ่งบางอย่างตัวเองย้อนหลังช้า ๆ  

ผมคิดว่า มะเร็งเขาเคยมาเตือนผมครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อประมาณเดือนตุลาคม ๒๕๕๖

ครั้งนั้นผมเป็นหวัด  และมีอาการไอ  มีเลือดลักษณะเป็นเส้นเล็ก ๆ เหมือนเส้นโลหิตฝอย  ผสมออกมาพร้อมเสมหะ

ผมใส่ใจเหมือนกันนะครับ  แต่คิดว่าน่าจะเกิดจากการไอแรง ๆ จนเส้นเลือดฝอยในโพรงจมูกแตก  จึงไม่ได้ไปหามดหาหมอ

สิ่งนี้น่าจะเป็นอุทาหรณ์สำหรับท่านที่พบว่า  มีเลือดออกมาพร้อมเสมหะเวลาไอหรือจาม  ยังไง ๆ ก็ไปหาหมอไว้ก่อนดีที่สุดนะครับ

ลองตรวจดูเหอะ  น่าจะเกิดอะไรก็มิอะไรที่ผิดปกติขึ้นแล้วอย่างใดอย่างหนึ่งในร่างกายของเราแน่นอน

.

.

มะเร็งเปิดโอกาสให้ผมค้นหาเพื่อจะได้ทำความรู้จักกับเขาตลอดเดือนมีนาคม ๒๕๕๗

จนกระทั่งเดือนเมษายน ๒๕๕๗  เมื่อผมรู้ว่าผมเป็นมะเร็งที่ต่อมทอลซิลแน่นอนแล้ว  ผมจึงพาเขาล่องใต้

ไปเที่ยวนครศรีธรรมราช  หาดใหญ่  พัทลุง

.

.

ผมแนะนำให้ญาติ ๆ โดยเฉพาะ "น้องสาวคนเดียวของผม ไทรงาม เสนารัตน์" ได้รู้จักกับมะเร็งในตัวของผม

ผมแนะนำให้หลาน ๆ ได้รู้จักมะเร็งในตัวของผม  

แนะนำให้เพื่อน ๆ เช่น ปราโมทย์ ด่านสกุล และอีกหลาย ๆ คน ได้รู้จักกับมะเร็งในตัวของผม

.

มีความจำเป็นนักหรือจึงต้องบอกกล่าวให้คนอื่นทราบว่าผมเป็นมะเร็ง  

เก็บไว้ในใจคนเดียวไม่ได้หรือไร?

ได้ครับ....แต่ผมมีแนวความคิดเป็นของส่วนตัวว่า  

การเป็นโรคมะเร็งไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร  

มะเร็งเขาจะเลือกเป็นที่ใครก็ได้  แม้ผู้ที่มะเร็งเลือกสรรค์แล้วอาจจะไม่พึงประสงค์ก็ตาม

เมื่อเรารู้หรือทราบว่าเราเป็นมะเร็ง เราบอกกล่าวพูดคุยกัน  

ทำให้เรื่องมะเร็งมันเป็นเรื่องธรรมดา ๆ ก็น่าจะเพียงพอ

ที่สำคัญผมไม่คิดอย่างคนจิตตกว่า ทำไมฉันจึงเป็นมะเร็ง?  ฉันทำอะไรผิด?  

หรือจะไปตีโพยตีพาย-ตีอกชกตัวอย่างไม่มีเหตุผล?  

หรือตั้งคำถามอีกหลาย ๆ คำถาม ทำไม?  

จนกระทั่งคนที่เป็น "โรคมะเร็ง"  กลายเป็น "โรคซึมเศร้า" ด้วยอีกโรคหนึ่ง

อย่างเช่นมีเพื่อนพ้องน้องพี่ถามว่า

"พี่มะอึกเป็นมะเร็งที่ไหน? อย่างไร?"

ผมก็ตอบจากใจจริงของผมว่า

"ผมเป็นมะเร็งที่ต่อมทอลซิลนิดหน่อยครับ"

คนได้ยิน  เขาจะได้ไม่มีความรู้สึกว่าน่าตกอกตกใจอะไร  เพราะเป็นมะเร็งที่ต่อมทอลซิลนิดหน่อยเท่านั้น

คนพูดก็เห็นว่าเป็นเรื่องนิด ๆ หน่อย ๆ ไม่น่ากลัวอะไร

มะเร็งจะได้กลายเป็นเรื่องที่ไม่น่ากลัวอีกต่อไป

ส่วนผลหลังจากการรักษาโรคมะเร็งไปแล้วจะเป็นอย่างไร  ยังไม่มีใครรู้หรอกครับ  

เพราะมีองค์ประกอบต้องพิจารณาอีกมากมาย

.

.

.

ผมล่องใต้ครั้งนี้  ผมเดินทางโดยไม่มีความรู้สึกว่าผมเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง

นายแพทย์ณัฐ  นิยมอุดมวัฒนา บอกกับผมเมื่อวันที่ทราบว่าผมเป็นมะเร็งที่ต่อมทอลซิลแน่นอนว่า

"ให้คนไข้ใช้ชีวิตตามปกติเหมือนเช่นที่เคยทำ  

อยากทำอะไรทำ  อยากกินอะไรกิน  กินให้อ้วน  ทำใจให้สบาย"

ผมก็เชื่อคำของหมอ  กลับนครศรีฯครั้งนั้น  ผมกินแหลก  

ยิ่งมาเจออาหารปักษ์ใต้  รสชาติถูกลิ้นถูกปาก  ผมกินไม่เลือก กินไม่ยั้ง

กินจนแม่มะยงมองหน้าแต่ไม่กล้าเบรค

ยิ่งกินยิ่งอร่อย  ปริมาณการกินก็เพิ่มขึ้นทุก ๆ มื้อครับ

.

.

การท่องเที่ยวไปตามที่ต่าง ๆ ผมก็ท่องเที่ยวอย่างสนุกสนาน  มีอารมณ์อยากมอง  อยากเห็น อยากได้ยิน  อยากฟัง

เป็นความคิดที่ผมปรุงแต่งขึ้นเองอย่างเพลิดเพลินจำเริญใจ

อารมณ์เช่นนี้บอกกล่าวคนข้างเคียงได้ยาก  อธิบายให้เห็นภาพพจน์ได้ยาก

เมื่อได้ไปในสถานที่ที่เคยไป  ภาพในอดีตจะปรากฏขึ้นมาให้เห็นอย่างเด่นชัด

เมื่อได้ไปในสถานที่ที่ยังไม่เคยไป  หรือไปครั้งแรก  ก็จะเกิดความชอบ  เกิดความประทับใจ  

คิดในใจคนเดียวว่า  หากยังมีโอกาส  ผมจะมาอีก

.

.

เดิมผมเป็นคนไปเที่ยวทะเล  แต่ผมมักจะไม่ยอมลงไปในน้ำทะเล

ชอบที่จะชื่นชม  มอง  คิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปกับทะเล  หรือถือกล้องถ่ายรูป  ถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ 

แต่ครั้งนี้  ผมลงเล่นน้ำทะเลอย่างสนุกสนาน  เบิกบานใจ

.

.

ให้แม่มะยงช่วยบันทึกภาพผมและน้องสาวไว้เยอะ ๆ เพื่อเก็บไว้ดูเล่น  หรือเป็นอนุสรณ์

.

.

อันที่จริงผมเป็นคนปลงตกกับชีวิตและร่างกายนี้มานานแล้ว

เมื่อทราบว่าเป็นโรคมะเร็ง  ผมก็ปลงตกมากยิ่งขึ้น  เร็วขึ้น  เห็นความเป็นอนิจจังของสังขารนี้ได้ชัดเจนขึ้น

มันเป็นอารมณ์เช่นนั้นจริง ๆ ครับ

.

.

ผมเขียนและโพสต์เอ็นทรีนี้  ขณะที่อยู่ที่โรงพยาบาลราชวิถี

วันที่ยกหัวขึ้นจากผ่านการให้ยาเคมี(คีโม) ครั้งที่ ๒ มาแล้ว

เขียนยาวกว่านี้ไม่ไหวแล้วครับ

ตอนต่อไป  ผมจะเล่าเรื่องขั้นตอนของแพทย์ที่ให้การรักษาพยาบาลมะเร็งในเคสของผม(คือมะเร็งที่ต่อมทอลซิล)

ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นในส่วนตัวของผม  (ซึ่งอาจจะไม่เหมือนกับคนไข้รายอื่น ๆ) 

รวมไปถึง "วิธีคิด" อันเป็นการคิดแบบส่วนตัวของผม  ที่ไม่เหมือนกับคนอื่นอีกนั่นแหละครับ

.

.

 

โดย มะอึก

 

กลับไปที่ www.oknation.net